ผู้เขียน หัวข้อ: รวมบทความหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า  (อ่าน 1407 ครั้ง)

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
รวมหลักธรรมคำสอน
รวมบทความหลักธรรมคำสอนขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพื่อเป็นประโยชน์ในการดำเนินชีวิตประจำวัน

=> บุญกิริยาวัตถุ ๑๐
=> กุศลกรรมบถ ๑๐
=> อกุศลกรรมบถ ๑๐
=> โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓
=> อิทธิบาท ๔
=> พรหมวิหาร ๔
=> ธรรมมีอุปการะมาก ๒
=> ธรรมเป็นโลกบาล ๒
=> ธรรมอันทำให้งาม ๒
=> บุคคลหาได้ยาก ๒
=> รัตนะ ๓
=> อริยสัจ 4
=> มรรคมีองค์แปด
=> อริยทรัพย์ ๗
=> อบายมุข ๖
=> บุญกิริยาวัตถุ ๓
=> หลักกาลามะสูตร
=> มงคลสูตร ๓๘ ประการ
=> ทิศ 6
=> สังคหวัตถุ 4
=> โลกธรรม 8
=> สัปปุริสธรรม 7
=> สังโยชน์ 10
=> อนุสัย 7

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐
บุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ คือ สิ่งอันเป็นที่ตั้งแห่งการทำบุญ หรือกล่าวอย่างง่ายๆว่า การกระทำที่เกิดเป็นบุญ เป็นกุศล แก่ผู้กระทำดังต่อไปนี้

1. บุญสำเร็จได้ด้วยการบริจาคทาน (ทานมัย) คือการเสียสละนับแต่ทรัพย์ สิ่งของ เงินทอง ตลอดจนกำลังกาย สติปัญญา ความรู้ความสามารถ เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยส่วนรวม รวมถึงการละกิเลส โลภะ โทสะ โมหะ ออกจากจิตใจ จนถึงการสละชีวิตอันเป็นสิ่งมีค่าที่สุดเพื่อการปฏิบัติธรรม

2. บุญสำเร็จได้ด้วยการรักษาศีล (สีลมัย) คือการตั้งใจรักษาศีล และการปฏิบัติตนไม่ให้ละเมิดศีล ไม่ว่าจะเป็นศีล ๕ หรือศีล ๘ ของอุบาสกอุบาสิกา ศีล ๑๐ ของสามเณร หรือ ๒๒๗ ข้อของพระภิกษุ เพื่อรักษากาย วาจา และใจ ให้บริสุทธิ์สะอาด พ้นจากกายทุจริต ๔ ประการ คือ ละเว้นจากการฆ่าสัตว์ ละเว้นจากการลักทรัพย์ ละเว้นจากการประพฤติผิดในกาม และเสพสิ่งเสพติดมึนเมา อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท วจีทุจริต ๔ ประการ คือไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดปด ไม่พูดเพ้อเจ้อ และไม่พูดคำหยาบ มโนทุจริต ๓ ประการ คือ ไม่หลงงมงาย ไม่พยาบาท ไม่หลงผิดจากทำนองคลองธรรม

3. บุญสำเร็จได้ด้วยการภาวนา (ภาวนามัย ) คือการอบรมจิตใจในการละกิเลส ตั้งแต่ขั้นหยาบไป จนถึงกิเลสอย่างละเอียด ยกระดับจิตใจให้สูงขึ้นโดยใช้สมาธิปัญญา รู้ทางเจริญและทางเสื่อม จนเข้าใจอริยสัจ ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นทางไปสู่ความพ้นทุกข์ บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ในที่สุด

4. บุญสำเร็จได้ด้วยการประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่ (อปจายนมัย) คือการให้ความเคารพ ผู้ใหญ่และผู้มีพระคุณ ๓ ประเภท คือ ผู้มี วัยวุฒิ ได้แก่พ่อแม่ ญาติพี่น้องและผู้สูงอายุ ผู้มี คุณวุฒิ หรือคุณสมบัติ ได้แก่ ครูบาอาจารย์ พระภิกษุสงฆ์ และผู้มี ชาติวุฒิ ได้แก่พระมหากษัตริย์ และเชื้อพระวงศ์

5. บุญสำเร็จได้ด้วยการขวนขวายในกิจการที่ชอบ (เวยยาวัจจมัย) คือ การกระทำสิ่งที่เป็นคุณงามความดี ที่เกิดประโยชน์ต่อคนส่วนรวม โดยเฉพาะทางพระพุทธศาสนา เช่น การชักนำบุคคลให้มาประพฤติปฏิบัติธรรม มีทาน ศีล ภาวนา เป็นต้น ในฝ่ายสัมมาทิฎฐิ

6. บุญสำเร็จได้ด้วยการให้ส่วนบุญ (ปัตติทานมัย) คือ การอุทิศส่วนบุญกุศลที่ได้กระทำไว้ ให้แก่สรรพสัตว์ทั้งปวง การบอกให้ผู้อื่นได้ร่วมอนุโมทนาด้วย ทั้งมนุษย์และอมนุษย์ ได้ทราบข่าวการบุญการกุศลที่เราได้กระทำไป

7. บุญสำเร็จได้ด้วยการอนุโมทนา (ปัตตานุโมทนามัย) คือ การได้ร่วมอนุโมทนา เช่น กล่าวว่า “สาธุ” เพื่อเป็นการยินดี ยอมรับความดี และขอมีส่วนร่วมในความดีของบุคคลอื่น ถึงแม้ว่าเราไม่มีโอกาสได้กระทำ ก็ขอให้ได้มีโอกาสได้แสดงการรับรู้ด้วยใจปีติยินดีในบุญกุศลนั้น ผลบุญก็จะเกิดแก่บุคคลที่ได้อนุโมทนาบุญนั้นเองด้วย

8. บุญสำเร็จได้ด้วยการฟังธรรม (ธัมมัสสวนมัย) คือ การตั้งใจฟังธรรมที่ไม่เคยได้ฟังมาก่อน หรือที่เคยฟังแล้วก็รับฟังเพื่อได้รับความกระจ่างมากขึ้น บรรเทาความสงสัยและทำความเห็นให้ถูกต้องยิ่งขึ้น จนเกิดปัญญาหรือความรู้ก็พยายามนำเอาความรู้และธรรมะนั้นนำไปใช้ให้เกิด ประโยชน์ สู่หนทางเจริญต่อไป

9. บุญสำเร็จด้วยการแสดงธรรม (ธัมมเทสนามัย) คือ การแสดงธรรมไม่ว่าจะเป็นรูปของการกระทำ หรือการประพฤติปฏิบัติด้วยกาย วาจา ใจ ในทางที่ชอบ ตามรอยบาทองค์พระศาสดา ให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่บุคคลอื่น หรือการนำธรรมไปขัดเกลากิเลสอุปนิสัยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีแก่ผู้อื่น ให้เกิดความเลื่อมใสศรัทธา มาประพฤติปฏิบัติธรรมต่อไป

10. บุญสำเร็จได้ด้วยการทำความเห็นให้ตรง (ทิฏฐชุกัมม์) คือ ความเข้าใจในเรื่อง บาป บุญ คุณ โทษ สิ่งที่เป็นแก่นสารสาระหรือที่ไม่ใช่แก่นสารสาระ ทางเจริญทางเสื่อม สิ่งอันควรประพฤติสิ่งอันควรละเว้น ตลอดจนการกระทำความคิดความเห็นให้เป็นสัมมาทิฏฐิอยู่เสมอ

บุญกิริยาวัตถุทั้ง ๑๐ ประการนี้ ผู้ใดได้ปฏิบัติอย่างใดอย่างหนึ่งหรือยิ่งมากจนครบ ๑๐ ประการแล้ว ผลบุญย่อมเกิดแก่ผู้ได้กระทำมากตามบุญที่ได้กระทำ ยิ่งได้มีการเตรียมกาย วาจา ใจ ให้สะอาดบริสุทธิ์ ตั้งใจจรดเข้าสู่ศูนย์กลางกาย เข้าไปแล้วก็ยิ่งได้รับบุญมหาศาล

หรือสามารถย่อให้ง่ายขึ้น เป็น บุญกิริยาวัตถุ ๓ คือ
ทาน ศีล ภาวนา ก็ได้ โดยจัดเป็น

ทาน ประกอบด้วย ทานมัย ปัตติทานมัย และปัตตานุโมทนามัย

ศีล ประกอบด้วย สีลมัย อปจายมัย เวยยาวัจจมัย

ภาวนา ประกอบด้วย ภาวนามัย ธัมมัสสวนมัย และ ธัมมเทสนามัย

ทิฎฐุชุกัมม์ จัดลงได้ทั้ง ทาน ศีล และภาวนา

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
กุศลกรรมบถ ๑๐
กุศลกรรมบถ ๑๐

กุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งกรรมดี,ทางทำดี, ทางแห่งกรรมที่เป็นกุศล, กรรมดีอันเป็นทางนำไปสู่ความสุขความเจริญหรือสุคติ เป็นธรรมส่วนสุจริต 10 ประการ จึงเรียกชื่อว่า กุศลกรรมบถ 10

คำว่า กรรมบถ (อ่านว่า กำมะบด) แปลว่า ทางแห่งกรรม คือ การกระทำที่เข้าทางเป็นกรรมหรือที่นับว่าเป็นกรรม หมายถึง ทางแห่งกุศลกรรม คือการกระทำที่นับว่าเป็นความดีได้แก่

* ที่เป็นกายกรรม มี 3 อย่าง คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ ไม่ประพฤติผิดในกาม
* ที่เป็นวจีกรรม มี 4 คือ ไม่พูดเท็จ ไม่พูดส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อ
* ที่เป็นมโนกรรม มี 3 คือ ไม่โลภอยากได้ของเขา ไม่พยาบาทปองร้าย เห็นชอบตามคลองธรรม (สัมมาทิฐิ)

กุศลกรรมบถ ก็คือสุจริตทางกาย ทางวาจา และทางใจนั่นเอง
ประพฤติดีด้วยกาย 3 ประเภท

ประพฤติดีด้วยกาย นั้นชื่อว่า กายกรรม คือ ทำกิจการงานด้วยกายอย่าให้ทุกข์เกิดขึ้นแก่ผู้อื่น กายกรรมที่ให้เกิดทุกข์แก่ผู้อื่นนั้น มี 3 ประการ

1. คือ อย่าเบียดเบียนร่างกายของท่าน คือ อย่าฆ่า อย่าฟัน อย่าทุบ อย่าตี ร่างกายของท่านผู้อื่นโดยที่สุด เว้นถึงสัตว์ติรัจฉานได้ยิ่งเป็นการดี ตรงภาษาบาลีที่ว่า ปาณาติปาตาเวรมณี ฯ
2. คือ อย่าเบียดเบียนทรัพย์สมบัติข้าวของของท่านผู้อื่น คืออย่าลักขโมย อย่าฉ้อโกง อย่าเบียดบังเอาข้าวของของท่านผู้อื่น ตรงภาษาบาลที่ว่า อทินฺนาทานาเวรมณี ฯ
3. คือ อย่าแย่งชิงลักลอบด้วยอำนาจของกายในหญิงที่ท่านหวงห้าม ตรงภาษาบาลีที่ว่า กาเมสุมิจฉาจาราเวรมณีฯ

ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท

ประพฤติดีด้วยวาจา 4 ประเภท (วจีกรรม 4 ประเภท) นั้นได้แก่

1. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่สัตย์ที่จริง ให้เว้นจากวาจาที่เท็จไม่จริงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า มุสาวาทาเวรมณี ฯ
2. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันสมานประสานสามัคคีให้ท่านดีต่อกัน ให้เว้นวาจาส่อเสียดยุยงเสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ปิสุณายาวาจาเวรมณีฯ
3. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำอันอ่อนโยน ให้เกิดความยินดีแก่ผู้ฟัง ให้งดเว้นวาจาที่หยาบคายขึ้นกูขึ้นมึง บริภาษตัดพ้อหยาบๆ คายๆ ให้ผู้ฟังได้รับความเดือดร้อนต่างๆ เสีย ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า ผรุสฺสายวาจายเวรมณี ฯ
4. คือ ให้กล่าวแต่วาจาถ้อยคำที่เป็นไปกับด้วยประโยชน์ ให้เว้นวาจาที่เหลวไหล คือพูดเล่นหาประโยชน์มิได้เสีย ตรงกับภาษาลีที่ว่า สมฺผปฺปลาปาวาจายเวรมณี ฯ

ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท

ประพฤติดีด้วยใจ 3 ประเภท (มโนกรรม 3 ประเภท) นั้นคือ

1. คือ ให้ระวังเจตนากรรม ให้สัมประยุตต์ด้วยเมตตาอยู่เสมอ คือ ความดำริของใจ อย่าให้ลุอำนาจแห่งโลภะ คืออย่าเพ่งเอากิเลสกามและวัตถุกามของท่านผู้อื่น อันไม่สมควรแก่ฐานะของตน ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อนภิชฺฌา โหติฯ
2. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วยกรุณาอยู่ทุกเมื่อ อย่าให้โทสะ พยาบาท เข้าครอบงำได้ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า อพฺพยาปาโท โหติฯ
3. คือ ให้ระวังเจตนากรรมให้สัมประยุตต์ด้วย มุทิตา อุเบกขา อยู่ทุกเมื่อ อย่าให้ไหลไปในทางผิด ให้เห็นตรงตามคลองธรรมทั้ง 10 นี้อยู่ทุกเมื่อ ตรงกับภาษาบาลีที่ว่า สมฺมทิฎฺฐิโก โหติฯ

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
อกุศลกรรมบถ ๑๐
อกุศลกรรมบถ ๑๐

อกุศลกรรมบถ หมายถึง ทางแห่งอกุศล ,ทางทำความชั่ว กรรมชั่วอันเป็นทางนำไปสู่ความเสื่อม ความทุกข์ หรือทุกคติเป็นสภาพที่ทำให้จิตเสียคุณภาพและเสื่อมสมรรถภาพ ดังนั้น ส่วนที่เป็นอกุศลกรรมบถ เป็นสิ่งที่ควรละเสีย ประกอบด้วย

ก. กายกรรม 3 หมายถึง การกระทำชั่วทางกาย ได้แก่
1. ปาณาติบาต หมายถึง การฆ่าสัตว์ตัดชีวิต การทำร้ายหรือเบียดเบียนบุคคลอื่น
2. อทินนาทาน หมายถึง การขโมย การลักทรัพย์ การถือเอาของที่เขามิได้ให้ ไม่ได้อนุญาต
3. กาเมสุมิจฉาจาร หมายถึง ความประพฤติผิดในกาม การล่วงละเมิดทางเพศต่อบุคคลอื่น

ข. วิจีกรรม 4 หมายถึง การกระทำชั่วทางวาจา ได้แก่
4. มุสาวาท หมายถึง การพูดเท็จ การพูดโกหก
5 ปิสุณาวาจา หมายถึง การพูดส่อเสียด เหยียดหยามดูแคลนคนอื่น
6. ผรุสวาจา หมายถึง การพูดคำหยาบ
7. สัมผัปปลาปะ หมายถึง การพูดเพ้อเจ้อ พูดโอ้อวด พูดไม่มีสาระ

ค. มโนกรรม 3 หมายถึง การกระทำชั่วทางใจ ได้แก่
8. อภิชฌา หมายถึง คิดอยากได้ของผู้อื่น
9. พยาบาท หมายถึง การคิดร้ายผู้อื่น การแค้นใจต่อผู้อื่น
10. มิจฉาทิฏฐิ หมายถึง ความเห็นผิดจากทำนองคลองธรรม ความเห็นผิดเป็นชอบ ดังสำนวนที่ว่า เห็นกงจักรเป็นดอกบัว

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓
โอวาทของพระพุทธเจ้า ๓ อย่าง

๑. เว้นจากทุจริต คือประพฤติชั่ว ด้วยกาย วาจา ใจ.
๒. ประกอบสุจริต คือ ประพฤติชอบ ด้วยกาย วาจา ใจ.
๓. ทำใจของตนให้หมดจดจากเครื่องเศร้าหมองใจ มีโลภ โกรธ หลง เป็นต้น

ทุจริต ๓ อย่าง
๑. ประพฤติชั่วด้วยกาย เรียกกายทุจริต
๒. ประพฤติชั่วด้วยวาจา เรียกวจีทุจริต
๓. ประพฤติชั่วด้วย ใจ เรียกมโนทุจริต

กายทุจริต ๓ อย่าง
๑. ฆ่าสัตว์ ๒. ลักฉ้อ ๓. ประพฤติผิดในกาม

วจีทุจริต ๔ อย่าง
๑. พูดเท็จ ๒. พูดส่อเสียด ๓. พูดคำหยาบ ๔. พูดเพ้อเจ้อ

มโนทุจริต ๓ อย่าง
๑.โลภอยากได้ของเขา ๒. พยาบาทปองร้ายเขา ๓. เห็นผิดจากคลองธรรม
ทุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจไม่ควรทำ ควรละเสีย

สุจริต ๓ อย่าง

๑. ประพฤติชอบด้วยกาย เรียกกายสุจริต
๒. ประพฤติชอบด้วยวาจา เรียกวจีสุจริต
๓. ประพฤติชอบด้วยใจ เรียกมโนสุจริต


กายสุจริต ๓ อย่าง
๑. เว้นจากฆ่าสัตว์ ๒.เว้นจากลักฉ้อ ๓. เว้นจากประพฤติผิดในกาม

วจีสุจริต ๔ อย่าง
๑. เว้นจากพูดเท็จ ๒. เว้นจากพูดส่อเสียด ๓. เว้นจากพูดคำหยาบ ๔. เว้นจากพูดเพ้อเจ้อ

มโนสุจริต ๓ อย่าง
๑. ไม่โลภอยากได้ของเขา ๒. ไม่พยาบาทปองร้ายเขา ๓. เห็นชอบตามคลองธรรม
สุจริต ๓ อย่างนี้ เป็นกิจควรทำ ควรประพฤติ.

อกุศลมูล ๓ อย่าง
รากเง่าของอกุศล เรียกอกุศลมูล มี ๓ อย่าง

๑. โลภะ อยากได้ ๒. โทสะ คิดประทุษร้ายเขา ๓. โมหะ หลงไม่รู้จริง

เมื่ออกุศลมูลเหล่านี้ คือ โลภะ โทสะ โมหะ ก็ดี มีอยู่ แล้วอกุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรละเสีย เมื่อความโลภเกิดขึ้นแก่ผู้ใดก็จะทำให้ผู้นั้นทำทุจริตต่าง ๆ ได้เช่น ฉกชิงวิ่งราว
หรือ ปล้นสะดมเป็นต้นเมื่อมีโทสะก็จะทำให้ผู้นั้นเป็นคนดุร้ายขาดเมตตา ไม่พอใจต่อผู้ใดก็มุ่งแต่จะล้างผลาญเขา จึงเป็นเหตุให้ก่อเวรแก่กันและกัน เมื่อมีโมหะก็จะทำให้ผู้นั้นมืดมนไม่รู้จักสิ่งที่ควรไม่ควรสิ่งที่ผิด หรือชอบ เมื่อจะทำกิจการใด ๆ ก็จะทำไปตามความพอใจของตน อาจจะเป็นเหตุให้มีโทษมาถึงตัวก็ได้เพราะความโง่เขลาของกตัญญุตา นั่นเองฉะ นั้นท่านจึงกล่าวว่า โลภะ โทสะ โมหะเหล่านี้เป็นรากเง่าของอกุศล

กุศลมูล ๓ อย่าง

รากเง่าของกุศล เรียก กุศลมูล มี ๓ อย่าง คือ

๑. อโลภะ ไม่อยากได้ ๒. อโทสะ ไม่คิดประทุษร้ายเขา ๓. อโมหะ ไม่หลง

ถ้ากุศลมูลเหล่านี้ คือ อโลภะ อโทสะ อโมหะ ก็ดี มีอยู่แล้ว กุศลอื่นที่ยังไม่เกิดก็ เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็เจริญมากขึ้น เหตุนั้นควรให้เกิดมีในสันดาน สัปปุริสบัญญัติ คือ ข้อที่ท่านสัตบุรุษตั้งไว้ ๓ อย่าง

๑. ทาน สละสิ่งของ ๆ ตนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
๒. ปัพพัชชา ถือบวช เป็นอุบายเว้นจากเบียดเบียนกันและกัน
๓. มาตาปิตุอุปัฏฐาน ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให้เป็นสุข

ทานคือการให้สิ่งของต่าง ๆ ของตนเองแก่ผู้อื่นด้วยความพอใจที่ จะให้จึงเรียกว่าทานท่านจำแนกออกเป็น ๒ อย่าง คืออามิสทาน คือการให้วัตถุสิ่งของต่าง ๆ เป็นต้น และธรรมทานคือการบอกกล่าว สั่งสอนชี้แจงให้คนอื่นรู้บาปบุญคุณโทษ จนถึงประโยชน์สูงสุด คือพระนิพพาน
ปัพพัชชา คือ การงดเว้น หมายถึงการงดเว้นจากการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน
มาตาปิตุอุปัฏฐาน การปฏิบัติมารดาบิดา คือ การบำรุงท่านให้ได้รับความสุข เลี้ยงดูเอาใจใส่ท่านเมื่อคราวเจ็บไข้ ให้ของใช้สอยต่าง ๆ และประพฤติตามคำสอนของท่าน ให้สมกับที่ท่านเลี้ยงดูเรามาตั้งแต่เล็ก

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
อิทธิบาท ๔
อิทธิบาท หรือ อิทธิบาท 4 เป็นศัพท์ในพุทธศาสนา หมายถึง ฐานหรือหนทางสู่ความสำเร็จ หรือ คุณเครื่องให้ถึงความสำเร็จ คุณเครื่องสำเร็จสมประสงค์ ทางแห่งความสำเร็จ คุณธรรมที่นำไปสู่ความสำเร็จแห่งผลที่มุ่งหมาย มี ๔ ประการ คือ

* ฉันทะ (ความพอใจ) คือ ความต้องการที่จะทำ ใฝ่ใจรักจะทำสิ่งนั้นอยู่เสมอ และปรารถนาจะทำให้ ได้ผลดียิ่งๆขึ้นไป
ฉันทะ คือความพอใจ ในฐานะเป็นสิ่งที่ตนถือว่าดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ ข้อนี้เป็นกำลังใจอันแรกที่ทำให้เกิดคุณธรรมข้อต่อไปทุกข้อ

* วิริยะ (ความเพียร) คือ ขยันหมั่นประกอบสิ่งนั้นด้วยความพยายาม เข้มแข็ง อดทน เอาธุระไม่ท้อถอย
วิริยะ คือความพากเพียร หมายถึง การการกระทำที่ติดต่อ ไม่ขาดตอน เป็นระยะยาวจนประสบความสำเร็จ คำนี้มีความหมายของ ความกล้าหาญเจืออยู่ด้วยส่วนหนึ่ง

* จิตตะ (ความคิด) คือ ตั้งจิตรับรู้ในสิ่งที่ทำ และทำสิ่งนั้นด้วยความคิด เอาจิตฝักใฝ่ ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านเลื่อนลอยไป
จิตตะ หมายถึงความไม่ทอดทิ้งสิ่งนั้นไปจากความรู้สึกของตัว ทำสิ่งซึ่งเป็นวัตถุประสงค์นั้นให้เด่นชัดอยู่ในใจเสมอ คำนี้รวมความหมายของคำว่า สมาธิ อยู่ด้วยอย่างเต็มที่

* วิมังสา (ความไตร่ตรอง หรือ ทดลอง) คือ หมั่นใช้ปัญญา พิจารณาใคร่ครวญ ตรวจหาเหตุผล และตรวจสอบข้อยิ่งหย่อนในสิ่งที่ทำนั้น มีการวางแผน วัดผล คิดค้นวิธีแก้ไขปรับปรุง เป็นต้น
วิมังสา หมายถึงความสอดส่องในเหตุและผลแห่งความสำเร็จเกี่ยวกับเรื่องนั้นๆ ให้ลึกซึ้งยิ่งๆ ขึ้นไปตลอดเวลา คำนี้รวมความหมายของคำว่า ปัญญา ไว้อย่างเต็มที่

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
พรหมวิหาร ๔
พรหมวิหาร 4 เป็นหลักธรรมประจำใจเพื่อให้ตนดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐและบริสุทธิ์เ ฉกเช่นพรหม ประกอบด้วยหลักปฏิบัติ 4 ประการ คือ

1. เมตตา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นมีความสุข)
2. กรุณา (ความปรารถนาอยากให้ผู้อื่นพ้นทุกข์)
3. มุทิตา (ความยินดีที่ผู้อื่นมีความสุขในทางที่เป็นกุศล)
4. อุเบกขา (การวางจิตเป็นกลาง การมีเมตตา กรุณา มุทิตา เป็นสิ่งที่ดี แต่ถ้าตนไม่สามารถช่วยเหลือผู้นั้นได้ จิตตนจะเป็นทุกข์ ดังนั้น ตนจึงควรวางอุเบกขาทำวางใจให้เป็นกลาง และพิจารณาว่า สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมที่ได้เคยกระทำไว้ จะดีหรือชั่วก็ตาม กรรมนั้นย่อมส่งผลอย่างยุติธรรมตามที่เขาผู้นั้นได้เคยกระทำไว้อย่างแน่นอน)

เมตตา แปลว่า ความรัก หมายถึง รักที่มุ่งเพื่อปรารถนาดี โดยไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ จึงจะตรงกับคำว่า เมตตาในที่นี้ ถ้าหวังผลตอบแทนจะเป็นเมตตาที่เจือด้วยกิเลส ไม่ตรงต่อเมตตาในพรหมวิหารนี้
ลักษณะของเมตตา ควรสร้างความรู้สึกคุมอารมณ์ไว้ตลอดวัน ว่า เราจะเมตตาสงเคราะห์ เพื่อนที่เกิด แก่ เจ็บ ตาย จะไม่สร้างความลำบากให้แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ความทุกข์ที่เขามี เราก็มีเสมอเขา ความสุขที่เขามี เราก็สบายใจไปกับเขา รักผู้อื่นเสมอด้วยรักตนเอง

กรุณา แปลว่า ความสงสาร หมายถึง ความปรานี ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ ความสงสารปรานีีนี้ก็ไม่หวังผลตอบแทนเช่นเดียวกัน สงเคราะห์สรรพสัตว์ที่มีความทุกข์ให้หมดทุกข์ตามกำลังกาย กำลังปัญญา กำลังทรัพย์
ลักษณะของกรุณา การสงเคราะห์ทั้งทางด้านวัตถุ โดยธรรม ว่าผู้ที่จะสงเคราะห์นั้นขัดข้องทางใด หรือถ้าหาให้ไม่ได้ ก็ชี้ช่องบอกทาง

มุทิตา แปลว่า มีจิตอ่อนโยน หมายถึง จิตที่ไมีความอิจฉาริษยาเจือปน มีอารมณ์สดชื่นแจ่มใสตลอดเวลา คิดอยู่เสมอว่า ถ้าคนทั้งโลกมีความโชคดีด้วยทรัพย์ มีปัญญาเฉลียวฉลาดเหมือนกันทุกคนแล้ว โลกนี้จะเต็มไปด้วยความสุข สงบ ปราศจากอันตรายทัั้งปวง คิดยินดี โดยอารมณ์พลอยยินดีนี้ไม่เนื่องเพื่อผลตอบแทน การแสดงออกถึงความยินดีในพรหมวิหาร คือไม่หวังผลตอบแทนใด ๆ ทั้งสิ้น

อุเบกขา แปลว่า ความวางเฉย นั่นคือ มีการวางเฉยต่ออารมณ์ที่มากระทบความวางเฉยในพรหมวิหารนี้ หมายถึง เฉยโดยธรรม คือทรงความยุติธรรมไม่ลำเอียงต่อผู้ใดผู้หนึ่ง

* คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบููรณ์ ศีลย่อมบริสุทธิ์
* คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ์ ย่อมมีฌานสมาบัติ
* คนที่มีพรหมวิหาร 4 สมบูรณ์ เพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปัญญาก็เกิด

พรหมวิหาร 4 ประการนี้ นอกจากความเป็นมนุษย์ผู้เประเสริฐแล้ว ยังเป็นอานิสงส์ความสุขแก่ผู้ปฏิบัติถึง 11 ประการ ดังนี้

1. สุขัง สุปฏิ นอนหลับเป็นสุข เหมือนนอนหลับในสมาบัติ
2. ตื่นขึ้นมีความสุข ไม่มีความขุ่นมัวในใจ
3. นอนฝัน ก็ฝันเป็นมงคล
4. เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูติผีทั้งหลาย
5. เทวดา พรหม จะรักษาให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
6. จะไม่มีอันตรายจากเพลิง สรรพาวุธ และยาพิษ
7. จิตจะตั้งมั่นในอารมณ์สมาธิเป็นปกติ สมาธิที่ได้ไว้แล้วจะไม่เสื่อม มีแต่จะเจริญยิ่งขึ้น
8. มีดวงหน้าผุดผ่องเป็นปกติ
9. เมื่อจะตาย จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
10. ถ้ามิได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ ผลแห่งการเจริญพรหมวิหาร 4 นี้ จะส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลก
11. มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง ทรงสมาบัติ วิปัสสนา และทรงศีลบริสุทธิ์

พรหมวิหารธรรมนี้ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องอยู่ของท่านผู้ใหญ่พรหมนี้ท่านจำแนกออกเป็น ๒ คือ พรหมโดยอุบัติ ได้แก่ท่านที่บรรลุฌานสมาบัติแล้วไปเกิดเป็นพรหมและพรหมโดยสมมติ ได้แก่ ท่านผู้ใหญ่ เช่น มารดาบิดาผู้มีเมตตากรุณาต่อบุตร.

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
ธรรมมีอุปการะมาก ๒
ธรรมมีอุปการะมาก ๒ อย่าง
ประกอบด้วย

๑. สติ ความระลึกได้
๒. สัมปชัญญะ ความรู้ตัว


สติ คือ เมื่อก่อนจะทำจะพูดจะคิด ก็มีความนึกได้อยู่เสมอว่า เมื่อทำหรือพูดหรือคิดไปแล้ว จะมีผล เป็นเช่นไร จะดีหรือไม่ดี มีประโยชน์หรือไม่มี ถ้าคนมีสติระลึกได้อยู่เช่นนี้แล้ว จะทำจะพูดจะคิด ก็ไม่ผิดพลาด
สัมปชัญญะ คือ ความรู้ตัวในขณะเวลากำลังทำ หรือพูด หรือคิดเป็นเครื่องสนับสนุนสติให้สำเร็จ ตามความต้องการ

สติและสัมปชัญญะนี้ ที่ชื่อว่าธรรมมีอุปการะมาก เพราะถ้ามีสติและสัมปชัญญะแล้ว กิจการอย่างอื่นก็สำเร็จ ได้โดยง่ายเพราะมีสติและสัมปชัญญะคอยควบคุมประคับประคองไว้ เหมือนหางเสือเรือที่คอยบังคับเรือ ให้แล่น ไปตามทาง

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
ธรรมเป็นโลกบาล ๒
ธรรมเป็นโลกบาล ๒ คือ ธรรมที่คุ้มครองโลก ๒ อย่าง ประกอบด้วย

๑. หิริ ความละอายแก่ใจ
๒. โอตตัปปะ ความเกรงกลัว

หิริ คือ ความละอายต่อใจตนเอง เมื่อจะประพฤติทุจริตต่อการทำบาป ทำความชั่วไม่กล้าทำทั้งในที่ลับ และที่แจ้งเกลียดการทำชั่ว เหมือนคนชอบสะอาดไม่อยากแตะต้องของสกปรกฉะนั้น
โอตตัปปะ คือ ความเกรงกลัวต่อผลของการทำชั่ว โดยคิดว่าคนทำดีได้ดีคนทำชั่วได้ชั่ว กลัวผลของกรรม นั้นจะตามสนอง จึงไม่กล้าทำความชั่วทั้งในที่แจ้งและที่ลับ

หิริและโอตตัปปะ ที่ชื่อว่าธรรมคุ้มครองโลกนั้นเพราะถ้ามนุษย์ทุกคนมีธรรม ๒ ข้อนี้แล้ว โลกก็จะมีแต่ ความสงบสุข ไม่มีเบียดเบียนกันและกันปราศจากความระแวงสงสัยต่าง ๆ ดังนั้นจึงได้ชื่อว่าธรรมคุ้มครองโลก

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
บุคคลหาได้ยาก ๒
บุคคลหาได้ยาก ๒ อย่าง ประกอบด้วย

๑. บุพพการี บุคคลผู้ทำอุปการะก่อน
๒. กตัญญูกตเวที บุคคลผู้รู้อุปการะที่ท่านทำแล้ว และตอบแทน

บุพพการี ได้แก่ ผู้ที่มีพระคุณมาก่อนได้ทำประโยชน์แก่เรามาก่อน จำแนกออกเป็น ๔ ประเภท คือ พระพุทธเจ้า พระมหากษัตริย์ พระอุปัชฌาย์อาจารย์ และบิดามารดา
กตัญญูกตเวที ได้แก่ ผู้ที่ได้รับอุปการะจากท่านเหล่านั้นแล้ว และพยายามทำอุปการะคุณตอบแทนท่านจำแนกออกเป็น ๔ ประเภทเช่นเดียวกัน คือ พุทธบริษัท ราษฎร สัทธิวิหาริก และบุตรธิดา

คนทั้ง ๒ ประเภทนี้ได้ชื่อว่า บุคคลที่หาได้ยาก เพราะโดยปกติแล้ว มนุษย์ทุกคนจะมีความเห็นแก่ตัว ผู้ที่จะเสียสละ หรือทำตนให้เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และผู้ที่จะทำตอบแทนท่านผู้ที่มีอุปการะมาก่อนก็หาได้แสนยาก เพราะฉะนั้นบุคคลทั้งสองประเภทนี้จึงได้ชื่อว่า “บุคคลหาได้ยาก”

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
ธรรมอันทำให้งาม ๒
ธรรมอันทำให้งาม ๒ อย่าง ประกอบด้วย

๑. ขันติ ความอดทน
๒. โสรัจจะ ความเสงี่ยม

ขันติ คือความอดทน มี ๓ อย่างคือ
๑. อดทนต่อความลำบาก ได้แก่ ทนต่อการถูกทรมานร่างกาย เช่น ทำโทษทุบตีต่าง ๆ พร้อมทั้งอดทนต่อความเจ็บไข้
๒. อดทนต่อการตรากตรำ ได้แก่ ทนทำงานอย่างไม่คิดถึงความลำบาก ทั้งทนต่อสภาพดินฟ้าอากาศ มีหนาวลมร้อนแดดเป็นต้น
๓. อดทนต่อความเจ็บไข้ ได้แก่ ทนต่อคำกล่าวดูถูกเหยียดหยามหรือพูดประชดให้เจ็บใจ

โสรัจจะ คือความเสงี่ยมเรียบร้อย ไม่แสดงความในใจออกมาให้ผู้อื่นรู้เห็น ในเมื่อเขาพูดดูถูกเหยียดหยาม หรือไม่แสดงอาการการดีอกดีใจจนเกินไปในเมื่อได้รับคำยกยอสรรเสริญ

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
รัตนะ ๓
รัตนะ ๓ อย่าง ประกอบด้วย

๑. พระพุทธ
๒. พระธรรม
๓. พระสงฆ์

พระพุทธ ท่านผู้สอนให้ประชุมชนประพฤติชอบด้วย วาจา ใจ ตามพระธรรมวินัย ที่พระท่านเรียกว่าพระพุทธศาสนา ชื่อว่า พระพุทธเจ้า
พระธรรม พระธรรมวินัยที่เป็นคำสั่งสอนของท่านชื่อว่า พระธรรม
พระสงฆ์ หมู่ชนที่ฟังคำสั่งสอนของท่านแล้ว ปฏิบัติชอบตามพระธรรมวินัยชื่อว่า พระสงฆ์

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้เรียกว่า ”รัตนะ” เพราะเป็นแก้วอันประเสริฐหาค่ามิได้ ทำให้ชนผู้เลื่อมใสเกิดความยินดีมีความสงบ ไม่เบียดเบียนกันและกันจะหาทรัพย์อื่นเสมอเหมือนไม่มี ประเสริฐกว่าแก้วแหวนเงินทองเพชรนิลจินดาทั้งปวงจึงรวมเรียกว่า “พระรัตนตรัย“

คุณของรัตนะ ๓ อย่าง
- พระพุทธเจ้ารู้ดีรู้ชอบด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย
- พระธรรมย่อมรักษาผู้ปฏิบัติไม่ให้ตกไปชั่ว
- พระสงฆ์ปฏิบัติชอบตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว สอนผู้อื่นให้รู้ตามด้วย

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
อริยสัจ 4
อริยสัจ (บาลี: ariyasacca) หรือจตุราริยสัจ หรือ อริยสัจ 4 เป็นหลักคำสอนหนึ่งของพระโคตมพุทธเจ้า แปลว่า ความจริงอันประเสริฐ ความจริงของพระอริยะ หรือความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ มีอยู่สี่ประการ คือ

1. ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การสลายไป การสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนาสิ่งใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ 5

2. ทุกขสมุทัย คือ สาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา 3 คือ กามตัณหา-ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา-ความทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหา-ความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี่ ความอยากที่ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ

3. ทุกขนิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง 3 ได้อย่างสิ้นเชิง

4. ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ ได้แก่
มรรคอัน มีองค์ประกอบอยู่แปดประการ คือ
1. สัมมาทิฏฐิ-ความเห็นชอบ
2. สัมมาสังกัปปะ-ความดำริชอบ
3. สัมมาวาจา-เจรจาชอบ
4. สัมมากัมมันตะ-ทำการงานชอบ
5. สัมมาอาชีวะ-เลี้ยงชีพชอบ
6. สัมมาวายามะ-พยายามชอบ
7. สัมมาสติ-ระลึกชอบ และ
8. สัมมาสมาธิ-ตั้งใจชอบ
ซึ่งรวมเรียกอีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง

มรรคมีองค์แปดนี้สรุปลงในไตรสิกขา ได้ดังนี้ 1. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ 2. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ และ 3. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ

อริยสัจ 4 นี้ เรียกสั้น ๆ ว่า ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
มรรคมีองค์แปด
มรรค (ภาษาสันสกฤต : มรฺค; ภาษาบาลี : มคฺค) คือ หนทางถึงความดับทุกข์ เป็นส่วนหนึ่งของอริยสัจ (เรียกว่า มัคคสัจจ์ หรือ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ) และนับเป็นหลักธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในพระพุทธศาสนา ประกอบด้วยหนทาง 8 ประการด้วยกัน เรียกว่า "มรรคมีองค์แปด" หรือ "มรรคแปด" (อัฏฐังคิกมรรค) โดยมีรายละเอียดดังนี้

1. สัมมาทิฏฐิ คือ ปัญญาเห็นชอบ หมายถึงเห็นถูกตามความเป็นจริงด้วยปัญญา
2. สัมมาสังกัปปะ คือ ดำริชอบ หมายถึง การใช้สมองความคิดพิจารณาแต่ในทางกุศลหรือความดีงาม
3. สัมมาวาจา คือ เจรจาชอบ หมายถึงการพูดสนทนา แต่ในสิ่งที่สร้างสรรค์ดีงาม
4. สัมมากัมมันตะ คือ การประพฤติดีงาม ทางกายหรือกิจกรรมทางกายทั้งปวง
5. สัมมาอาชีวะ คือ การทำมาหากินอย่างสุจริตชน
6. สัมมาวายามะ คือ ความอุตสาหะพยายาม ประกอบความเพียรในการกุศลกรรม
7. สัมมาสติ คือ การไม่ปล่อยให้เกิดความพลั้งเผลอ จิตเลื่อนลอย ดำรงอยู่ด้วยความรู้ตัวอยู่เป็นปกติ
8. สัมมาสมาธิ คือ การฝึกจิตให้ตั้งมั่น สงบ สงัด จากกิเลศ นิวรณ์อยู่เป็นปกติ

อริยมรรคมีองค์แปด เป็นปฏิปทางสายกลาง คือทางที่นำไปสู่การพ้นทุกข์ ที่พระพุทธองค์ได้ทรงตรัสรู้แล้ว ด้วยปัญญาอันยิ่ง ทำญาณให้เกิด ย่อมเป็นไปเพื่อความสงบเพื่อความรู้ยิ่ง เพื่อความตรัสรู้ เพื่อนิพพาน

มรรคมีองค์แปด สามารถจัดเป็นหมวดหมู่ได้เป็น ศีล สมาธิ ปัญญา

* ข้อ3-4-5 เป็น ศีล (สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ)
* ข้อ6-7-8 เป็น สมาธิ (สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ)
* ข้อ1-2 เป็น ปัญญา (สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ)


สัมมาทิฐิ แปลว่า ความเห็นถูกต้อง หมายถึงความเห็นที่ถูกคลองธรรม เห็นตามความเป็นจริงเป็นความเห็นที่เกิดจากโยนิโสมนสิการ ประกอบด้วยปัญญา ตามวัดส่วนใหญ่เขียนคำนี้ตามแบบภาษาบาลีว่า สัมมาทิฏฐิ

สัมมาทิฐิ ที่เป็นอริยมรรคมีองค์ 8 หมายถึง ความเห็นในอริยสัจ คือเห็นทุกข์ เห็นสมุทัย เห็นนิโรธ เห็นมรรค

สัมมาทิฐิ ที่เป็นมโนสุจริตหมายถึง ความเห็นถูกต้อง 10 อย่าง คือเห็นว่าการให้ทานมีผลจริง การบูชามีผลจริง การเคารพบูชามีผลจริง ผลวิบากของกรรมดีกรรมชั่วมีจริง คุณของมารดามีจริง คุณของบิดามีจริง พวกโอปปาติกะ (พวกเกิดทันทีเช่นเทวดา) มีจริง สมณพราหมณ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบจนบรรลุมรรคผลนิพพาน รู้แจ้งเห็นจริงด้วยตนเองแล้วสอนให้ผู้รู้ตามด้วยมีจริง

สัมมาสังกัปปะ หมายถึง ดำริชอบ หรือความนึกคิดในทางที่ถูกต้อง เป็นหนึ่งในมรรค 8 หรือ มรรคมีองค์แปด
สัมมาสังกัปปะ มี 3 อย่าง ได้แก่

1. เนกขัมมสังกัปป์ (หรือ เนกขัมมวิตก) คือ ความดำริที่ปลอดจากโลภะ ความนึกคิดที่ปลอดโปร่งจากกาม ไม่หมกมุ่นพัวพันติดข้องในสิ่งสนองความอยากต่างๆ ความคิดที่ปราศจากความเห็นแก่ตัว ความคิดเสียสละ และความคิดที่เป็นคุณเป็นกุศลทุกอย่าง จัดเป็นความนึกคิดที่ปราศจากราคะหรือโลภะ
2. อพยาบาทสังกัปป์ (หรือ อพยาบาทวิตก) คือ ดำริในอันไม่พยาบาท ความดำริที่ไม่มีความเคียดแค้น ชิงชัง ขัดเคือง หรือเพ่งมองในแง่ร้ายต่างๆ โดยเฉพาะมุ่งเอาธรรมที่ตรงข้าม คือเมตตา ซึ่งหมายถึงความปรารถนาดี ความมีไมตรี ต้องการให้ผู้อื่นมีความสุข จัดเป็นความนึกคิดที่ปราศจากโทสะ
3. อวิหิงสาสังกัปป์ (หรือ อวิหิงสาวิตก) คือ ดำริในอันไม่เบียดเบียน ไม่มีการคิดทำร้ายหรือทำลาย โดยเฉพาะมุ่งเอาธรรมที่ตรงข้าม คือกรุณาซึ่งหมายถึงความคิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ จัดเป็นความนึกคิดที่ปราศจากโทสะ

กุศลวิตก 3 ประการนี้ ไม่กระทำความมืดมน กระทำปัญญาจักษุ กระทำญาณ ยังปัญญาให้เจริญ ไม่เป็นไปในฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปเพื่อนิพพาน

สัมมาวาจา เจรจาชอบ คือ วจีสุจริต4 (เว้นจาก วจีทุจริต4)

* การงดเว้นจากการพูดเท็จ
* งดเว้นจากการพูดส่อเสียด
* งดเว้นจากการพูดคำหยาบ
* งดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ

สัมมากัมมันตะ เป็นหนึ่งในมรรค 8 หรือ มรรคมีองค์แปด กระทำชอบ ทำการชอบ คือ การกระทำที่เว้นจากความประพฤติชั่วทางกาย 3 อย่าง อันได้แก่

* การงดเว้นจากการฆ่าสัตว์
* การงดเว้นจากการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้
* การงดเว้นจากการประพฤติผิดในกาม

สัมมาอาชีวะเป็นหนึ่งในมรรค 8 หรือ มรรคมีองค์แปด

* เลี้ยงชีพชอบ
* ละการเลี้ยงชีพที่ผิด

สัมมาวายามะ เป็นหนึ่งในมรรค 8 หรือ มรรคมีองค์แปด เพียรชอบ เกิดฉันทะพยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งจิตไว้

* เพื่อมิให้อกุศลธรรมอันลามกที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
* เพื่อละอกุศลธรรมอันลามกที่บังเกิดขึ้นแล้ว
* เพื่อให้กุศลธรรมที่ยังไม่เกิดบังเกิดขึ้น
* เพื่อความตั้งอยู่ไม่เลือนหาย เจริญยิ่ง ไพบูลย์ มีขึ้น เต็มเปี่ยมแห่งกุศลธรรมที่บังเกิดขึ้นแล้ว

สัมมาสติ คือการมีสติระลึก อยู่เป็นนิจว่า เราจะกระทำอะไร และกำลังทำอะไรอยู่ ไม่เป็นคนเผลอ การไม่เผลอการรู้ตัวอยู่เป็นนิจเป็นทาง ให้หลีกได้จากการกระทำความชั่ว ตามความจำกัดความแบบพระสูตร คือหลักธรรมที่เรียกว่าสติปัฎฐาน แบ่งออกเป็น 4 คือ

1. ระลึกได้เมื่อรู้สึกสบาย หรือ ไม่สบาย
2. ระลึกได้เมื่อรู้สึกสุข หรือทุกข์ หรือเฉย ๆ
3. ระลึกได้ว่าจิตกำลังเศร้าหมอง หรือผ่องแผ้ว
4. ระลึกได้ว่าอารมณ์อะไรกำลังผ่านเข้ามาในจิตใจ

สัมมาสมาธิ แปลว่า สมาธิชอบ คือความตั้งใจมั่นโดยถูกทาง โดยการที่กุศลจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว (ความตั้งมั่นแห่งกุศลจิตในในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน)เข้าถึง ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน (จิตตั้งมั่นในฌานทั้ง 4 นี้เท่านั้นไม่เลยไปถึงอรูปฌาน)ถือเป็นยอดแห่งมรรคทั้งหลาย

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1259
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • อาณาจักรธุรกิจ
อริยทรัพย์ ๗
อริยทรัพย์ ๗
ทรัพย์ คือ คุณความดีที่มีในสันดานอย่างประเสริฐ เรียกอริยทรัพย์ มี ๗ อย่าง คือ

๑. สัทธา เชื่อสิ่งที่ควรเชื่อ.
๒. ศีล รักษากาย วาจา ให้เรียบร้อย.
๓. หิริ ความละอายต่อบาปทุจริต.
๔. โอตตัปปะ สะดุ้งกลัวต่อบาป.
๕. พาหุสัจจะ ความเป็นคนเคยได้ยินได้ฟังมามากคือจำทรงธรรมและรู้ศีลปวิทยามาก
๖. จาคะ สละให้ปันสิ่งของของตนแก่คนที่ควรให้ปัน.
๗. ปัญญา รอบรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์.

ทรัพย์เหล่านี้คือความดีที่มีอยู่ในสันดานเป็นทรัพย์ อันประเสริฐดีกว่าทรัพย์ภายนอกมีเงินทองเป็นต้น เพราะเป็นของเนื่องด้วยตนโจรลักเอาไปไม่ได้ ทั้งยังเป็นของติดตามตัวเราไปในภพหน้าได้อีกด้วย ฉะนั้นจึงควรประกอบให้มีในตน.

อริยทรัพย์ ๗ ประการนี้ ดีกว่าทรัพย์ภายนอก มีเงินทองเป็นต้น ควรแสวงหาไว้ให้มีในสันดาน.

 

ขายส่ง | เครื่องมือแพทย์ | POS | อาณาจักรธุรกิจ | บอร์ดธุรกิจ | บอร์ดจับคู่ธุรกิจ | Gossip | บอร์ดธรรมะ |