แสดงกระทู้

This section allows you to view all posts made by this member. Note that you can only see posts made in areas you currently have access to.

Messages - บอร์ดธรรมะ

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 102
16
E-Book / มงคล 38 ประการ
« เมื่อ: มกราคม 22, 2013, 06:41:50 PM »
มงคล คือเหตุแห่งความสุข ความก้าวหน้าในการดำเนินชีวิต ซึ่งพระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงไว้ให้พุทธศาสนิกชนได้พึงปฏิบัติ นำมาจากบทมงคลสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสตอบปัญหาเทวดาที่ถามว่า คุณธรรมอันใดที่ทำให้ชีวิตประสบความเจริญหรือมี "มงคลชีวิต" ซึ่งมี ๓๘ ประการได้แก่

๑. การไม่คบคนพาล
๒. การคบบัญฑิต
๓. การบูชาบุคคลที่ควรบูชา
๔. การอยู่ในถิ่นอันสมควร
๕. เคยทำบุญมาก่อน
๖. การตั้งตนชอบ
๗. ความเป็นพหูสูต
๘. การรอบรู้ในศิลปะ
๙. มีวินัยที่ดี
๑๐.กล่าววาจาอันเป็นสุภาษิต
๑๑.การบำรุงบิดามารดา
๑๒.การสงเคราะห์บุตร
๑๓.การสงเคราะห์ภรรยา
๑๔.ทำงานไม่ให้คั่งค้าง
๑๕.การให้ทาน
๑๖.การประพฤติธรรม
๑๗.การสงเคราะห์ญาติ
๑๘.ทำงานที่ไม่มีโทษ
๑๙.ละเว้นจากบาป
๒๐.สำรวมจากการดื่มน้ำเมา
๒๑.ไม่ประมาทในธรรมทั้งหลาย
๒๒.มีความเคารพ
๒๓.มีความถ่อมตน
๒๔.มีความสันโดษ
๒๕.มีความกตัญญู
๒๖.การฟังธรรมตามกาล
๒๗.มีความอดทน
๒๘.เป็นผู้ว่าง่าย
๒๙.การได้เห็นสมณะ
๓๐.การสนทนาธรรมตามกาล
๓๑.การบำเพ็ญตบะ
๓๒.การประพฤติพรหมจรรย์
๓๓.การเห็นอริยสัจ
๓๔.การทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน
๓๕.มีจิตไม่หวั่นไหวในโลกธรรม
๓๖.มีจิตไม่เศร้าโศก
๓๗.มีจิตปราศจากกิเลส
๓๘.มีจิตเกษม

17
E-Book / Re: นิทานธรรมะ By DJ_Vayo
« เมื่อ: มกราคม 17, 2013, 01:48:45 PM »
นิทานธรรมะ เรื่องความโกรธ
หลวงตา : เถร เป็นไร ทำไมถึงโกรธล่ะ?
เณรน้อย : ไอ้ดำมันด่าผมครับ ผมก็เลยโกรธมัน
หลวงตา : ใครทำให้เณรโกรธล่ะ?
เณรน้อย : ก็ต้องไอ้ดำสิครับ เพราะไอ้ดำด่าผม
หลวงตา : ไม่จริงหรอกสิ่งที่ไอ้ดำทำคือด่าเณร แต่คนที่โกรธ คือเณร ไอ้ดำไม่ได้ทำให้เณรโกรธหรอก
เณรน้อย : แล้วใครทำให้ผมโกรธล่ะครับ ผมโกรธเองหรอครับหลวงตา งง ?
หลวงตา : ใช่แล้วเณร เณรไม่ทันความคิดที่มันปรุงแต่งขึ้นมาภายในจิต จึงไปยึดเอามาเป็นของเรา
จริงๆ แล้วไม่มีใครสามารถทำให้เราโกรธได้หรอก นอกจากเราไม่ทันความคิดที่มันปรุงแต่งขึ้นมาเอง
แล้วไปยึดเอาความโกรธมาเป็นของเรา เมื่อไม่มีปัญญารู้เท่าทันจึงไปโทษคนโน้นคนนี้ว่าเค้าทำให้เราโกรธ
เรื่องจริงคือความคิดที่มันปรุงแต่ง เค้าทำงานของเค้าเอง คนรอบๆตัวเราเค้าทำอย่างนั้น เค้าทำอย่างนี้
แต่ไม่ได้ทำให้เราโกรธ ไม่มีใครสามารถทำให้เราโกรธได้จริงๆ หรอกยกเว้นว่าเรานั้นไม่มีสติ ไม่มีปัญญา
จึงหลงไปยึดความคิดปรุงแต่งภายในจิตมาเป็นของเรา จึงกลายเป็นเราโกรธ  เอวัง สาเหตุแห่งการโกรธ ก็มีด้วยประการละฉะนี้แล

18
PR / ธรรมะเปลี่ยนชีวิต ครั้งที่ 8++
« เมื่อ: มกราคม 15, 2013, 02:59:34 PM »
ธรรมะเปลี่ยนชีวิต ครั้งที่ 8++

 

ธรรมะเปลี่ยนชีวิต ครั้งที่ 8++

"กรรมเปลี่ยนชีวิต..ชีวิตเป็นธรรมะ..ธรรมะเป็นอนัตตา"
คณะบริหารธุรกิจมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับชมรมสารธรรมล้านนา
++ขอเชิญชวนชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียง ++
มาร่วมฟังการบรรยาย และปฏิบัติธรรม
++วันอาทิตย์ที่ 27 มกราคม 2556 ++
ณ หอประชุมมหาวิทยาลัยเชียงใหม่
เวลา 7.00 น.-17.00น. ...ฟรี!..ทุกอย่างค่ะ
ในงานมีการแจกหนังสือธรรมะ-ซีดีธรรมะ
โรงทานเปิดตั้งแต่ 06.00น. "มีอาหารและเครื่องดื่มฟรีตลอดงาน"
++ขอเชิญร่วมเป็นเจ้าภาพ โรงทาน,หนังสือ,ซีดี,และอื่นๆ ได้ที่
ชมรมสารธรรมล้านนา โทร.081-7163960,086-1805709++
โดยมีองค์บรรยายธรรม
1. หลวงปู่ท่อน ญาณธโร วัดศรีอภัยวัน ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย ในหัวข้อ“วิมุตติธรรม”
2. อาจารย์ ดร.สนอง วรอุไร ในหัวข้อ“มรดกธรรม”
3. หลวงพ่อเลี่ยม ฐิตธมฺโม วัดหนองป่าพง ต.โนนผึ้ง อ.วารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ในหัวข้อ ”มรณานุสติ”
4. พระอาจารย์ เจนยุทธนา จิรยุทฺโธ (หลวงปู่ภูภาพ) วัดโนนสวรรค์ จ.สกลนคร ในหัวข้อ ”วางจิตใสใส..รับภัยพิบัติ ?”


 

19
E-Book / Re: นิทานธรรมะ By DJ_Vayo
« เมื่อ: พฤศจิกายน 12, 2012, 10:14:09 AM »
เหตุที่คนเราจะไม่ให้อภัย ก็เพราะกลัวจะเสียสิ่งที่หวงแหนไป คือความสะใจ

20
E-Book / เรื่องของเวลา และ สุขกับทุกข์
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 08:00:40 AM »
เรื่องของเวลา  และ สุขกับทุกข์

เมื่อถึงเวลาทุกอย่างมันก็มาของมันเองตามเหตุตามปัจจัยที่เราได้สั่งสมไว้  หากไม่ถึงเวลาเทวดาก็ช่วยไม่ได้
จะร้องไห้ดิ้นรน ทุรนทุรายแทบปางตาย ใครก็ช่วยเราไม่ได้ ให้เราเร่งทำความดี พูดดี คิดดี ปฎิบัติดี และ
ท่องคาถาไว้คือ " อดทน " แล้วลงมือทำให้หนักกว่าเก่า ไม่มีใครทุกข์ตลอดไป และไม่มีใครสุขตลอดชาติ
ยกเว้นท่านผู้ปฎิบัติธรรมที่ท่านทั้งหลายมองเห็นด้วยปัญญาแล้วว่า สุข กับ ทุกข์เสมอกัน เมื่อใดท่านเห็นเช่นนี้แล
สุข หรือ ทุกข์ก็จะเริ่มเข้าไม่ถึงจิตใจของท่านอีกต่อไป สิ่งต่างๆในโลกล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา
สุขก็ดับ ทุกข์ก็ดับ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็อยู่กับเราไม่นาน เมื่อถึงเวลาทุกข์อย่างก็จะมาเองตามเหตุตามปัจจัย
ที่เราได้ทำไว้ ก่อไว้ สร้างไว้ ไม่ต้องไปดิ้นรนทุรนทุราย ร้องไห้ฟูมฟาย อัตตาหิอัตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งให้เจ้าได้ ธรรมะเรื่องของเวลาและสุขกับทุกข์ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้แล

21
E-Book / Re: นิทานธรรมะ By DJ_Vayo
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 07:57:12 AM »
เรื่องของเวลา  และ สุขกับทุกข์

เมื่อถึงเวลาทุกอย่างมันก็มาของมันเองตามเหตุตามปัจจัยที่เราได้สั่งสมไว้  หากไม่ถึงเวลาเทวดาก็ช่วยไม่ได้
จะร้องไห้ดิ้นรน ทุรนทุรายแทบปางตาย ใครก็ช่วยเราไม่ได้ ให้เราเร่งทำความดี พูดดี คิดดี ปฎิบัติดี และ
ท่องคาถาไว้คือ " อดทน " แล้วลงมือทำให้หนักกว่าเก่า ไม่มีใครทุกข์ตลอดไป และไม่มีใครสุขตลอดชาติ
ยกเว้นท่านผู้ปฎิบัติธรรมที่ท่านทั้งหลายมองเห็นด้วยปัญญาแล้วว่า สุข กับ ทุกข์เสมอกัน เมื่อใดท่านเห็นเช่นนี้แล
สุข หรือ ทุกข์ก็จะเริ่มเข้าไม่ถึงจิตใจของท่านอีกต่อไป สิ่งต่างๆในโลกล้วนเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปเป็นธรรมดา
สุขก็ดับ ทุกข์ก็ดับ เพราะฉะนั้น ไม่ว่าสุขหรือทุกข์ก็อยู่กับเราไม่นาน เมื่อถึงเวลาทุกข์อย่างก็จะมาเองตามเหตุตามปัจจัย
ที่เราได้ทำไว้ ก่อไว้ สร้างไว้ ไม่ต้องไปดิ้นรนทุรนทุราย ร้องไห้ฟูมฟาย อัตตาหิอัตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน
ใครเล่าจะเป็นที่พึ่งให้เจ้าได้ ธรรมะเรื่องของเวลาและสุขกับทุกข์ เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้แล

22
E-Book / Re: นิทานธรรมะ By Vayo
« เมื่อ: พฤศจิกายน 07, 2012, 07:53:02 AM »
ธรรมะ = ธรรมชาติ
A : ธรรมะ = ธรรมชาติ
A : การปฎิบัติเพื่อให้รู้เห็นกลับไปความเป็นสู่ธรรมชาติ
B : อ้าวแล้วปกติ มันก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้วไม่ใช่หรอ
A : ป่าวหรอก ที่เห็นว่ามันเป็นธรรมชาติน่ะ จริงๆ แล้วมันผิดธรรมชาติอยู่
แต่เราไม่เคยเห็นว่า ความเป็นปกติหรือความเป็นธรรมชาติ ของสิ่งทั้งปวงมันเป็นเช่นไร
เพราะตั้งแต่เราเกิดมาก็คลุกคลีอยู่แต่แบบนี้ไม่เคยเห็นความเป้นธรรมชาติที่แท้จริงสักที
เปรียบได้ดังเช่น ปลาเกิดมาก็อยู่แต่ในน้ำ นกก็อยู่แต่บนฟ้า ปลาไม่เคยรู้ว่ามีฟ้า และนกไม่เคยรู้ว่าในน้ำเป็นเช่นไร?
B : แล้วธรรมชาติจริงๆแล้วมันเป็นเช่นไร ?
A : ความเป็นธรรมชาติจริงๆ แล้วคือไม่มีอะไรเป็นของเราเลยจริงๆ แม้สักยอ่างเดียว ปฎิบัติเพื่อตามรู้ตามดูความเป็นจริง ของกายของใจเรานี้เอง
เมื่อมันปล่อยวางกาย ปล่อยวางใจได้แล้ว มันจะปล่อยวางทุกอย่างเลย ทั้งนี้และทั้งนั้น มันจะปล่อยวางได้เกิดจากการเข้าไปรู้แจ้งเห็นจริงถึงความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงนั่นแล
อันว่าความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงก็คือความเป็นธรรมชาติของเขาเองที่เขาเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปของเขาเอง ธรรมชาติมันก็มีเท่านี้เมื่อจิตเห็นความจริงนี้
บ่อยๆเข้าก็รู้แจ้ง เห็นความเป็นจริงที่ถูกบิดเบือนอยู่ ก็จะคลายความหลงผิด และเห็นถูก จึงปล่อยวางได้ด้วยตัวปัญญา เอวังก็มีด้วยประการ ละ ฉะนี้แล ^Q^

23
E-Book / ธรรมะ = ธรรมชาติ
« เมื่อ: พฤศจิกายน 05, 2012, 06:53:17 PM »
ธรรมะ = ธรรมชาติ
A : ธรรมะ = ธรรมชาติ
A : การปฎิบัติเพื่อให้รู้เห็นกลับไปความเป็นสู่ธรรมชาติ
B : อ้าวแล้วปกติ มันก็เป็นธรรมชาติอยู่แล้วไม่ใช่หรอ
A : ป่าวหรอก ที่เห็นว่ามันเป็นธรรมชาติน่ะ จริงๆ แล้วมันผิดธรรมชาติอยู่
แต่เราไม่เคยเห็นว่า ความเป็นปกติหรือความเป็นธรรมชาติ ของสิ่งทั้งปวงมันเป็นเช่นไร
เพราะตั้งแต่เราเกิดมาก็คลุกคลีอยู่แต่แบบนี้ไม่เคยเห็นความเป้นธรรมชาติที่แท้จริงสักที
เปรียบได้ดังเช่น ปลาเกิดมาก็อยู่แต่ในน้ำ นกก็อยู่แต่บนฟ้า ปลาไม่เคยรู้ว่ามีฟ้า และนกไม่เคยรู้ว่าในน้ำเป็นเช่นไร?
B : แล้วธรรมชาติจริงๆแล้วมันเป็นเช่นไร ?
A : ความเป็นธรรมชาติจริงๆ แล้วคือไม่มีอะไรเป็นของเราเลยจริงๆ แม้สักยอ่างเดียว ปฎิบัติเพื่อตามรู้ตามดูความเป็นจริง ของกายของใจเรานี้เอง
เมื่อมันปล่อยวางกาย ปล่อยวางใจได้แล้ว มันจะปล่อยวางทุกอย่างเลย ทั้งนี้และทั้งนั้น มันจะปล่อยวางได้เกิดจากการเข้าไปรู้แจ้งเห็นจริงถึงความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงนั่นแล
อันว่าความเป็นจริงของสิ่งทั้งปวงก็คือความเป็นธรรมชาติของเขาเองที่เขาเกิดขึ้นตั้งอยู่และดับไปของเขาเอง ธรรมชาติมันก็มีเท่านี้เมื่อจิตเห็นความจริงนี้
บ่อยๆเข้าก็รู้แจ้ง เห็นความเป็นจริงที่ถูกบิดเบือนอยู่ ก็จะคลายความหลงผิด และเห็นถูก จึงปล่อยวางได้ด้วยตัวปัญญา เอวังก็มีด้วยประการ ละ ฉะนี้แล ^Q^

24



หลวงพ่อปราโมทย์ : ช่วงแรกๆพลาดไปเรื่องนึงนะ คือทิ้งสมถะไป อาศัยว่าทำสมถะมาตั้งแต่เด็ก สะสมพลังของจิตใจมา ๒๒ ปี มาดูจิตพรวดๆๆไป มันไปได้รวดเร็ว พอผ่านมาสองสามปีนะ ทิ้งสมถะไปนานๆจิตไม่มีแรงแล้ว พอไม่มีกำลังแล้วจะเหมือนที่พวกเราหลายคนดู จิตมันจะไปอยู่ข้างนอก มันจะไปนิ่งๆ สว่างอยู่ข้างนอก นิ่งๆไปพักอยู่เฉยๆอยู่ เรานึกว่าเราดูจิตอยู่ แต่ดูไม่ถึงจิตหรอกงั้นที่หลวงพ่อบอกดูไม่ถึงฐาน ดูไม่ถึงฐาน จิตไม่ตั้งมั่น จิตไปอยู่ข้างนอก สำนวนเดียวกันนะ หลายๆสำนวนแต่ว่าเนื้อหาอันเดียวกัน ใจไม่ตั้งมั่น หลวงพ่อเคยเป็นมาแล้ว

ตอนนั้นไปติดอยู่ตรงนี้ตั้งนาน ครูบาอาจารย์ก็ไม่ค่อยอยู่แล้ว มรณภาพไปมากแล้ว เอ๊ ทำไมเราภาวนาหลายปี จิตมันคงที่อยู่แค่นี้เอง จิตมันไม่พัฒนา ครูบาอาจารย์ก็บอกมาทุกองค์ๆนะ ว่าไม่มีวิธีปฏิบัติที่ยิ่งกว่านี้แล้ว ถ้าภาวนาพอเข้าถึงจิตถึงใจตนเองแล้ว ไม่มีวิธีที่ยิ่งกว่านี้แล้ว ทุกองค์เลยพูดอย่างนี้เหมือนกันหมดเลย บางองค์ท่านก็ปลอบใจว่า อย่าใจร้อนนะ เหมือนผลไม้ต้องรอเวลาสุกงอม เอ๊ะ เราก็รอมานานแล้วนะ มันไม่งอมซักที

ตอนนั้นมีโอกาสขึ้นไปกราบอาจารย์มหาบัวที่บ้านตาด ขึ้นไปท่านยังเทศน์อยู่บนศาลา ยังแข็งแรงหนุ่มกว่านี้เยอะ ไปกราบท่านบอกว่า ท่านอาจารย์ครับ ทำไมผมภาวนาแล้วมันไม่พัฒนาเลย ครูบาอาจารย์ให้ดูจิตดูใจอยู่ ก็ดูมาตลอดนะ ทำไมมันไม่พัฒนา ท่านหันมามองหน้าวับท่านก็บอกเลย จิตท่านเร็ว (ท่าน)บอก ที่ว่าดูจิตนั้นดูไม่ถึงจิตแล้ว ดูไม่ถึงจิต ตอนนั้นยังไม่เข้าใจนะ ว่าทำไมดูไม่ถึงจิต เหมือนที่หลวงพ่อบอกพวกเรานี่ จิตไม่ตั้งมั่น จิตไม่ถึงฐาน มันไม่ถึงจิต มันไม่ย้อนเข้ามาดูกายดูใจ ท่านบอกที่ว่าดูจิตนั้นดูไม่ถึงจิตแล้ว ต้องเชื่อเรานะตรงนี้สำคัญนะ เราผ่านมาด้วยตัวของเราเอง อะไรๆก็สู้บริกรรมไม่ได้ ท่านบอกงี้

พอท่านสอนอย่างนี้นะเราก็กราบท่านเลย มาบริกรรมพุทโธๆๆไปเรื่อย โอ๊ยพุทโธไปเหมือนโลกจะแตกเลย มันทุกข์มันทุรนทุรายนะ จิตมันกระสับกระส่ายไปหมดเลย จิตมันไปติดความว่างๆมานาน ไปอยู่ในความว่าง เนี่ยนักดูจิตต้องระวังนะ สิ่งที่อันตรายมากเลย คือไปติดความว่าง ดูไปๆแล้วก็ว่างอยู่อย่างนั้นเป็นปีๆ ว่างอยู่อย่างนั้น เสียเวลา พอท่านให้พุทโธๆนะ จิตมันต้องทำงาน จิตมันเคยว่างงานมานานนะ พอจิตมันทำงานนะ มันมีทุกข์ทุรนทุรายไปหมดเลย ทุรนทุรายจนเอาไม่อยู่เลย ฟุ้งซ่านแบบดูไม่ไหวเลย

ในที่สุดก็มานึก เอ๊ ทำไมครูบาอาจารย์ว่าเราดูไม่ถึงจิต ค่อยๆสังเกตนะ ทำไมท่านว่าเราดูไม่ถึงจิต ค่อยๆสังเกตลองทวนจะมาดูจิต ปรากฎทวนเข้ามาไม่ได้ มันไม่ทวนเข้ามา ทวนเข้ามาก็ไม่ถึงที่ อ๋อจิตไม่ตั้งมั่น อ๋อขึ้นมาเลย ไปเห็นสภาวะที่มันทวนเข้ามาไม่ได้ นึกว่าจิตไม่ตั้งมั่น เราไม่ถนัดบริกรรม เราถนัดลมหายใจ เรารู้ลมหายใจ หายใจๆ หายใจไปจิตมันก็ตั้งขึ้นมานะ มันก็เดินต่อได้

เพราะนั้นจิตที่ตั้งมั่นก็สำคัญนะ ไม่ใช่ไม่สำคัญ งั้นดูจิตไป บางคนที่หลวงพ่อบอกว่าอย่าเพิ่งทำสมถะ อันนั้นติดสมถะมาติดมางอมแงมเลย ต้องเลิกซะก่อน ทิ้งไปซะก่อนของที่ติด มาเริ่มต้นเอาใหม่ มาหัดเจริญสติ พอมีสติแล้วนะยังไงก็ทิ้งสมถะไม่ได้หรอก ก็ต้องทำอยู่ดีแหล่ะ แต่จะทำง่าย


หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันพฤหัสบดีที่ ๒๓ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๗
Track: ๔
File: 511023
ระหว่างนาทีที่ ๑๐ วินาทีที่ ๕๒ ถึง นาทีที่ ๑๔ วินาทีที่ ๕๔

25



หลวงพ่อปราโมทย์ : งั้นรู้สึกตัวไปเรื่อยๆ รู้สึกแล้วก็รู้กาย รู้สึกแล้วก็รู้จิตใจ รู้สึกไปเรื่อยๆ มันจะสะสมแต้มไปเรื่อยๆ ถึงวันหนึ่งมันอิ่ม มันเต็ม มันพอนะ มันจะตัดสินความรู้ของมันเอง เราไม่ต้องทำอะไร เราไม่ต้องดิ้นรน เราไม่ต้องพยายามที่จะบรรลุมรรคผลนิพพาน จิตเขาจะบรรลุของเขาเอง

แต่เดิมหลวงพ่อก็พูดอย่างนี้นะ ว่าไม่มีใครทำจิตให้บรรลุมรรคผลนิพพานได้ จิตมันเป็นเอง มันจะบรรลุเอง เราพูดแบบเซ่อๆไป พูดมาจากประสบการณ์ภาวนา ไม่เห็นมีใครจะสั่งจิตได้สักคนหนึ่ง ตอนหลังครูบาอ๊าไปเจอในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าสอนเหมือนกัน

ท่านสอนบอกว่า ผู้ปฏิบัติน่ะที่ต้องการมรรคผลนิพพานเนี่ยนะ ไม่มีใครทำมรรคผลนิพพานให้เกิดได้หรอก แต่ว่ามีหน้าที่เจริญศีลสิกขา เจริญจิตตสิกขา เจริญปัญญาสิกขา เรื่อยๆไป เมื่ออินทรีย์แก่กล้าเพียงพอแล้วนะ มรรคผลนิพพาน จะเกิดขึ้นเอง จิตจะบรรลุมรรคผลนิพพานเอง

งั้นพวกเราเจริญไปนะ รักษาศีลไว้ มีสติขึ้นมาก็มีศีล มีสติขึ้นมาก็มีสัมมาสมาธิ จิตตั้งมั่นขึ้นมา มีสติก็มีปัญญาเห็นความจริงของกายของใจ เพราะฉะนั้นรู้สึกตัวนะ มีสติรู้กายรู้ใจเรื่อยๆไป ถึงวันหนึ่งจะเกิดมรรคผลเอง

ท่านเปรียบเทียบเหมือนชาวนา ชาวนาไม่สามารถสั่งต้นข้าวให้ออกรวงข้าว ไม่สามารถทำให้รวงข้าวมีเมล็ดเต็มได้ ชาวนาสั่งต้นข้าวไม่ได้ แต่ชาวนาทำเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยให้ต้นข้าวออกรวงได้ ชาวนาไปไถนา ไปหว่านข้าว เอาน้ำเข้านา น้ำมากไปเอา(น้ำ)ออกจากนา คอยดูแลรักษาต้นข้าว ต้นข้าวก็ออกรวงเอง

พวกเรามีสติ มีสัมมาสมาธิ มีปัญญานะ อบรมดูแลจิตของเรา วันหนึ่งจิตออกมรรคออกผลเอง

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่ สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันจันทร์ที่ ๑๙ พฤษภายน พ.ศ.๒๕๕๑ ก่อนฉันเช้า


CD: สวนสันติธรรม แผ่นที่ ๒๕
Track: ๑๓
File: 510519
ระหว่างนาทีที่ ๒๖ วินาทีที่ ๑๘ ถึง นาทีที่ ๒๘ วินาทีที่ ๑๔

26
Q & A / ย้ายแล้ว: ทำฌานด้วยอาปานสติ
« เมื่อ: ตุลาคม 18, 2012, 07:05:41 PM »
หัวข้อนี้ได้ถูกย้ายไปบอร์ด เทศนา-คำสอนครูบาอาจารย์.

http://dhamma.vayoclub.com/index.php?topic=1811.0

27
ทำฌานด้วยอาปานสติ
หลวงพ่อปราโมทย์ : พอจิตเริ่มรวมจิตเริ่มสงบนะ หายใจจะตื้นขึ้นมา จะสั้น สั้น สั้น ขึ้นมา เหมือนมาอยู่ที่จมูกนั่นเอง พอลมหายใจขึ้นมาสูงขึ้นมา จิตมันจะสว่างขึ้นเรื่อยๆนะ จะสว่าง เนี่ยอย่างเรากำหนดอย่างนี้นะ เนี่ยสว่างขึ้นมาแล้ว ตรงที่จิตสว่างขึ้นมาแล้วเนี่ย มีทางแยก…

พวกหนึ่งนะ อยากรู้อยากเห็นอะไรเนี่ย ส่งแสงสว่างไป คล้ายๆฉายสปอร์ตไลท์ไป ฉายไปที่ไหนนะ จิตก็ตามไปดู เนี่ยจิตออกนอกตัวจริง ไปเทวโลกก็ได้ ไปพรหมโลกก็ได้ ไปบาดาลก็ได้ การที่เรารู้ลมจนกระทั่งกลายเป็นแสงสว่างเนี่ย มันกลายเป็นกสิณแสง กสินแสงเนี่ยมันทำให้ได้ทิพยจักษุ จากกสิณแสงเนี่ยนะ ส่งไปที่ไหน ตาก็มองเห็นตามไปได้ ใจมันเห็นตามไป ไปเห็นนรก เห็นสวรรค์ เห็นอะไร เห็นก็ดีเหมือนกัน ในแง่ที่จะกลัวบาป อยากทำบุญไม่กล้าทำบาป มีศีล นี่เห็นอย่างนี้มีศีล อีกพวกหนึ่งเห็นแล้วลำพอง กูเก่งๆ พวกนี้เห็นแล้วยิ่งแย่ใหญ่ เกิดกิเลส นี่ไม่ดี ถ้าเห็นแล้วมีศีลมีธรรมก็ดี ถ้าไม่เห็นก็ไม่เป็นไร อย่าไปตามมันไป

ให้จิตเป็นคนดูแสงไว้ จิตอย่าถลำเข้าไปในแสง พอจิตเป็นคนดูแสงเนี่ยนะ จิตมันชำนิชำนาญขึ้นมา สติระลึกรู้ที่แสงสว่างนั้น เรียกว่ามี “วิตก” วิตกก็คือการที่จิตเนี่ยไปตรึกอยู่ในแสงสว่าง วิจารเนี่ยคือจิตมันเคล้าเคลียอยู่กับแสงสว่าง ได้ยินคำว่า วิตก วิจาร ใช่มั้ย เราชอบไปคิดว่าวิตกคือคิดๆไปเรื่อยๆ วิจารก็คือวิพากษ์วิจารณ์ อันนั้นคนไทยเอามาใช้หรอก

วิตกก็คือ การที่จิตมันตรึกในอารมณ์ มันจับเข้าไปที่ตัวอารมณ์นะ วิจารณ์มันเคล้าเคลียอยู่กับตัวอารมณ์ พอจิตมีวิตกมีวิจารอยู่นะ ปีติมันเกิดนะ ก็ตรงนี้มันชำนาญ ก่อนจะมีปีติมีอะไรขึ้นมาได้นะ จิตมันชำนาญในสมาธิขึ้นมาแล้ว แสงสว่างเนี้ยให้มันใหญ่ก็ได้ ให้มันเล็กก็ได้ ให้เต็มโลกก็ได้ ทำตัวกระทั่งเราเหมือนพระอาทิตย์พระจันทร์เลยก็ได้ ให้เล็กๆเหมือนปลายธูปเลยก็ได้นะ คล้ายจิตมันเล่น มีของเล่น จิตมันสนุก มีปีติขึ้นมา มีความสุขนะ

พอจิตมีปีติ มีความสุขขึ้นมาแล้วนะ สติระลึกลงไปอีก มีปีติแล้วไม่ต้องไปสนใจดวงสว่างนั้นอีกต่อไปแล้ว เสียเวลา ทิ้งวิตกทิ้งวิจารไป สติระลึกรู้ปีติ ปีติมันโลดโผน ในขณะที่มีปีติในความจริงก็มีความสุขด้วยนะ แต่ว่าปีติมันฉูดฉาด สติจะไปเห็นปีติก่อน พอสติระลึกรู้ปีติ ปีติจะดับนะ ความสุขก็เด่นขึ้นมานะ ความสุขมันเด่น มันคล้ายๆนะ ปีติมันหยาบกว่ามันชวนให้ดู เหมือนเราไปซื้อเสื้อมาตัวหนึ่งนะ เราก็เลือกมาอย่างดีแล้ว พอซื้อมาเราพบว่า กลับมาบ้านแล้วพบว่ามันมีรูอยู่นิดนึง มันไปเกี่ยวอะไรขาดอยู่นิดนึง เราไม่ดูเสื้อทั้งตัวแล้ว เราจะเวียนดูไอ้รูที่ขาด นึกออกมั้ย เพราะมันเร้าใจกว่า เวลาปีติเกิดก็แบบเดียวกันนะ ไปดูปีติไม่อยากดูความสุขน่ะ ความสุขก็มีอยู่ในขณะที่มีปีติแต่ไม่ดู

พอปีติดับไป มันเห็นนะ ปีติเป็นของหวือหวา ปีติดับไปนะจิตก็มีความสุขขึ้นมา ความสุขก็เด่นขึ้นมา ดูลงไปที่ความสุข ความสุขก็เป็นของหวือหวาอีก มันก็เป็นอุเบกขา จิตเป็นอุเบกขา ตรงที่วิตกวิจารดับไปนะ จิตจะเป็นผู้รู้ขึ้นมานะ เพราะฉะนั้นในฌานที่สอง จิตจะเป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานขึ้นมาแล้ว ตรงนี้ถ้าทำอานาปานสติจนได้ฌานนะ เนี่ยได้ตัวผู้รู้ขึ้นมา ตั้งแต่ฌานที่ ๒ ๓ ๔ มีตัวผู้รู้ขึ้นมา แล้วถ้าดูจิตต่อไปเรื่อยก็จะเข้าอรูป(ฌาน)ไป และไม่จัดเป็นอานาปานสติแล้ว ก็เข้าอรูปต่อ อันนี้เป็นวิธีใช้อานาปานสติทำให้เกิดฌาน ในฌานนั้นเกิดจิตผู้รู้ขึ้นมา คนที่ได้จิตผู้รู้จากสมาธิเนี่ย เมื่อออกจากสมาธิแล้วตัวรู้จะเด่นดวงอยู่อย่างนั้นน่ะ ถ้าสมาธิหนักแน่นพอนะ เด่นอยู่ได้หลายวันเลย แต่ไม่เกิน ๗ วันก็จะเสื่อม พอมีตัวรู้นี้เอาไว้ใช้เดินปัญญา

หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
สวนสันติธรรม บ้านโค้งดารา
ศรีราชา ชลบุรี

แสดงธรรมที่สวนสันติธรรม
วันอาทิตย์ที่ ๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ ก่อนฉันเช้า

28


ตื่นรู้อยู่...ด้วยสติ"
++สมาคมศิษย์เก่าโรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ ร่วมกับ ชมรมสารธรรมล้านนา++
++ขอเชิญชาวเชียงใหม่และจังหวัดใกล้เคียงร่วมฟังการบรรยายและปฏิบัติธรรม++
++ในโครงการจิตตภาวนา ครั้งที่ 2++
++โดย.หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช++
++แห่งสำนัก
สงฆ์สวนสันติธรรม อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี++
++ในหัวข้อ "ตื่นรู้อยู่...ด้วยสติ"++
++วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม 2555++
++เวลา 8.30 น.-11.00 น. ++
++ณ หอประชุมใหญ่ 84 ปี โรงเรียนวัฒโนทัยพายัพ จ.เชียงใหม่++
++มีโรงทานอาหารเช้า ฟรี!!!++

29
ปริศนา ธรรม อะไรเอ่ย หลงกับรู้ ไม่รู้ก็หลง ไม่หลงก็รู้ ??

30
E-Book / นิทานธรรมะ By DJ_Vayo
« เมื่อ: กันยายน 17, 2012, 10:49:09 AM »
1. นิทานธรรมะ เรื่อง : ทำวันนี้ให้ดีที่สุด !!!!

A: เราจะทำวันนี้ให้ดีที่สุด
B : จะไปทำทำไม?
A: ทำไมวะ งง? ใครๆ เค้าก็บอกว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุดทั้งนั้นแหละ
B: ก็วันนี้มันไม่มีดี หรือไม่ดีหรอก มันเป็นของมันอย่างนั้นอยู่แล้ว  มีแต่เรานั่นแหละที่บอกว่ามันดี หรือไม่ดี มันควรจะเป็นอย่างนั้น
ไม่ควรจะเป็นอย่างนี้ ทุกอย่างเค้าเป็นอย่างที่มันเป็นอยู่แล้ว จะไปทำยังให้ไม่ดี หรือดีที่สุดล่ะ? นอกจากเราจะคิดไปเอง!!!

หน้า: 1 [2] 3 4 ... 102
Access denied for user 'vayoclub_dhamma'@'localhost' to database 'vayoclub_manage'