ผู้เขียน หัวข้อ: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก  (อ่าน 1456 ครั้ง)

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #15 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:37:48 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๕ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๓ )
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...จิตตะ ได้แก่ การมีใจจดจ่อ เมื่อใจจดจ่ออยู่กับสิ่งที่ปรารถนาจะทำ จิตจะตัดอารมณ์อื่นที่ไม่เข้าเรื่อง ออกไปได้ คนแก่มักจะรับอารมณ์จุกจิก พออารมณ์ที่ไม่สบายใจ เข้ามากระทบหู กระทบตา ก็เก็บเอามา ทำให้ใจคอไม่สบาย โดยไม่เข้าเรื่อง ได้แต่ครุ่นคิดว่า ทำไมเราเป็นอย่างนี้ ทำไมเขาไม่เป็นอย่างนั้น.... ถ้าไม่มีอะไรอย่างอื่น ก็กระทบกับลูกหลาน เก็บถ้อยคำของเขามาคิดขุ่นมัวในใจตัวเอง... ถ้าไม่มีอะไรเป็นหลักผูกใจไว้ ใจจะไหว และต้องวุ่นอยู่เรื่อยๆ

พอใจอยู่กับหลักแล้ว ก็ไม่วุ่น ไม่ขุ่น แต่จะสงบแน่วแน่ ยิ่งได้ทำสิ่งที่ใจชอบ ก็สบายใจเลย จิตใจเป็นสุข ไม่มีอารมณ์อื่นมารบกวนจิตใจจดจ่ออยู่แต่กับเรื่องที่ต้องการนี้ นอกจากทำให้ชีวิตเป็นสุขด้วยแล้ว การที่ใจอยู่กับสิ่งที่ทำอย่างแท้จริง ก็ทำให้อายุยืน เพราะใจที่จดจ่อนี้เป็นตัวสมาธิ ใจไม่แกว่ง ไม่เหน็ดเหนื่อย ไม่ไปเสียสมอง ไม่ไปเสียพลังงาน กับเรื่องไม่เป็นเรื่อง และเวลาก็ผ่านไปๆ อย่างไม่รู้ตัวตรงข้ามกับใจที่รับอารมณ์ไม่เข้าเรื่อง ทำให้จิตคิดปรุงแต่ง พอจิตคิดวุ่นขุ่นมัว ก็เสียพลังงาน สมองต้องทำงานหนัก และทำให้เครียด ใจเหนื่อยหน่าย ร่างกายก็แก่เร็วร่วงโรยง่าย..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #16 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:38:09 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๖ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๔ )
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...เวลานี้ก็ยอมรับกันว่า คนแก่ ถ้าไม่ใช้ปัญญา ไม่ใช้ความคิดเสียบ้าง ก็จะแก่เร็ว และสมองก็จะฝ่อ ทางธรรมท่านจึงบอกว่า ต้องมี วิมังสา คือใช้ปัญญา ตรวจตราพิจารณา ไตร่ตรองอย่างมีเหตุมีผล

เวลาพูดถึงปัญญานี้ ต้องระวังอย่างหนึ่ง คืออย่าเอาไปปนกับความคิดปรุงแต่งคิดตามความปรุงแต่ง หมายความว่า คิดไปตามความพอใจ หรือไม่พอใจ เช่นเกิดความขัดใจขึ้นมา ก็คิดไปว่า ทำไมเขาจึงเป็นอย่างนี้ ทำไมเขาไม่เป็นอย่างนั้น อะไรอย่างนี้ คิดไปตาม ความโลภ ความโกรธคือเอา ความโลภ ความโกรธ มาเป็นตัวปรุง ทำให้จิตวุ่นวาย และก็เกิดผลเสีย เช่นมีความเครียดตามมา

แต่ถ้าเราคิดด้วยปัญญาบริสุทธิ์ คือคิดไปตามสภาวะ คิดไปตามความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ อันนี้ จะไม่เครียด จะคิดไปแบบสบายๆ กลายเป็นว่า เรามาเล่นกับเรื่องของความเป็นจริงของโลกและชีวิต หรือสิ่งทั้งหลายตามสภาพของมัน แม้จะคิดไปอย่างเป็นงานเป็นการ ก็ไม่ถูกครอบงำ เพราะเราเป็นแต่เพียงผู้มองดู เช่นว่าตรงไหนบกพร่อง จะแก้ไขปรับปรุงอย่างไร ตรวจตราดูไป ใจก็สบาย และสมองก็ได้ใช้ความคิดไป ก็ไม่ฝ่อ นี่คือ วิมังสา รู้จักใช้ปัญญา พิจารณาไตร่ตรอง..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #17 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:38:26 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๗ : บทสรุปของทำอย่างไรให้อายุยืน
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...อิทธิบาท ๔ นี่แหละ เป็นหลักการสำคัญที่จะทำให้อายุยืน เพราะทำให้ชีวิตของเรามีกำลังแล้ว ก็มีทางเดิน ที่มุ่งไปข้างหน้า สู่จุดหมาย ซึ่งทำให้ชีวิตมีความหมาย ที่จะอยู่ต่อไป ไม่ใช่อยู่อย่างเลื่อนลอย นอกจากนั้น ยังเป็นตัวตัดอารมณ์ ป้องกันสิ่งที่ไม่ควรจะเข้ามารบกวนจิตใจและชีวิตของเรา ทำให้ชีวิตปลอดโปร่งโล่งเบาด้วย เมื่อข้างในตัวก็มีพลัง ทางเดินที่จะไปข้างหน้าก็แน่ชัด ข้างนอกก็ไม่มีอะไรมาขัดขวาง ชีวิตก็ย่อมยืนยาว ยืดขยายอายุออกไปได้อีก..."

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #18 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:38:58 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๘ : ใจต้องดี ใจต้องมีความเจริญ
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...ความเจริญก้าวหน้านั้นมี ๒ ด้าน เพราะว่าชีวิตของเราประกอบไปด้วยองค์ร่วม ๒ ส่วน คือ กาย กับ ใจ

การเกิดของจิตใจนั้น จะต้องให้มีความหมาย เป็นการทำให้กุศลธรรม เกิดมีขึ้นในใจ ทำให้จิตใจแต่ละขณะที่เกิดขึ้น คือในขณะจิตหนึ่งๆนี้ มีกุศลธรรมเกิดขึ้น ถ้าทำได้อย่างนี้ ก็จะเป็นความเจริญงอกงามของจิตใจ เมื่อได้ความเจริญงอกงามของร่างกายและของจิตใจครบทั้ง ๒ ประการ ก็จะเป็นชีวิตที่สมบูรณ์โดยเฉพาะในระยะซึ่งชีวิตเจริญงอกงามมากขึ้นนั้น เราจะเห็นได้ว่า ในส่วนของร่างกายจะมีการเสื่อมโทรมลงไป ยิ่งในระยะปลายแล้ว ยิ่งมีความเสื่อม มองเห็นชัดมากขึ้น แต่สิ่งที่ทุกท่านจะทำได้ก็คือ ด้านจิต ด้านจิตนี้ เราสามารถทำให้เจริญงอกงามมากขึ้นๆ โดยไม่มีเสื่อม

เพราะฉะนั้น เมื่อชีวิตเจริญขึ้น ก็ควรจะเน้น ให้ความสำคัญแก่การที่จะบำรุงจิตใจให้เจริญงอกงามมากยิ่งขึ้น เพราะความเจริญงอกงามของจิตใจ จะทำให้ชีวิตนี้เป็นชีวิตที่มีค่า มีความหมายที่แท้จริง แม้ว่าร่างกายจะเปลี่ยนแปร เสื่อมโทรมไป ตามธรรมดาของธรรมชาติ เป็นไปตามหลักของพระไตรลักษณ์ แต่จิตใจที่เป็นไปตามพระไตรลักษณ์เหมือนกันนั่นแหละ กลับเจริญงอกงาม เป็นความเปลี่ยนแปรไปในทางที่ดีงาม คือในขณะที่ร่างกายเปลี่ยนแปรไปในทางเสื่อมโทรม แต่จิตใจกลับแปรเปลี่ยนไปในทางที่เจริญงอกงามยิ่งขึ้น

ยิ่งมีกุศลธรรมเกิดขึ้นบ่อย ก็งอกงามมากยิ่งขึ้น แล้วก็จะมีความสุขที่แท้จริง เพราะเป็นความสุขที่อิสระ ไม่ขึ้นต่อสิ่งปรุงแต่งภายนอก และก็จะเป็นชีวิตที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า เป็น อโมฆชีวิต คือชีวิตที่ไม่ว่างเปล่า เพราะมีสิ่งดีงามล้ำค่า คือกุศลธรรม เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #19 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:39:16 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๙ : มีอย่างไรไม่ให้ทุกข์
  โดย : พระธรรมปิฎก

  "...จาคะ แปลว่า ความสละ หมายความว่า สละความยึดติดความยึดติดของคนเรานั้น ที่มองเห็นง่ายๆก็คือ ความยึดติดผูกพันในวัตถุสิ่งของต่างๆ ที่เราสร้างขึ้นมา เพื่อเป็นเครื่องอำนวยความสะดวกในการดำเนินชีวิต ตามความมุ่งหมายเดิมนั้น สิ่งเหล่านี้ เราสร้างขึ้นมา ก็เพื่อที่จะช่วยให้ชีวิต ดำรงอยู่ด้วยดี... แต่พอสร้างขึ้นมาแล้ว ก็เกิดความมีขึ้น

พอเกิดการมีขึ้น ก็มีการเป็นเจ้าของพอมีการเป็นเจ้าของ ก็เกิดมีความยึด มีความสำคัญมั่นหมาย ผูกพันติดตัว

พอมีความยึดติด ก็มีความหวง มีความห่วง มีความกังวล แล้วสิ่งเหล่านั้น นอกจากจะทำให้เกิดความสะดวกในการดำเนินชีวิต ก็จะนำความทุกข์มาให้ด้วย เพราะทำให้เกิดความรู้สึกห่วงกังวลเป็นอย่างน้อย แล้วก็ทำให้เกิดความเศร้าเสียใจ เมื่อมีการแตกสลาย เป็นต้น อันนี้จึงเป็นข้อที่ต้องแก้ไข คือจะทำอย่างไรให้สิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อมาช่วยตัวเรานั้น อำนวยแต่ผลดี ทำให้เกิดความสะดวกสบายในการดำเนินชีวิต แต่ไม่เกิดโทษแก่ชีวิตจิตใจของเรา

การที่สิ่งที่เราสร้างสรรค์ ทำให้เกิดมีขึ้นมาแล้ว จะไม่เกิดโทษ ก็ต้องอาศัยการรู้จักทำใจ ไม่ให้มีความยึดติดผูกพันมากเกินไป โดยรู้เท่าทันความจริง ที่สิ่งเหล่านั้น มันจะต้องเป็นของมันตามธรรมดา ระลึกถึงความมุ่งหมายเดิม ในการที่เราสร้าง หรือมีสิ่งเหล่านั้น และฝึกตนในทางที่จะไม่ยึดติด..."

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #20 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:39:50 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๒๐ : สร้างสุขจากการให้ ทำใจเป็นอิสระ
  โดย : พระธรรมปิฎก

  "...คนเรานั้น ตามปกติ เมื่อเริ่มแรก ก็จะมีความสุขจากการได้ก่อน เราได้ของ สร้างสิ่งของขึ้นมาได้ หรือใครให้ ได้มาเป็นของตัว เราก็มีความสุข ต่อมาจิตใจเจริญขึ้น เราจะรู้จักความสุขจากการให้ แต่การให้ จะทำให้เกิดความสุขได้ ก็ต้องมีความพร้อมใจที่จะให้ จิตใจที่พร้อมจะให้ คือจิตใจอย่างไร ?... ก็คือจิตใจที่มีความรัก มีความปรารถนาดี หรือมีเมตตา พ่อแม่รักลูกมีเมตตาต่อลูก จึงมีจิตใจที่พร้อม ที่จะให้ลูก เมื่อให้ลูก พ่อแม่ก็มีความสุขในการให้ ทั้งๆที่ของนั้นถูกสละออกไป แทนที่จะเสียดาย ก็ไม่เสียดาย แทนที่จะทุกข์ ก็ไม่ทุกข์ กลับมีความสุขขึ้นมาแทน แต่ถ้าไม่มีคุณธรรมในใจ ไม่มีเมตตา ก็จะมีความเสียดายของ เวลาให้ก็ฝืนใจ แล้วก็มีความทุกข์ เพราะฉะนั้น จะทุกข์หรือสุข ก็อยู่ที่ใจของเราเอง

คนที่ฝึกฝน พัฒนาจิตใจขึ้นมาแล้ว ก็สามารถให้ได้ โดยมีความสุข เพราะเมื่อแผ่เมตตากรุณาให้ กว้างขวางออกไป ทำใจของตนให้ประกอบด้วยเมตตากรุณาต่อคนอื่นเพิ่มจำนวนมากยิ่งขึ้น ก็จะทำให้การให้ กลายเป็นความสุขมากขึ้น บ่อยขึ้น ยิ่งมีเมตตากรุณากว้างขวางออกไปเท่าใด ก็ยิ่งมีความสุขจากการให้ได้มากเท่านั้น ยิ่งรักเพื่อน มนุษย์ ยิ่งรักคนอื่นได้มากเท่าใด ก็ยิ่งได้ความสุขจากการให้ และการไม่ต้องเอามากขึ้นเท่านั้น จนกระทั่ง เข้าถึงพระพุทธพจน์ที่ว่า "ผู้ให้ความสุขก็ได้ความสุข"

ทั้งหมดนี้ก็อยู่ที่ทำใจเป็น ซึ่งเป็นหลักปฏิบัติอย่างหนึ่ง ที่ทำให้สำเร็จหน้าที่ของจาคะ อย่างในกรณีนี้ เมตตากรุณาก็เป็นธรรมสำคัญ ที่ช่วยหนุนจาคะให้เกิดขึ้น ดังนั้น จึงจะต้องฝึกตนว่าทำอย่างไร เราจะมีความพร้อมที่จะให้ ที่จะสละ มีความไม่ยึดติดในสิ่งทั้งหลาย การมีจาคะ จึงเป็นเครื่องสำรวจจิตใจของตนเองอย่างหนึ่งว่า เจริญในธรรมแค่ไหน ดูว่าเวลานี้เรา มีจาคะ มีความสละ มีความไม่ยึดติดในสิ่งทั้งหลายเพิ่มขึ้นไหม สามารถอยู่ได้ โดยมีความสุข ด้วยใจของตนเอง โดยไม่ต้องได้ ไม่ต้องเอาแค่ไหน มีความสุขจากการให้ หรือการสละได้แค่ไหน ตลอดกระทั่งว่า สามารถอยู่เป็นสุขได้หรือไม่ แค่ไหน เมื่อไม่ได้ หรือแม้แต่ต้องสูญเสียอะไรไป บางคนมีความพึ่งพาสิ่งภายนอกมาก ถ้าไม่มีสิ่งภายนอกแล้ว ก็หาความสุขไม่ได้ พอพัฒนาจิตใจขึ้นไปแล้ว ก็มีความสุข แม้ด้วยใจของตนเอง ลำพังใจของตนเอง เราอยู่กับใจของตัวเองได้ มีความสุขได้ อันนี้ก็จะเป็นการพึ่งตนเองได้

ถ้าเราไม่สามารถมีความสุข ด้วยใจของตัวเอง เราก็ต้องพึ่งสิ่งภายนอก ความสุขของเราก็ฝากไว้กับสิ่งภายนอก สิ่งข้างนอกเป็นอย่างไร เราก็เป็นไปตามนั้น จิตใจของเเราก็แปรปรวนไปตาม ท่านเรียกว่า มีความสุข -- ความทุกข์ ขึ้นกับปัจจัยภายนอก แต่เมื่อมีจาคะมากขึ้น จิตใจคลายความยึดติดผูกพัน มีความเข้าใจในสิ่งทั้งหลาย ตามความเป็นจริงแล้ว ก็อยู่กับใจของตัวเองได้ มีความสุขด้วยใจของตัวเอง เป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อสิ่งภายนอก เป็นไทแก่ตัว ท่านเรียกว่า พึ่งตัวเองได้อย่างแท้จริง..."

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #21 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:40:10 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๒๑ : คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม
  โดย : พระธรรมปิฎก

  "...คุณค่าของวัตถุนั้น เราอาจจะแยกออกได้ ๒ ส่วน คือ คุณค่าแท้ กับ คุณค่ารอง

ตัวอย่างปัจจัย ๔

เสื้อผ้านี้ คุณค่าแท้ของมันคืออะไร ? คือเพื่อปกปิดร่างกาย ป้องกันความละอาย แก้ความหนาว ความร้อน เป็นต้น นี่คือประโยชน์แท้ หรือคุณค่าแท้ของมัน แต่สำหรับมนุษย์ปุถุชนแล้ว มันไม่แค่นั้น มันจะมีคุณค่ารองอีก

คุณค่ารองนี้คืออะไร ? คือสิ่งที่จะให้เกิดความรู้สึกสวยงาม โก้หรูหรา อวดกัน วัดกัน อะไรต่างๆ เป็นต้น นี้คือคุณค่ารอง หรือคุณค่าเทียม

อย่างเราใช้รถยนต์ มันก็จะมีคุณค่าแท้ส่วนหนึ่ง และสำหรับบางคนก็จะมีคุณค่ารองอีกส่วนหนึ่ง

คุณค่าแท้คืออะไร ? คุณค่าแท้ก็คือใช้เป็นยานพาหนะ นำเราไปสู่ที่หมาย ด้วยความรวดเร็ว... แนวความคิดที่ควบกับคุณค่านี้ก็คือ พยายามให้สะดวกและปลอดภัย ทนทานที่สุด

คุณค่ารองก็คือว่า เราจะต้องให้โก้ เป็นสิ่งแสดงฐานะอะไรต่างๆเป็นต้น... ความคิดที่ควบกับคุณค่าแบบนี้ ก็คือต้องพยายามให้สวย ให้เด่นที่สุด ถึงสิ่งอื่นๆก็เหมือนกัน

ที่อยู่อาศัย ก็มีคุณค่าแท้ คือให้เป็นที่พักพิงหลบภัย และเป็นที่ที่เราจะได้ดำรงชีวิตส่วนเฉพาะของเรา ในครอบครัวของเรา ให้มีความสุข หรืออะไรก็ตามแต่... แต่ก็มีคุณค่ารองอีกเหมือนกัน ในความหมายของปุถุชน เช่นการแสดงฐานะ แสดงความหรูหรา หรืออะไรก็ตามแต่

สิ่งทั้งหลาย ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตของเรา ทางวัตถุนี้ ปุถุชนมักจะมีคุณค่าอยู่ 2 คือคุณค่าแท้ กับคุณค่ารอง พุทธศาสนายอมรับคุณค่าแท้ คุณค่าแท้นี่แหละสำคัญ พระบวชมา ท่านจะให้พิจารณา ปฏิสังขาโย เช่น เวลาฉันบิณฑบาต ให้พิจารณา บอกว่า ปฏิสังขา โยนิโส ปิณฑปาตัง ปฏิเสวามิ... ข้าพเจ้าได้พิจารณาโดยแยบคาย จึงฉันอาหาร อย่างนี้เป็นต้น พิจารณาอย่างไร ? ท่านก็บอกต่อไปว่า ฉันเพื่ออะไร ? คือให้เรารู้ว่า ที่เราฉันนี่ ฉันเพื่อให้มีกำลัง กาย จะได้มีชีวิตเป็นไป แล้วเราจะได้ทำหน้าที่ของเรา อะไรต่ออะไรได้ เป็นอยู่สบาย นี่คือคุณค่าแท้ ต่อไปคุณค่ารองก็คือ เอร็ดอร่อย ต้องมีเครื่องประดับเสริม ต้องไปนั่งในภัตตาคารให้หรูหรา อาจจะเป็นมื้อละพัน หรือมื้อละหมื่นก็มี แต่ว่าคุณค่าทางอาหาร บางทีก็เท่ากับมื้อละ 20 บาท 15 บาท แต่ว่ามื้อละพัน หรือมื้อละ 15 บาท คุณค่าที่จำเป็น คุณค่าแท้ต่อชีวิต เท่ากัน ส่วนคุณค่ารอง หรือคุณค่าเทียม ไม่เท่ากัน

ในชีวิตของปุถุชนนี้ คุณค่ารองเป็นเรื่องสำคัญ แล้วคุณค่ารองนี้แหละ ที่ทำให้เกิดปัญหาแก่มนุษย์มากที่สุด ปัญหาอาชญากรรมที่เกิดจากความแร้นแค้นยากจน อันเป็นสาเหตุทางเศรษฐกิจเป็นปัญหา สำคัญมาก พุทธศาสนายอมรับ แต่ความชั่วร้ายในสังคม ที่เกิดจากคุณค่ารอง หรือ คุณค่าเทียมของสิ่งทั้ง หลายนั้น มากมายกว่า คนเรานี้ แสวงหาคุณค่ารองกันมากมายเหลือเกิน แล้วปัญหามันก็เกิดขึ้นนานาประการทีเดียว เป็นปัญหาขนาดใหญ่ และมีผลกว้างไกลกว่าปัญหาที่คนยากจนสร้างขึ้น เป็นตัวการสำคัญซ่อนอยู่เบื้องหลังการเกิดปัญหาเศรษฐกิจที่ร้ายแรง

เพราะฉะนั้น สำหรับพระ จึงต้องพยายามมุ่งคุณค่าแท้ให้คงอยู่ ส่วนฆราวาสนั้น ขอให้ตระหนักไว้ อย่าเพลิน อย่าลืม อย่าประมาท อย่าหลงเกินไป ฆราวาสเป็นไปไม่ได้ที่จะอยู่อย่างพระ แต่ว่าอย่าหลงลืม อย่ามัวเมา ต้องพยายามคำนึง คอยตระหนักถึงคุณค่าแท้ไว้ด้วย ว่าเราใช้สิ่งนี้ เพื่อประโยชน์ที่แท้จริง คืออะไร อย่าลืมตัวจนเลยเกินไป..."

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #22 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:40:29 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๒๒ : ความสุขอันประเสริฐ
  โดย : พระธรรมปิฎก

 "...พระพุทธเจ้าตรัสว่า มนุษย์สามารถหาความสุขที่ประณีตกว่าการบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ความสุขแบบนั้น ท่านเรียกว่า เป็นความสุขที่ประณีตขึ้น ซึ่งมีลักษณะสำคัญ คือเป็นอิสระ มนุษย์มีความสุขได้ โดยลำพังตัวเองในใจ และไม่ต้องขึ้นต่อวัตถุภายนอก ซึ่งหมายความว่า แม้วัตถุภายนอกนั้นไม่มีอยู่ เราก็มีความสุขได้ ข้อสำคัญก็คือ มันเป็นความสุขพื้นฐาน ที่จะทำให้การแสวงหา หรือการเสพความสุขภายนอก เป็นไปอย่างพอดี อยู่ในขอบเขตที่สมดุล ทำให้มีความสุขแท้จริง และไม่เบียดเบียนกันในทางสังคม

ถ้าคนมีความสุขประเภทนี้ เป็นรากฐานอยู่ภายในตนเองแล้ว การหาความสุขทางวัตถุ มาบำเรอ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะมีขอบเขต ท่านเรียกว่า รู้จักประมาณ ถ้าเรามีความสุขข้างในแล้ว ความสุขที่ได้ข้างนอก ก็เป็นความสุขที่เติมเข้ามา เป็นของแถม หรือกำไรพิเศษ และอิ่มอยู่เสมอ แต่ถ้าเราไม่มีความสุขในจิตใจ มีใจเร่าร้อน กระวนกระวาย หรือมีความเบื่อ มีความเครียด มีปัญหาอยู่ภายในใจของตนเองแล้ว พอหาวัตถุมาบำเรอตา หู จมูก ลิ้น กาย ก็จะต้องมีปัญหาต่อไปอีก คือ

๑. ไม่สามารถมีความสุขได้เต็มที่
๒. เมื่อทำโดยมีปมปัญหาในใจ ก็ทำอย่างไม่พอดี ทั้งทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย และตัวเองก็ไม่ได้

ความสุขจากภายนอกเต็มที่ด้วย และประการสำคัญก็คือ พอทำอะไรออกมา เพื่อหาความสุขเหล่านั้น ก็ทำให้เกิดการปะทะ กระทบซึ่งกันและกัน ก็เลยกลายเป็นปัญหาสังคมขยายบานปลายออกไป..."

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #23 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:40:47 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๒๓ : จากสุขที่ต้องอิงอาศัย... สู่สุขใหม่ที่เป็นอิสระ
  โดย : พระธรรมปิฎก

"...ถ้าความสุขนั้น ยังต้องขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น มันก็ผันแปรได้ และตัวเราก็ไม่เป็นอิสระ เพราะสิ่ง นั้นตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติ เป็นไปตามอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันสามารถกลับย้อน มาทำพิษแก่เราได้ สิ่งภายนอกที่เราอาศัยนั้น มันไม่ได้อยู่กับตัวข้างในเรา ไม่เป็นของเราแท้จริง เมื่อเราฝากความสุขไว้กับมัน ถ้ามันมีอันเป็นอะไรไป เราก็ทุกข์

ความดีก็เหมือนกัน เมื่อเรามีความสุข เพราะอาศัยมัน ถ้าความดีนั้น เราทำไปแล้ว คนอื่นไม่เห็น หรือไม่ชื่นชม บางทีใจเราก็หม่นหมองไปด้วย จึงเรียกว่า เป็นความสุขที่ยังอิงอาศัยอยู่ เพราะฉะนั้น เราจึงต้องก้าวต่อไป สู่การมีปัญญา รู้ความจริงของสิ่งทั้งหลาย รู้ว่าธรรมดาของสิ่งทั้งหลาย ก็เป็นอย่างนี้ ไม่ว่าอะไรที่เป็นสังขาร จะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม เป็นความชั่ว หรือความดี เป็นวัตถุ หรือเป็นเรื่องของจิตใจ มันก็เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทั้งนั้น

เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็จะเข้าถึงกระแสของธรรมชาติ เรียกว่ากระแสแห่งเหตุปัจจัย ปัญญา ของเราก็เข้าไปรู้ทันกระแสแห่งเหตุปัจจัยนี้ พอปัญญารู้เท่าทันมันแล้ว เราก็วางใจได้ รู้สึกเบา สบาย เราก็รู้แต่เพียงความเป็นจริงว่า เวลานี้ สิ่งนี้เป็นอย่างนี้ มันก็เป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน เมื่อรู้ทันแล้ว สิ่งนั้นก็ไม่ย้อนมาทำพิษแก่จิตใจของเรา จิตใจของเราก็เป็นอิสระ..."

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1255
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #24 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:41:06 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๒๔ : สูงสุดคือจุดนี้
  โดย : พระธรรมปิฎก

"....สิ่งทั้งหลาย ที่เป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มีความเปลี่ยนแปลงเป็นไปต่างๆ มันก็ต้องเป็นอย่างนั้นเป็นธรรมดา เพราะมันอยู่ในกฎธรรมชาติอย่างนั้น ไม่มีใครไปแก้ไขได้ แต่ที่มันเป็นปัญหาก็เพราะว่า ในเวลาที่มันแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไปตามกฎธรรมชาตินั้น มันพลอยมาเบียดเบียนจิตใจของเราด้วย เพราะอะไร ?... ก็เพราะเรายื่นแหย่ใจของเราเข้าไปใต้อิทธิพลความผันผวนปรวนแปรของธรรมชาตินั้นด้วย

ดังนั้น เมื่อสิ่งเหล่านั้นปรวนแปรไปอย่างไร ใจของเราก็พลอยปรวนแปรไปอย่างนั้นด้วย เมื่อมันมีอันเป็นไป ใจของเราก็ถูกบีบคั้น ไม่สบาย แต่พอเรารู้เท่าทัน ถึงหลักธรรมชาติแล้ว กฎธรรมชาติ ก็เป็นกฎธรรมชาติ สิ่งทั้งหลายที่เป็นธรรมชาติ ก็เป็นไปตามกฎธรรมชาติ ทำไมเราจะต้องเอาใจของเราไปให้กฎธรรมชาติบีบคั้นด้วย เราก็วางใจของเราได้

ความทุกข์ที่มีในธรรมชาติ ก็เป็นของธรรมชาติไป ใจของเราไม่ต้องเป็นทุกข์ไปด้วย ตอนนี้
แหละ ที่ท่านเรียกว่า มีจิตใจเป็นอิสระ จนกระทั่งว่า แม้แต่ทุกข์ที่มีในกฎของธรรมชาติ ก็ไม่สามารถมาเบียดเบียนบีบคั้นใจเราได้ เป็นอิสรภาพแท้จริง ที่ท่านเรียกว่า วิมุตติความสุขจากความเป็นอิสระ ถึงวิมุตติ ที่มีปัญญารู้เท่าทันพร้อมอยู่นี้ เป็นความสุขที่สำคัญพอถึงสุขขั้นนี้แล้ว เราก็ไม่ต้องไปพึ่งอาศัยสิ่งอื่นอีกต่อไป ไม่ว่าจะเป็นรูปธรรม หรือนามธรรม มันจะกลายเป็นความสุขที่เต็มอยู่ในใจของเราเลย และเป็นสุขที่มีประจำอยู่ตลอดเวลา เป็นปัจจุบัน

ความสุขที่เรานึกถึง หรือใฝ่ฝันกันอยู่นี้ มักเป็นความสุขที่อยู่ในอนาคต คือเป็นความสุขที่หวังอยู่ข้างหน้า และอิงอาศัยสิ่งอื่นแต่พอมีปัญญา รู้เท่าทันความจริงแล้ว จะเกิดความสุขที่อยู่ในตัวเป็นประจำ และมีอยู่ตลอดเวลาเป็นปัจจุบันทุกขณะ กลายเป็นว่า ความสุขเป็นเนื้อเป็นตัว เป็นชีวิตจิตใจของเราเอง พอถึงตอนนี้ ก็ไม่ต้องหาความสุขอะไรอีก ถ้ามีอะไรมาเสริม ให้ความสุขเพิ่มขึ้น เราก็มีความสุขที่เป็นส่วนแถม และเราก็มีสิทธิเลือกตามสบาย ว่าจะเอาความสุขนั้นหรือไม่ ไม่มีปัญหา และเมื่อสุขแถมนั้นไม่มี ก็ไม่เป็นไร เราก็สุขอยู่ตลอดเวลา

ตอนนี้ท่านเรียกว่า ไม่มีอะไรที่ต้องทำเพื่อตัวเองอีก พลังงานชีวิตที่เหลืออยู่ ก็ยกให้เป็นประโยชน์แก่โลก นี่แหละเป็นสุขที่สมบูรณ์ และก็เป็นชีวิตที่สมบูรณ์ด้วย..."

ออฟไลน์ narongkorn

  • เด็กวัด
  • กระทู้: 7
  • พลังน้ำใจ: 0
  • ยินดีต้อนรับสู่บอร์ดธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #25 เมื่อ: พฤศจิกายน 14, 2011, 03:12:05 PM »
ขอบคุณนะครับมีประโยชน์มากๆเลยครับ

ออฟไลน์ magicmo

  • มัคทายก
  • *
  • กระทู้: 66
  • พลังน้ำใจ: 0
  • ยินดีต้อนรับสู่บอร์ดธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #26 เมื่อ: มกราคม 26, 2012, 12:49:11 PM »
ขอบคุณมากๆเลยคับ

ออฟไลน์ koon222

  • เด็กวัด
  • กระทู้: 4
  • พลังน้ำใจ: 0
  • ยินดีต้อนรับสู่บอร์ดธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
    • คําคมแรงๆ

ออฟไลน์ magicmo

  • มัคทายก
  • *
  • กระทู้: 66
  • พลังน้ำใจ: 0
  • ยินดีต้อนรับสู่บอร์ดธรรมะ
    • ดูรายละเอียด
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #28 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 15, 2012, 05:52:10 PM »
ขอบคุณมากๆ

 

ขายส่ง | ขายส่งเสื้อผ้า | เครื่องมือแพทย์ | ขายส่งกระดาษ | ขายส่งคอมพิวเตอร์ | มหานครออนไลน์ | โรงพิมพ์ | ขายส่งกระดาษสา | การตลาด | POS | ขายส่งเทปกาว | Hosting | Shipping | ขายส่งกาว | ขายส่งเครื่องสำอาง | ขายส่งกาแฟ | ขายส่งชา | อาณาจักรธุรกิจ | เสื้อผ้าแฟชั่น | Wholesale | บอร์ดธุรกิจ | บอร์ดจับคู่ธุรกิจ | Gossip | คอมพิวเตอร์ | เครื่องสำอาง | บอร์ดธรรมะ | ปฎิทิน |