ผู้เขียน หัวข้อ: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก  (อ่าน 1762 ครั้ง)

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:15:24 PM »
หัวข้อหลักธรรม   
โดย
  เรื่องที่ ๑ : นับถือพระโพธิสัตว์อย่างไร จึงจะไม่ผิดเพี้ยน

พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๒ : การใช้ยศและทรัพย์ของพระเจ้าอโศก   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๓ : หลักที่ไม่ควรลืม   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๔ : โชคมาก็ใช้ทำความดี เคราะห์มีก็เป็นเครื่องมือพัฒนา   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๕ : ต้องรู้เท่าทัน และใช้โลกธรรมให้เป็นประโยชน์   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๖ : เสื่อมลาภ เสื่อมยศ คือบททดสอบ   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๗ : ให้อยู่อย่างผู้มีปัญญา   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๘ : ให้ทำ แต่ไม่ให้ถือ   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๙ : ๔ ขั้นของการวัดผล   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๐ : ทำดีให้คุ้มค่า ก่อนจะอำลาโลก   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๑ : การเกษียณ คือ การเปลี่ยนแปลง   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๒ : ถึงกายป่วย ใจต้องไม่ป่วย   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๓ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๑ )   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๔ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๒ )   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๕ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๓ )   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๖ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๔ )   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๗ : บทสรุปของทำอย่างไรให้อายุยืน   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๘ : ใจต้องดี ใจต้องมีความเจริญ   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๑๙ : มีอย่างไรไม่ให้ทุกข์   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๒๐ : สร้างสุขจากการให้ ทำใจเป็นอิสระ   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๒๑ : คุณค่าแท้ คุณค่าเทียม   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๒๒ : ความสุขอันประเสริฐ   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๒๓ : จากสุขที่ต้องอิงอาศัย... สู่สุขใหม่ที่เป็นอิสระ   
พระธรรมปิฎก
  เรื่องที่ ๒๔ : สูงสุดคือจุดนี้   
พระธรรมปิฎก

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #1 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:17:04 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑ : นับถือพระโพธิสัตว์อย่างไร จึงจะไม่ผิดเพี้ยน
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...พระโพธิสัตว์ ก็คือท่านผู้บำเพ็ญบารมี เพียรพยายามประพฤติปฏิบัติธรรมอย่างยวดยิ่ง  เพื่อจะได้เป็นพระพุทธเจ้าต่อไป คือพระโพธิสัตว์จะฝึกฝนพัฒนาตนเองเต็มที่ อุทิศตัวให้แก่คุณธรรมและในการบำเพ็ญความดี อุทิศตัวให้แก่คุณธรรมนั้น ก็คืออุทิศตนให้แก่ผู้อื่น โดยไม่มีความเห็นแก่ตัวเลย เสียสละได้แม้แต่ชีวิตของตน เพื่อช่วยเหลือผู้อื่นแทนที่จะเสียสละ ทำความดีอย่างพระโพธิสัตว์ กลับเห็นว่า ในเมื่อพระโพธิสัตว์เป็นผู้เสียสละ ก็เลยไปขอความช่วยเหลือ จากพระโพธิสัตว์เสียเลย
 
   ทีนี้ พอระลึกถึงพระพุทธเจ้า ไปเห็นประวัติของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็จะเกิดกำลังใจขึ้นว่า โอ! เราทำแค่นี้ จะมาท้อใจอะไร พระพุทธเจ้า เมื่อตอนเป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์ได้บำเพ็ญบารมีมายากเย็นกว่าเรานักหนา ต้องสละแม้แต่ชีวิต บางทีทั้งชีวิต ทำดีมาตลอดไม่รู้เท่าไหร่ เขาก็ไม่เห็นความดี เอาพระองค์ไปฆ่าก็มี แล้วเราทำความดีแค่นี้ จะไปท้อทำไม
 
   พอนึกถึงประวัติของพระพุทธเจ้า ตั้งแต่เป็นพระโพธิสัตว์ บำเพ็ญเพียรบารมีมาอย่างนี้ เราก็จะเกิดกำลังใจเข้มแข็ง สู้ต่อไป..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #2 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:17:28 PM »
 หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๒ : การใช้ยศและทรัพย์ของพระเจ้าอโศก
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...ถ้ามีความพร้อมทางวัตถุแล้ว ความพรั่งพร้อมทางวัตถุกลายเป็นปัจจัยให้เราเกิดความประมาทมัวเมา อันนั้นก็เป็นทางเสื่อมแต่ถ้าเอาความพรั่งพร้อมทางวัตถุนั้นมาเป็นอุปกรณ์เสริม ธรรมสร้างสรรค์ความดีงาม ทำประโยชน์ให้ประชาชนอยู่เย็นเป็นสุข มีความสามัคคีกัน ก็กลายเป็นความเจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปการกระทำอย่างนี้ ก็เหมือนอย่าง พระเจ้าอโศกมหาราช ตอนที่พระองค์มีอำนาจและกลับพระทัย หันมาประพฤติธรรมแล้ว

พระเจ้าอโศกมหาราชนั้น ตอนแรกพระองค์ก็เป็นราชาที่เหี้ยมโหด เรียกว่า พระเจ้าจัณฑาโศก แปลว่า อโศกผู้ดุร้าย คือคิดแต่จะแสวงหาความยิ่งใหญ่และการบำรุงบำเรอความสุขของตน ยกกองทัพไปรุกราน รบราฆ่าฟันประเทศอื่น เพื่อตัวจะได้เป็นใหญ่ และแย่งชิงทรัพย์สมบัติของคนอื่น พอปราบเขาได้ ตนเองก็เป็นใหญ่สมปรารถนา

แต่เมื่อพระองค์ได้มาสดับธรรม ก็เปลี่ยนพระทัยกลับใจใหม่ และเห็นว่า เราจะแสวงหาทรัพย์สมบัติ หาความยิ่งใหญ่ไปทำไม ไม่มีสาระแท้จริง และยังก่อความทุกข์ยากเดือดร้อนแก่คนมากมายทีนี้พระเจ้าอโศกจะทำอย่างไร ลองทายกันดู พระเจ้าอโศกจะสละทรัพย์สมบัติ และสละความยิ่งใหญ่นั้นทั้งหมดหรืออย่างไร ? พระเจ้าอโศกคิดออก ว่าไม่จำเป็น ไม่ต้องสละโภคทรัพย์และความยิ่งใหญ่ แต่พระองค์เปลี่ยนใหม่ เอาทรัพย์สมบัติและอำนาจความยิ่งใหญ่มาใช้ในแนวทางใหม่ ให้เป็นเครื่องมือแผ่ขยายธรรม สร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามและประโยชน์สุขแก่ประชาชนและโลกทั้งหมด

การปฏิบัติของพระเจ้าอโศกนี้ เป็นคติสำคัญ เกี่ยวกับการปฏิบัติธรรมในเรื่องทรัพย์สมบัติและยศอำนาจ คนบางคนมีความคิดดี มีสติปัญญาความสามารถ แต่ไม่มีทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอำนาจ จะทำอะไรก็ทำได้นิดเดียว และสำเร็จยาก เพราะไม่มีเครื่องมือในการทำงาน ไม่มีคนเชื่อฟัง แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้ามีทรัพย์และอำนาจ พอมีความคิดดีๆ ก็เอาทรัพย์และอำนาจนั้น มาใช้ในทางทำความดีและทำการสร้างสรรค์ ก็ออกเป็นงานเป็นการได้ผลดีอย่างกว้างขวางและสำเร็จทันทีเลย เพราะฉะนั้น ถ้าเรารู้จักใช้ คือเอามาเป็นเครื่องมือในการรับใช้ธรรม ทรัพย์สินเงินทอง และอำนาจ ก็กลายเป็นสิ่งที่มีประโยชน์

พระเจ้าอโศกก็ได้เปลี่ยนทันทีว่า ต่อไปนี้ จะเอาทรัพย์สมบัติและอำนาจ มาใช้เป็นอุปกรณ์ในการเผยแพร่ธรรม ขยายความดีงาม และประโยชน์สุขออกไปในโลกทรงประกาศไว้ในศิลาจารึกมีสาระสำคัญว่า "ยศ" ( ความยิ่งใหญ่ อำนาจ ตลอดจนทรัพย์สมบัติ ) จะไม่มีความหมาย ถ้ามันไม่เป็นไปเพื่อช่วยให้คนประพฤติธรรม

เพราะฉะนั้น พระองค์ก็เลยส่งเสริมการเผยแผ่ธรรม สนับสนุนการประกาศพระศาสนาเป็นการใหญ่ การที่เราได้พบเห็นพระพุทธศาสนาในประเทศไทย ก็เป็นผลมาจากการปฏิบัติธรรมของพระเจ้าอโศก ที่ได้ทรงใช้ทรัพย์สมบัติและยศอำนาจในทางที่ถูกต้องตามหลักธรรม คือใช้เป็นอุปกรณ์ในการเผยแพร่ธรรม..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #3 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:17:48 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๓ : หลักที่ไม่ควรลืม
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...พระพุทธศาสนา สอนให้รู้จักความจริง ที่มีทุกข์อยู่ตามสภาวะ แต่แล้ว เมื่อปฏิบัติ ท่านให้ปฏิบัติด้วยความสุข นี่คือหลักการของพระพุทธศาสนาการปฏิบัติด้วยความสุขที่สำคัญ ก็คือ การที่เราทำให้กุศลธรรมเกิดมีขึ้นในใจตลอดเวลาถ้าใครทำให้กุศลธรรมเกิดขึ้นในใจได้เสมอ คนนั้นก็จะมีการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง แล้วก็จะมีความสุขอยู่เรื่อยๆ อันนี้เป็นหลักสำคัญมาก

ถ้ามีการเกิดของกุศลธรรมอยู่เสมอตลอดเวลา ชีวิตของเราก็เจริญงอกงาม จิตใจก็เจริญงอก งาม คือมีความดีงามเพิ่มมากขึ้นๆ หลักการปฏิบัติธรรมที่สำคัญก็คือ ทำอย่างไรจึงจะให้กุศล ธรรมนี้เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ ต่อเนื่องกันไปแล้วอันนั้นก็จะกลายเป็นความเจริญงอกงามของจิตใจ ความเจริญงอกงามนี้แหละ ที่เราเรียกว่า ภาวนา ความมุ่งหมายของภาวนาก็คือ การทำให้ กุศลธรรมเกิดขึ้นในใจต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ แล้วกุศลธรรมก็จะเจริญเพิ่มพูนไป จนกระทั่งเต็ม บริบูรณ์..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #4 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:18:15 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๔ : โชคมาก็ใช้ทำความดี เคราะห์มีก็เป็นเครื่องมือพัฒนา
  โดย : พระธรรมปิฎก

   " ...คนเราอยู่ในโลก แต่มักปฏิบัติไม่ถูกต้องต่อสิ่งทั้งหลายในโลก จึงดำเนินชีวิตไม่ถูกต้องสิ่งที่เราเกี่ยวข้องต่างๆนี้ มันก็อยู่ของมันไปตามปกติ ตามธรรมชาติ แต่เราปฏิบัติต่อมันไม่ถูกวางใจไม่ถูก แม้แต่มองก็ไม่ถูก เราจึงเกิดทุกข์สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ตามธรรมดา มันก็เป็นไป ถ้าเรารู้เท่าทัน ก็เห็นมันเป็นไปตามกฎธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่รู้เท่าทัน เรามองไม่เห็น มากระทบตัวเรา ก็เกิดความทุกข์ทันที

แม้แต่เหตุการณ์ความผันผวนปรวนแปรต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของคนเรา ที่เรียกว่า โชคบ้างเคราะห์บ้าง ศัพท์พระเรียกว่า "โลกธรรม" ซึ่งเป็นตัวการสำคัญ ที่ทำให้คนดีใจ เสียใจ เป็นสุขและเป็นทุกข์ เวลามันเกิดขึ้น ถ้าเราปฏิบัติไม่ถูกต้อง ที่สุข เราก็แปลงให้เป็นทุกข์ ที่มันเป็นทุกข์อยู่แล้ว เราก็เพิ่มทุกข์แก่ตัวเราให้มากขึ้น แต่ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง ที่ทุกข์ เราก็ผันแปลงให้เป็นสุข ที่มันเป็นสุขอยู่แล้ว เราก็เพิ่มให้เป็นสุขมากยิ่งขึ้น

โลกธรรมคืออะไร ? โลกธรรม แปลว่า ธรรมประจำโลก ได้แก่ สิ่งที่เกิดแก่มนุษย์ทั้งหลายตามคติธรรมดาของความเป็นอนิจจัง ก็คือเรื่องลาภ เสื่อมลาภ ยศ เสื่อมยศ สรรเสริญ นินทา สุข ทุกข์ สิ่งเหล่านี้พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า มันมีอยู่เป็นธรรมดา เมื่อเราอยู่ในโลก เราไม่พ้นมันหรอก เราต้องเจอมัน ทีนี้ถ้าเราเจอมันแล้ว เราวางใจไม่ถูก และปฏิบัติไม่ถูก เราจะเอาทุกข์มาใส่ตัวทันที พอเรามีลาภ เราก็ดีใจ อันนี้เป็นธรรมดา เพราะเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา แต่พอเสื่อมลาภ เราก็ เศร้าโศก เพราะเราสูญเสีย

ทีนี้ถ้าเราวางใจไม่ถูก ไประทมตรมใจ แล้วไปทำอะไรประชดประชันตัวเอง หรือประท้วงชีวิต เราก็ซ้ำเติมตัวเอง ทำให้เกิดทุกข์มากขึ้น อย่างง่ายๆกว่านั้น เช่น เสียงนินทาและสรรเสริญคำสรรเสริญนั้น เป็นสิ่งที่เราชอบใจ พอได้ยิน เราก็มีความสุข ใจก็ฟูขึ้นมา แต่พอได้ยินคำนินทาเราก็เกิดความทุกข์ ทุกข์นี้เกิดเพราะอะไร ? ก็เพราะเรารับเอาเข้ามา คือรับกระทบมันนั่นเอง คือ เอาเข้ามาบีบใจของเรา

ทีนี้ ถ้าเราวางใจถูกต้อง อย่างน้อยเราก็รู้ว่า อ๋อ นี่คือธรรมดาของโลก เราได้เห็นแล้วไง พระพุทธเจ้าก็ตรัสไว้แล้วว่า เราอยู่ในโลก เราต้องเจอโลกธรรมนะ เราก็เจอจริงๆแล้ว เราก็รู้ว่า อ๋อ นี่ความจริงมันเป็นอย่างนี้เอง เราได้เห็นได้รู้แล้ว เราจะได้เรียนรู้ไว้ พอบอกว่าเรียนรู้เท่านั้นแหละ มันก็กลายเป็นประสบการณ์สำหรับศึกษา เราก็เริ่มวางใจต่อมันได้ถูกต้อง ต่อจากนั้นก็นึกสนุกกับมันว่า อ้อ ก็อย่างนี้แหละ อยู่ในโลกก็ได้เห็นความจริงแล้วว่า มันเป็นอย่างไร ทีนี้ก็ลองกับมันดู แล้วเราก็ตั้งหลักได้สบายใจ อย่างนี้ก็เรียกว่า ไม่เอาทุกข์มาทับถมใจตัวเอง อะไรต่างๆนี้ โดยมากมันจะเกิดเป็นปัญหา ก็เพราะเราไปรับกระทบ ถ้าเราไม่รับกระทบ มันก็เป็นเพียงการเรียนรู้

บางทีเราทำใจให้ถูกต้องกว่านั้น ก็คือคิดจะฝึกตนเอง พอเราทำใจว่าจะฝึกตนเอง เราจะมองทุกอย่างในแง่มุมใหม่ แม้แต่สิ่งที่ไม่ดี ไม่น่าชอบใจ เราก็จะมองเป็นบททดสอบพอมองเป็นบททดสอบทีไร เราก็ได้ทุกที ไม่ว่าดีหรือร้ายเข้ามา ก็เป็นบททดสอบใจ และทดสอบสติปัญญา ความสามารถทั้งนั้น ก็ทำให้เราเข้มแข็งยิ่งขึ้น เพราะเราได้ฝึกฝน เราได้พัฒนาตัวเรา เลยกลายเป็นดีไปหมดถ้าโชค หรือโลกธรรมที่ดีมีมา เราก็สบาย เป็นสุข แล้วเราก็ใช้โชคนั้น เช่น ลาภ ยศ เป็นเครื่องมือเพิ่มความสุขให้แผ่ขยายออกไป คือใช้มันทำความดี ช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ ทำให้ความสุขขยายจากตัวเรา แผ่กว้างออกไป สู่ผู้คนมากมายในโลก

ถ้าเคราะห์ หรือโลกธรรมที่ร้ายผ่านเข้ามา ก็ถือว่า เป็นโอกาสที่ตัวเราจะได้ฝึกฝนพัฒนา มันก็กลายเป็นบททดสอบ เป็นบทเรียน และเป็นเครื่องมือฝึกสติ ฝึกปัญญา ฝึกการแก้ปัญหา เป็นต้น ซึ่งจะทำให้เราพัฒนายิ่งขึ้นไป เพราะฉะนั้น ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าจึงถือคติว่า ให้มนสิการให้ถูกต้องถ้ามองสิ่งทั้งหลายให้เป็นแล้ว ก็จะเกิดประโยชน์แก่เราหมด ไม่ว่าดี หรือร้าย..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #5 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:33:39 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๕ : ต้องรู้เท่าทัน และใช้โลกธรรมให้เป็นประโยชน์
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...เวลาประสบโลกธรรมที่เป็น อิฏฐารมณ์ น่าชอบใจ เช่น ได้ลาภ ได้ยศ เราก็เกิดความชอบใจ ดีใจ เป็นธรรมดา แต่ถ้าเราปฏิบัติไม่ถูก ลาภยศที่เป็นอิฏฐารมณ์ ที่น่าปรารถนานี่แหละ กลับนำความเสื่อมมาให้ หรือทำลายคุณค่าแห่งชีวิตลงไป กลายเป็นโทษแก่ชีวิตของเรา เช่น เราอาจจะหลงระเริงมัวเมา แล้วดูถูกดูหมิ่นผู้อื่น ใช้ลาภยศนั้นในทางที่เสียหาย หรือใช้ทรัพย์และอำนาจไปในทางคุกคาม ข่มเหงรังแกเพื่อนมนุษย์ สร้างความเดือดร้อนเบียดเบียน ทำความเสียหายแก่โลกและชีวิตได้ แต่ถ้าเราปฏิบัติถูกต้อง ลาภยศเกิดขึ้นก็กลายเป็นโอกาส

คนที่มีความคิดดีๆ อยากสร้างสรรค์ทำสิ่งที่ดีงาม แต่ไม่มีเงินทอง ไม่มียศ ไม่มีบริวาร ไม่มีใครเชื่อฟัง ไม่มีทุนก็ทำประโยชน์ได้น้อย แต่พอมีลาภ มีเงินทอง มียศ มีตำแหน่ง ฐานะ บริวาร เมื่อมีความคิดที่ดีงามสร้างสรรค์ ก็ทำได้เต็มที่ เพราะฉะนั้น ลาภยศเมื่อเกิดขึ้นแก่คนที่มีปัญญา รู้จักคิด รู้จักพิจารณา ก็กลายเป็นสิ่งที่ดี เป็นประโยชน์ เป็นโอกาส ที่จะสร้างสรรค์ได้มากขึ้น แม้ว่าลาภยศจะผ่านพ้นไป หรือเราจะตกต่ำไปจากสถานะนั้น ก็ได้ทำความดีฝากไว้แล้ว เป็นคุณค่าแห่งชีวิตของตน และยังมีคนที่นับถือ เคารพระลึกถึงด้วยใจจริง

ในทางตรงกันข้าม ถ้าประสบโลกธรรมที่ไม่พึงปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นความเสื่อมลาภ เสื่อมยศ การนินทา หรือความทุกข์ก็ตาม

ถ้าเราวางใจไม่เป็น...
   ๑. เราไม่รู้เท่าทันความจริง ใจเราก็เป็นทุกข์ไปขั้นหนึ่งแล้ว
   ๒. เรามองหาประโยชน์จากมันไม่ได้ ก็ได้แต่เศร้าโศกเสียใจ มีความระทมทุกข์ คับแค้น ตรอมตรมใจไปเท่านั้นเอง แต่ถ้าเรารู้จักใช้ประโยชน์ และวางใจเป็น ก็กลับกลายเป็นดีไปได้..."

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #6 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:34:06 PM »
 หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๖ : เสื่อมลาภ เสื่อมยศ คือบททดสอบ
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...มนุษย์เรานี้ ชีวิตต้องพัฒนา ต้องฝึกฝนตนอยู่เสมอแต่การที่จะฝึกฝนตนนั้น เราต้องมีบททดสอบ และแบบฝึกหัดบางคนอยู่แต่กับความสุขสบาย ไม่มีบททดสอบ เลยไม่รู้ว่าตัวเองเข้มแข็งจริงหรือไม่ อย่างคนที่ปฏิบัติธรรม ถ้าไม่เจอบททดสอบ ก็ยากที่จะรู้ว่า ตัวเองปฏิบัติธรรมข้อนั้นได้จริงหรือไม่ เรามีความเข้มแข็งจริงไหม ชีวิตของเรานี้มีความมั่นคงในใจของตัวเองแค่ไหน ถ้ายังไม่เจอบททดสอบ เราก็ไม่รู้ แต่พอเจอบททดสอบเข้า เจอทุกข์โทมนัส เจอความเสื่อม การสิ้นลาภ สิ้นยศ ก็รู้เลยว่า เราเข้มแข็งจริงไหม

บททดสอบมาแล้ว เอ้า ยินดีเผชิญเลย เอาล่ะ ฉันจะดูตัวเอง ว่าตั้งหลักอยู่ไหม แล้วเราก็สบายใจ จะไปมัวเศร้าโศกเสียใจอยู่ทำไม เมื่อได้บททดสอบมาดูตัวเองแล้ว ถ้าเรายังไม่เข้มแข็งพอ ก็จะได้มีโอกาสพัฒนาตัวต่อไป กลายเป็นว่า เราใช้ปัญญา หรือสิ่งที่เราประสบหรือเผชิญนี้แหละ มาเป็นเครื่องฝึกฝนพัฒนาตัวเอง คนเราที่พัฒนาความสามารถ พัฒนาสติปัญญาขึ้นมานี้ โดยมากก็พัฒนาจากการที่ได้เผชิญปัญหา เผชิญอุปสรรค เผชิญสิ่งยาก แล้วพยายามคิดแก้ไข ไม่ย่อท้อ ส่วนคนที่ไม่เจอสิ่งยาก ไม่เจอปัญหา จะพัฒนาตัวเองยาก ประสบความสำเร็จได้ยาก..."


ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #7 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:34:29 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๗ : ให้อยู่อย่างผู้มีปัญญา
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...พอมีปัญญารู้เท่าทันความจริงของโลกและชีวิต เห็นแจ้งในกระแสของกฎธรรมชาติ ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นอนิจจัง มันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของมัน จะให้เป็นไปตามใจของเราไม่ได้ เราจะไปปรารถนาให้เป็นไปตามใจหวังไม่ได้ จะให้มันเป็นไปอย่างไร ก็ต้องทำให้ตรงตามเหตุปัจจัย จะได้แค่ไหน ก็เท่ากับเหตุปัจจัยที่เราทำได้ จะไปยึดติดถือมั่นเอาตามที่ใจเราอยากให้เป็นไม่ได้ เราต้องอยู่กับความเป็นจริง ก็ทำจิตให้เป็นอิสระ ไม่ตกอยู่ใต้อำนาจของกฎธรรมชาติที่ผันผวนปรวนแปร โลกธรรมที่เรียกว่า สิ่งที่น่าปรารถนา น่าชอบใจบ้าง ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าชอบใจบ้าง ก็เป็นไปตามปกติของมัน ตามเหตุปัจจัยของมัน พอเราวางใจได้ เราก็โล่ง เราก็โปร่งสบาย

นี่คือการทำจิตใจให้เป็นอิสระ ด้วยปัญญารู้เท่าทัน เรียกว่าอยู่อย่างผู้มีปัญญา เห็นแจ้งในความ จริง..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #8 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:35:01 PM »
 หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๘ : ให้ทำ แต่ไม่ให้ถือ
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...ท่านให้ทำความดี ไม่ใช่ให้ยึดถือในความดี คือให้ทำความดี เพราะเป็นสิ่งที่ควรจะทำเมื่อทำไปแล้ว ก็ให้ปลอดโปร่งโล่งใจว่า สิ่งที่ควรทำ เราได้ทำแล้ว... ถ้าทำด้วยความรู้อย่างนี้ จิตใจของเราจะเป็นอิสระ แต่คนเรามักจะยึดติดในความดี เสร็จแล้ว เราก็อาจจะต้องมาคร่ำครวญรันทดใจว่า เราทำดีแล้ว ทำไมคนไม่เห็นความดี ทำไมเขาไม่ยกย่อง ไม่สรรเสริญ ทำไม เราไม่ได้รับผลอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วเราก็เสียอกเสียใจเพราะความดีอีก

เพราะฉะนั้น ความยึดติดถือมั่นในความดี จึงยังทำให้เกิดทุกข์ได้ และคนเราจึงยังมีความ ทุกข์ได้ จากความดีที่ทำ..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #9 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:35:19 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๙ : ๔ ขั้นของการวัดผล
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...หลักการอย่างหนึ่งในการตรวจสอบตนเอง คือให้สำรวจตรวจดู หรือวัดผลตนเองว่า

๑. ปริญไญยธรรม ธรรมที่ควรรู้จักตามเป็นจริง โดยเฉพาะกายและใจของเรา ที่เรียกว่า ขันธ์ ๕ รวมถึงโลกและชีวิตทั้งหมดนี้ เรารู้จักมองและเข้าใจ ด้วยความรู้เท่าทันตามเป็นจริงหรือไม่

๒. ปหาตัพพธรรม ธรรมที่ควรละ ควรกำจัด เช่นความโลภ ความโกรธ ความหลง เราได้ กำจัด ได้ลดละ ได้แก้ไขไปแล้ว แค่ไหน เพียงใด

๓. สัจฉิกาตัพพธรรม ธรรมที่ควรเข้าถึง ควรบรรลุ ควรทำให้ประจักษ์แจ้งขึ้นมา เช่น ความสงบ ความเบิกบานผ่องใส ความเป็นอิสระ ความเป็นสุข ไร้ทุกข์ ความปลอดโปร่งโล่ง เบา เราได้เข้าถึง ประจักษ์แจ้งแล้ว แค่ไหน เพียงใด

๔. ภาเวตัพพธรรม ธรรมที่เป็นตัวการปฏิบัติ คือ ทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือแยกเป็นเรื่องๆเช่น จิตตภาวนา วิปัสสนาภาวนา หรือแยกเป็นอย่างๆ เช่น เมตตา กรุณา ความมีสติ ความเพียร ความอดทน เป็นต้น เราได้เอามาใช้ ได้ปฏิบัติไปแล้ว แค่ ไหน เพียงใด ..."


 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #10 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:35:44 PM »
 หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๐ : ทำดีให้คุ้มค่า ก่อนจะอำลาโลก
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...ไหนๆเกิดมาแล้ว อยู่กันไม่ถึง ๑๐๐ ปี ก็อย่าให้เป็นโมฆชีวิต คือชีวิตที่ว่างเปล่า แต่ทำให้ เป็นชีวิตที่มีค่า มีประโยชน์ ชีวิตจะมีค่ามีประโยชน์ได้ ก็ต่อเมื่อไม่ประมาท รู้จักใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ เรียกว่าทำความดี ทำประโยชน์แข่งกับเวลา ก็จะเป็นชีวิตที่ดีงาม เป็นประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่ผู้อื่น เป็นชีวิตที่พัฒนาเรื่อยไป ด้วยความรู้ ความเข้าใจ

เมื่อไปสัมพันธ์กับสิ่งทั้งหลายภายนอกกายของเรา จะเป็นคน สัตว์ หรือสิ่งของก็ตาม ผู้ที่มีปัญญาพัฒนาตนอย่างที่กล่าวมา ก็จะรู้ว่า สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่ของเราจริง เป็นของธรรมชาติ เรามาพบปะกัน และพบกับมันตามสมมติ เราก็รู้เท่าทันสมมติ ใช้ประโยชน์จากสมมติได้ และเอามันมาใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนาชีวิตของเรา

เราอาศัยมันเป็นเครื่องอำนวยความสุขในเบื้องต้น แต่เราไม่ตกเป็นทาสของมัน พร้อมกันนั้น เราก็พัฒนาความสุขที่เป็นอิสระให้มากขึ้น จนมีความสุขที่เป็นไทแก่ตน แล้วก็ใช้ทรัพย์สมบัติ อำนาจ ในการสร้างสรรค์ความดีงามและประโยชน์สุข ก่อนที่จะพลัดพรากจากมันไปเสียเปล่าๆ..."


 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #11 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:36:14 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๑ : การเกษียณ คือ การเปลี่ยนแปลง
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...การเกษียณอายุราชการ เป็นเรื่องของความเปลี่ยนแปลงอย่างหนึ่งในชีวิต ถ้าเรามองแค่เป็นการเปลี่ยนแปลงก็ไม่เป็นไร แต่บางท่านมองเป็นการสิ้นสุด ถ้ามองเป็นการสิ้นสุด ก็จะทำให้รู้สึกว่า เป็นการสูญเสีย แล้วก็ไม่สบายใจการมองอย่างนั้น ที่จริงน่าจะไม่ถูก ความจริงการเกษียณอายุราชการ ไม่ใช่เป็นความสิ้นสุด หรือความสูญเสีย แต่เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลง

หลายท่านเมื่ออยู่ในตำแหน่งราชการ เคยมีเกียรติยศ มีฐานะต่างๆ ไปไหน ถ้าเป็นผู้ใหญ่ อย่างเป็นอธิบดี เป็นผู้ว่าราชการจังหวัด พอไปที่นั้นที่นี่ ก็ได้รับเกียรติ ได้รับยกย่อง คนคอยกุลีกุจอล้อมหน้าล้อมหลัง เสนอตัวรับใช้อะไรต่างๆ พอเกษียณอายุราชการ อะไรต่างๆ ก็เปลี่ยนไปแบบฉับพลันทันที แทบจะว่าวันรุ่งขึ้น หรืออีกสัปดาห์ต่อมา พอไปในที่เก่าที่เคยไป ไม่ค่อยมีใครสนใจ อาจจะไม่มีใครกุลีกุจอต้อนรับ

บางท่านเมื่อประสบเข้าอย่างนี้ เลยเกิดความรู้สึกใจฝ่อห่อเหี่ยว สิ้นกำลังใจ เมื่อต้องอยู่ต่อไปในภาวะอย่างนั้น ชีวิตก็เหี่ยวเฉา ความเหี่ยวเฉานี้ เป็นผลร้ายต่อชีวิต ที่จริงการที่ได้ประสบภาวะอย่างนั้น ถ้ามองในแง่ธรรมะ ก็คือโอกาสที่เราจะได้เข้าถึงความจริงของชีวิต เราจะได้มาอยู่กับความจริง และจะได้บอกกับตัวเองได้ ว่านี่แหละ คือโลกที่แท้จริง แต่ก่อนนี้ ต้องสวมหัวโขนกันตลอดเวลา ไม่ได้เห็นความจริง หรือไม่ก็ปั้นหน้าปั้นตามาแสดงต่อกัน แต่ต่อนี้ไป เราจะได้เข้ามาอยู่กับความเป็นจริงเสียที จะได้พูดได้ว่า อ้อ นี่เราเจอแล้ว ความจริงของชีวิต

ความเป็นจริงชองชีวิตนี้ ถ้าเราสัมผัสได้เมื่อไร และวางใจถูก นั้นคือชัยชนะที่แท้ และเป็นความสำเร็จที่ดีที่สุด การที่ได้พ้นไปจากโลกแห่งการสวมหัวโขน มาสู่โลกแห่งความเป็นจริง ย่อมเป็นช่วงเวลาที่ ประเสริฐตอนหนึ่ง เวลานั้นมาถึงแล้ว เหลือเพียงว่า เราจะปรับใจของเรา ในการเข้าสู่ภาวะอย่างนั้นได้ ถูกต้อง โดยมองสถานการณ์ด้วยใจที่เข้าถึงความเป็นจริงได้หรือไม่ อาจจะท่องไว้ในใจว่า การได้อยู่กับความจริง เป็นโอกาสที่ดีที่สุดของชีวิตแล้ว

เรากำลังจะเข้าสู่ชีวิตที่เป็นจริง มาอยู่ในโลกแห่งความเป็นจริง และใจที่อยู่กับความเป็นจริง ก็อยู่ด้วยปัญญา ถ้าเราอยู่ด้วยปัญญา เราก็สบาย ปลอดโปร่งโล่งเบา เป็นอิสระ นอกจากการเกษียณอายุจะเป็นความเปลี่ยนแปลง ที่เป็นโอกาสให้เราเข้าไปอยู่กับโลกแห่งความเป็นจริงของชีวิตแล้ว มันยังเป็นโอกาสที่ชีวิตของเราจะได้พัฒนายิ่งขึ้น เพื่อเข้าถึงอะไรบางอย่าง ที่ชีวิตของเราควรได้ แต่ยังไม่ได้..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #12 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:36:41 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๒ : ถึงกายป่วย ใจต้องไม่ป่วย
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...จะทำอย่างไร เมื่อร่างกายเจ็บป่วย แล้วจิตใจจะไม่แปรปรวนไปตาม พระพุทธองค์เคยตรัสสอนว่า ให้ทำในใจ ตั้งใจไว้ว่า "ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วยไปด้วย"

การตั้งใจอย่างนี้ เรียกว่า มีสติ ทำให้จิตใจไม่ตกอยู่ในอำนาจครอบงำของความแปรปรวนในทางร่างกายนั้น เมื่อมีสติอยู่ ก็รักษาใจไว้ได้ การรักษาใจนั้น เป็นเรื่องสำคัญในยามเจ็บไข้ได้ป่วยนี้ กายเป็นหน้าที่ของแพทย์ แพทย์ก็รักษาไป เราก็ปล่อยให้แพทย์ทำหน้าที่รักษากาย แต่ใจนั้นเป็น ของเราเอง เราจะต้องรักษาใจของตนเอง เพราะฉะนั้นก็แบ่งหน้าที่กัน ตอนนี้ก็เท่ากับปลงใจบอกว่า "เอาล่ะ ร่างกายของเรามันป่วยไปแล้ว ก็เป็นเรื่องของหมอ เป็นเรื่องของนายแพทย์ นายแพทย์ก็รักษาไป เราได้แต่ร่วมมือ ไม่ต้องเร่าร้อนกังวล เราจะรักษาแต่ใจของเราไว้"

รักษาใจไว้ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างที่พระองค์ตรัสไว้ ซึ่งได้ยกมาอ้างเมื่อกี้ ให้ตั้งใจว่า "ถึงแม้ร่างกายของเราจะป่วย แต่ใจของเราจะไม่ป่วยไปด้วย" ถ้ายึดไว้อย่างนี้ สติอยู่ ก็ทำให้จิตใจนั้นไม่พลอยหงุดหงิด ไม่พลอยออดแอด ไม่พลอยแปรปรวนไปตามอาการทางร่างกาย..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #13 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:37:04 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๓ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๑ )
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...คนที่จะมีอายุยืน ต้องมี ฉันทะ คือมีความพอใจ มีใจรัก มีความใฝ่ปรารถนาในอะไรสักอย่างหนึ่งที่ดีงาม หรือสิ่งที่คิดว่าจะทำ ซึ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์ เป็นคุณค่าที่ทำให้ชีวิตของเราดีงาม จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นก็ตาม เป็นประโยชน์แก่ชีวิตของเราเองก็ตาม ถ้าพระพุทธเจ้าทรงเห็นว่า ยังมีงานพระศาสนาที่ต้องทำอยู่ ก็ยังใฝ่พระทัยที่จะทำสิ่งนั้น พระองค์ก็จะมีจุดที่ใฝ่พระทัยอยู่ ก็จะทรงทำให้เป็นพลังชีวิต ที่จะบำเพ็ญพุทธกิจต่อไป แต่พระพุทธเจ้าไม่มีกิเลสที่จะเหงาและว้าเหว่ ส่วนคนทั่วไปนี่ซิ ถ้าไม่มีอะไรที่ใจปรารถนาจะทำ สักอย่างหนึ่ง เดี๋ยวใจก็ว้าเหว่ เหงา แล้วก็หันไปครุ่นคิดขุ่นมัว และคาดหวังจากคนโน้นคนนี้ ว่าทำไมเขาไม่มาใส่ใจเรา แล้วก็จะห่อเหี่ยว ใจเสีย หมดแรงใจ หมดพลังชีวิต

ตอนนี้ต้องมานึกดูว่า มีอะไรสักอย่างหนึ่งที่ใฝ่ใจจะทำ ที่เห็นว่ามีคุณค่าเป็นประโยชน์ เตรียมไว้เลย พอมีอันนี้ ก็เอามาเป็นหลักประกันให้ใจมีจุดที่มุ่งไปข้างหน้า พอคิดว่าเราจะต้องทำ ก็ไม่มีเวลาให้ใจเหงา ไม่มีเวลาให้คิดฟุ้งซ่าน คนเรานี้ เวลาไม่มีอะไรจะทำ ใจก็จะคิดฟุ้งซ่าน แต่ก่อนนี้ วุ่นอยู่กับเรื่องงานการที่ทำในราชการ ต้องคอยกำลังวลใจ ใจก็ยุ่งแต่เรื่องงานตลอดเวลา พอทิ้งไปทันที พอหมดงานเท่านั้นแหละ ใจก็ฟุ้ง ใจก็ลอย เหงาว้าเหว่ไป นี่แหละจิตฟุ้งซ่าน ซึ่งจะเป็นโอกาสให้ความเฉา ความเหงา ความว้าเหว่ใจ วิ่งเข้ามาอย่าไปปล่อยใจให้เหงาว้าเหว่อย่างนั้น ต้องนึกถึงสิ่งที่จะทำ ถ้าได้ฉันทะนี้แล้ว ก็เป็นตัวประกัน ที่ทำให้พร้อมจะมีอายุยืน

บางคนมีฉันทะที่แรงมาก ถ้าทำงานอันนี้ไม่เสร็จ ชีวิตสิ้นสุดไม่ได้นะ ฉันไม่ยอมตาย ต้องอยู่ไปก่อน นี่แหละ บางคนเขาอยู่ได้เพราะอันนี้ คือเขามีสิ่งที่ต้องการจะทำ..."

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
Re: หลักธรรม นำสุข ในยุค 2000 โดย : พระธรรมปิฎก
« ตอบกลับ #14 เมื่อ: กุมภาพันธ์ 19, 2011, 02:37:31 PM »
หลักธรรมนำสุข เรื่องที่ ๑๔ : ทำอย่างไรให้อายุยืน ( ๒ )
  โดย : พระธรรมปิฎก

   "...วิริยะ ได้แก่ ความเพียรพยายาม ความแกล้วกล้า เข้มแข็ง มีกำลังใจที่จะสู้ หรือเดินหน้า กำลังใจเป็นคุณสมบัติสำคัญ ที่ทำให้คนเข้มแข็ง ถ้าจิตใจไม่อ่อนแอ ร่างกายก็แข็งแรงได้ แต่ถ้าจิตใจอ่อนแอ ถึงแม้ร่างกายจะแข็งแรง ก็ไม่ค่อยมีความหมาย เช่นอย่างนักกีฬา อาจเป็นนักวิ่งที่แข็งแรง ร่างกายกำยำ สมมติว่าไปสอบเข้าเรียนแห่งหนึ่งไว้ ต่อมาเดินไปดูผลสอบ ไม่มีชื่อของตัว พอรู้ว่าไม่มีชื่อเท่านั้นแหละ เข่าอ่อนเลย แม้แต่ยืนก็ไม่อยู่ นี่แหละคนที่หมดกำลังใจ

ส่วนคนที่มีกำลังใจ แม้ว่าร่างกายจะอ่อนแอ กะปลกกะเปลี้ย ก็สามารถดิ้นรนขวนขวายทำโน่น ทำนี่ไปได้ ร่างกายมีกำลังเท่าไร ก็ใช้กำลังนั้นได้เต็มที่ เท่าที่จะใช้ได้ แม้แต่เมื่อกายหมดแรง นอนนิ่งแล้ว พอมีเหตุการณ์กระตุ้นเร้า ใจฮึดขึ้นมา ก็ดึงพากายไปได้อีก หรือเหมือนอย่างคนเจ็บไข้ ถ้ากำลังไม่ดีก็ทรุดอย่างรวดเร็ว แต่พอมีกำลังใจ บางทีหมอทำนายไว้ว่า อยู่ได้ 3 เดือน แกอยู่ไปได้ตั้งหลายปี กำลังใจนี้เป็นตัวยุ ทำให้เห็นสิ่งที่ต้องการจะทำนั้น เป็นสิ่งที่ท้าทาย เราก็ยิ่งพยายามจะทำมันให้สำเร็จ

ดังนั้น เมื่อความเพียรพยายามมา กำลังใจมา ก็ทำให้เกิดความเข้มแข็ง ชีวิตก็มีเรี่ยวมีแรง ก้าวต่อไปได้อีก..."

 

 

ขายส่ง | เครื่องมือแพทย์ | POS | อาณาจักรธุรกิจ | บอร์ดธุรกิจ | บอร์ดจับคู่ธุรกิจ | Gossip | บอร์ดธรรมะ |