ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง  (อ่าน 21314 ครั้ง)

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พระอาจารย์เจี๊ยะได้ฟังดังนั้นจึงตอบทันทีว่า

“ท่านเอ๊ย!...ถ้าผมสอนท่านผิด ให้ผมตกนรกแทนท่านเลย”

พระอาจารย์เจี๊ยะพูดขึ้นแบบขึงขัง บวกกับความน่าเห็นอกเห็นใจที่ท่านเฝ้าฝ่าฟันอบรมสั่งสอน พระทุกรูปที่ได้ยินเช่นนั้นก็พากันนิ่งเงียบ น้ำตาคลอ ซึ้งความรักเมตตาของท่านที่มีต่อตน หลังจากนั้นมา ก็ไม่มีพระรูปใดกล้าเข้าไปกราบลาท่านไปที่อื่นอีกเลย ได้พากันคิดว่า

“อาจารย์ของเรานี่ของแท้ ของจริง”

ตอนนั้น สมัยนั้นเป็นพระปฏิบัติกันจริงๆ ภาวนาดีหลายรูป ในขณะนั่งภาวนาอยู่นั้นสงบดี ปลอดจากนิวรณ์ทั้งหลายทางด้านจิต แต่พอออกจากที่ภาวนา เดี๋ยวโกรธเดี๋ยวรัก ไม่พอใจ เสยใจ ดีใจ จิตเปลี่ยนไปต่างๆ นานา พอเป็นกันอย่างนี้ ท่านก็เตือนว่า

“อย่างนี้มันไม่ใช่นะ เดี๋ยวพวกมึงก็บ้าหรอก ตอนที่เราอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่น มีพระมากราบเรียนปู่มั่นว่า “เข้านิพพานวันละ ๕ ครั้ง ๗ ครั้ง ก็แบบพวกมึงนี่ล่ะ”

พูดแล้วท่านก็หัวเราะ

 
เจดีย์ธุดงค์ ๑๓
ท่านพ่อลี ธมมธโร สร้างไว้ที่วัดอโศการาม
ความผูกพันกับท่านพระอาจารย์มั่น

สำหรับพระอาจารย์เจี๊ยะ ถึงกาลเวลาจะผ่านไป แต่ความผูกพันระหว่างท่าน กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ดูเหมือนจะเป็นปัจจุบันธรรมตลอด ความปลูกฝังทางด้านจิตใจระหว่างท่านกับท่านพระอาจารย์มั่นมีมากจริงๆ คนบางคนเกิดขึ้นมาใน โลกไม่เคยเห็นศิษย์เคารพรักอาจารย์สุดชีวิต ให้ไปดูพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านเคารพ รักครูบาอาจารย์ของท่านจริงๆ คำน้อยที่ท่านอาจารย์มั่นสอนท่านจะจำมิรู้ลืม แลมิอาจเอื้อมล่วงเกินก้าวล้ำ

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านอยู่ที่วัดญาณฯนี้ นอกจากจะนำพระปฏิบัติทางด้านจิต ภาวนาแล้ว ยังเป็นผู้นำในการก่อสร้าง “พระอุโบสถ” “พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์” และเสนาสนะอื่นๆ ตามพระบัญชาของเจ้าประคุณสมเด็จพระญาณสังวรฯ แต่ด้วยเหตุไม่สะดวกอะไรบางอย่างตามนิสัยวาสนาของท่านท่านจึงเดินทางกลับมาวัดอโศการาม ซึ่งเหมือนร่มโพธิร่มไทรใหญ่ ไปที่ไหนมีเหตุขัดข้องก็จะกลับมาที่นี่

พรรษาที่ ๔๓ - ๔๗ (พ.ศ. ๒๕๒๒ - ๒๕๒๖)

จำพรรษาที่วัดอโศการาม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ

อาศัยร่มใบบุญท่านพ่อลี


ท่านพ่อลี ธมฺมธโร
เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะออกจากวัดญาณสังวรารามมาแล้ว จึงออกเดินทางไปพักอยู่ที่วัดอโศการาม พระอาจารย์มหาบัวจึงได้นิมนต์ให้ท่านอบรมธรรมะอยู่ที่วัดอโศฯ นี้ก่อน อย่าเพิ่งด่วนไปที่ไหน ท่านก็ทำตามคำที่พระอาจารย์มหาบัวสั่งด้วยความเคารพ ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะเล่าว่า...

ท่านพ่อลีท่านก็ได้ล่วงไป ๑๘ ปีแล้ว ทิ้งไว้แต่มรดกให้พระเณรดูแลรักษากันเอง รอยมือที่ครูบาอาจารย์สร้างเป็นความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ เรื่องจิต เรื่องธรรม ตลอดจนความรู้ภายใน ยากที่จะหาใครเทียมเท่าได้ ท่านเป็นพระสุปฏิปันโนโดยแท้จริง ตอนที่ท่านมีชีวิตอยู่ เรามาพักสบายทั้งกายจิต งานอะไรที่ท่านมอบหมาย ทำสำเร็จหมดจดไม่เคยปริปากบ่น ทำถวายท่านด้วยความเทิดทูน กุฏิน้ำท่านสั่งทำให้เสร็จในงานสมโภช ๒๕๐๐ ปี เราก็ได้ทำถวายสุดกำลังความสามารถ การกลับมาจำพรรษาที่วัดอโศการามครั้งนี้ นับว่าเป็นการมาอาศัยร่มใบบุญครูบาอาจารย์ทำไว้อีกครั้งหนึ่ง ถ้าจะเปรียบแล้ว “เราก็เหมือนขี้ไก่ ท่านพ่อนั้นเป็นประดุจทองคำ”

มาอยู่ที่วัดอโศการามนี้ ก็ได้อบรมสั่งสอนพระเณรเต็มความสามารถ แต่คงเป็นเพราะบุญวาสนาอาภัพ การอบรมสั่งสอนของเราจึงไม่เป็นที่ถูกจริตนิสัยของพระเณรนัก คงไม่เคยร่วมทำบุญ ร่วมเป็นศิษย์อาจารย์กันมาก่อน เราไปสอนเขาอย่างไร เขาก็ไม่เชื่อ ท้ายสุดกลับกลายเป็นธรรมะเหลวไหล ทั้งๆ ที่ทำแทบเป็นแทบตาย กว่าจะได้ธรรมประเภทนั้นมาครอง ในที่สุดก็ไม่พ้นคำที่ว่า “อตฺตาหิ อตฺตาโน นาโถ” ตัวใครตัวมัน ตนใครตนมัน รักษากันเอาเอง รับผิดชอบกันเอาเอง

เรื่องศิษย์เรื่องอาจารย์ อันเป็นปุพเพกตปุญญตานี้ ในพระไตรปิฎก ท่านมีเล่าขานไว้เหมือนกัน

วันหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จไปยังเมืองสาวัตถี...

พระพุทธองค์เสด็จผ่านไปในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ผู้คนก็คราคล่ำเต็มไปหมด เดินสวนไปสวนมา สวนมาสวนไปอยู่อย่างนั้น ไม่แสดงกิริยาอาการว่า จะเคารพในพระพุทธองค์ มีแต่กิริยาอาการกระด้างกระเดื่อง พระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐากเห็นอย่างนั้น ก็เข้ามากราบทูลถามพระพุทธองค์ว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทำไมชนเหล่านี้ถึงไม่แสดงอาการเคารพรักในพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้า”

พระองค์ตรัสว่า “อานนท์เอย! ชนเหล่านี้ ในชาติปางก่อนเขากับเราไม่เคยได้สร้างบุญทำความดีร่วมกันกับเรามา อานนท์! เรารอคอยพระมหากัสสปะมาก่อน เมื่อพระมหากัสสปะมาแล้ว เธอจะประจักษ์ใจเอง” พระพุทธองค์กับพระอานนท์ผู้เป็นพระอุปัฏฐาก ก็ประทับนั่งรอจนกว่าพระมหากัสสปะมาถึง

เมื่อพระมหากัสสปะมาถึง ชนที่เดินขวักไขว่ไปมาเหล่านั้น เมื่อเห็นพระมหากัสสปะมา ก็พากันเข้ามาแสดงความเคารพนอบน้อมคารวะ ต้อนรับเป็นอย่างดี เมื่อชนเหล่านั้นเข้ามาหาพระมหากัสสปะ พระมหากัสสปะจึงประกาศว่า “อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย นี่พระพุทธเจ้าผู้เป็นอาจารย์ของเรา ท่านทั้งหลายจงนอบน้อมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย”

ชนเหล่านั้นก็เข้ามาแสดงความเคารพต่อพระพุทธเจ้า และฟังธรรมของพระพุทธองค์จนบรรลุมรรคผล เมื่อพระพุทธองค์ทรงแสดงธรรมเสร็จ ก็ตรัสกับพระอานนท์ว่า...

“อานนท์! ชนเหล่านี้ในชาติปางก่อน เขาเคยเป็นศิษย์พระมหากัสสปะ แต่ชนเหล่านี้ไม่เคยเป็นศิษย์เรา เมื่อเห็นพระมหากัสสปะมา เขาจึงพากันแสดงความเคารพ แต่เมื่อเห็นเรามาเขาก็พากันนิ่งเฉยดูดาย พระมหากัสสปะเป็นบัณฑิต ย่อมแนะนำทางไปสู่สวรรค์ พรหมโลก และพระนิพพาน แต่ถ้าชนเหล่านั้นได้คบกับอาจารย์และร่วมทำบุญกับคนที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ อาจารย์ของเขาเหล่านั้น ย่อมนำพาไปสู่อบาย ทุคคติ วินิบาต นรก อันเป็นภพภูมิที่ต่ำ”

นี่แหละเรื่องการทำบุญร่วมกันในชาติปางก่อนจึงเป็นอย่างนี้ คนเราจึงไม่เหมือนกัน เราจะไปเปลี่ยนไม่ได้ ใครเป็นลูกศิษย์ใคร อาจารย์ใครก็เลือกเอาเอง ถ้าอาจารย์ไม่เป็นบัณฑิต ก็ให้รีบตีตัวออกห่าง เพราะถ้าคบอาจารย์ที่เป็นคนลามก เป็นคนเลว ท่านเปรียบไว้ว่าเหมือนคบกับงูพิษ ท่านเปรียบไว้เหมือนงู ที่ตกลงไปจมอยู่ในหลุมคูถ กัดไม่ได้ก็จริง แต่มันอาจทำคนที่เข้าไปช่วยยกมันขึ้นจากหลุมคูถ ให้เปื้อนด้วยคูถได้ด้วยการดิ้นของมัน ยิ่งเป็นงูตัวใหญ่ๆ ยิ่งสกปรกเยอะ

ฉะนั้นจึงให้แสวงหาอาจารย์ที่เป็นบัณฑิต เป็นกัลยาณมิตร เช่นอย่างเรานี้ ก็ได้ท่านพ่อลี ท่านอาจารย์กงมา และท่านพระอาจารย์มั่นเป็นกัลยาณมิตร จึงก้าวเข้าถึงกัลยาณมิตรใหญ่ คือ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ภายในใจ

อย่างบางทีเขาก็ว่า “หลวงตาเจี๊ยะไม่มีคุณธรรมหรอก ไม่เหมือนอย่างที่หลวงตาบัวชมเชยเรา ว่าเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทองหรอก เห็นเราเกากะโปกเกาหำอย่างนี้ เขาก็ว่าเราไม่สำรวม เกาหำสำรวมมันไปแอบเกาอยู่ตรงไหน เกาในโบสถ์ในวิหารหรือ มันคันตรงไหนตอนไหน ก็เกาตอนนั้นตรงนั้นสิ มันคันก็เกาละสิ จะปล่อยไว้ทำไม เกาในที่ไม่คันนั่นล่ะคนบ้า แต่ถ้าเกาถูกที่คัน เขาจะว่าอย่างไรก็ช่างเขา เราไม่หวั่นไหว ยิ่งผู้หญิงนี่เข้าใกล้เราไม่ได้หรอก ด่าฉิบหายเลย”

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
โต้ธรรมะกับท่านอาจารย์เฟื่อง


พระอาจารย์เฟื่อง โชติโก
สหธรรมิกหลวงปู่เจี๊ยะ
ธรรมะของเรามีไม้เดียว ๑๐ ปีก็อย่างเก่าไม่มีอย่างอื่นเลย ให้สับหัวกะโหลก ผ่าไส้ ผ่าท้อง เพราะวิธีที่เราปฏิบัติได้ผลมา จะเอาอย่างอื่นไปสอนไม่ได้ การสอนเราต้องเอาปฏิปทาที่เราได้ดำเนินมาจนบางครั้งได้ทะเลาะกับท่านเฟื่อง ทะเลาะก็ทะเลาะแบบพระ ไม่เหมือนชาวบ้านเขาทะเลาะกัน

อาจารย์เฟื่อง : เจี๊ยะ! ไปสอนเขาแบบนี้ เขาก็หนีหมดซิ ผู้หญิงฯ สอนให้พิจารณาแต่ของเน่าของเหม็น

อาจารย์เจี๊ยะ : “ไอ้ฉิบหาย! กูไม่เชื่อเลย ไอ้พวกนั่งจับลมๆ แม่งมึงก็หลับซิ พระพุทธเจ้าไปอยู่กับอาฬารดาบส และอุททกดาบส จนสำเร็จ ฌานแปด รูปฌาน ๔ อรูปฌาน ๔ ถึงมาเจริญอานาปานสติในตอนหลัง นี่ยังไม่ได้อะไรเลย จะมาจับลม เข้าพุท โธออก ไม่ทันหรอก อยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ ปี ๔ แล้ง ไม่เคยสอนซักที จับลมนี่ มีแต่ให้พุทโธเร็วๆ บริกรรมพุทโธเร็วๆ เฟื่อง! สอนอย่างไรวะ”

อาจารย์เฟื่อง : “ไอ้ฉิบหาย! สอนเขาอย่างนี้ให้เหม็นเน่า ตัดคอตัดแขน ตัดขา แลบลิ้นออกมาตัด คอขาด แขนขาด เน่าเฟะ เรี่ยราดอยู่กลางศาลา แค่ฟังเขาก็กลัวแล้ว แล้วใครเขาจะมาฟังเทศน์เล่า ใครเขาจะเข้ามาใกล้ มีเพลงเดียว กัณฑ์เดียว ๑๐ ปี ก็เอาอย่างเก่า ปรับปรุงสำนวนให้มันนุ่มนวลหน่อยไม่ได้หรือ? บางทีคนเหล่านี้เขาเข้ามาฟังพอสบายใจ ก็กลับบ้านไปอยู่กับลูกกับเมียเขา ธรรมะรุนแรงเอาไปทำเองเอามาออกสังคมไม่ได้”

อาจารย์เจี๊ยะ : “ที่เทศน์ที่แสดงอยู่นี่ เพราะพริ้งที่สุดในโลกแล้ว หาฟังที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว มันไม่น่าฟังก็ชั่งแม่งมัน ก็ธรรมะเป็นอกาลิโกไม่จำกัดกาล เทศน์ที่ไหนก็ซัดมันซะจนเต็มเหนี่ยว” (ขออภัยต้องรักษาสำนวนเก่าเอาไว้)

ธรรมกิริยาของพระอาจารย์เจี๊ยะ

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านมาแสดงธรรมอบรมสั่งสอนที่วัดอโศฯ ไม่มีใครฟังรู้เรื่องหรอก ทั้งพระทั้งโยม ไม่มีใครสนใจจดจำ มีคนบ่นว่า “ฟังยากฟังธรรมหลวงปู่เจี๊ยะนี้ ฟังไม่รู้เรื่อง คือคล้ายๆ ว่าโลกธรรม ท่านไม่ได้ยึดแล้ว การตำหนิติเตียนเป็นเรื่องธรรมดา ท่านเป็นอิสระมากและเป็นอิสระมานานมาก นานมากจนพวกพระเณรจับกิริยาอาการทางกายและวาจาท่านไม่ได้เลย ส่วนทางใจนั้นพอจับได้บ้าง เพราะธรรมที่ท่านสอนเผ็ดร้อนระงับดับกิเลส แก่ผู้ตั้งใจปฏิบัติตามได้เป็นอย่างดี”

พระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านพิจารณาโลกธรรม โลภ โกรธ หลง แล้วกิริยาของท่านทำอะไรไม่ติดข้องทางโลกเลย เช่น ปวดท้องฉี่ ท่านจะฉี่ตรงนั้นเลย คนเยอะไม่ต้องอาย ฉี่ตรงนั้นเลย ทีนี้ท่านก็ถูกตำหนิว่าเป็นพระผู้ใหญ่ทำไมถึงไม่ละอาย แต่เมื่อเรามาพินิจพิเคราะห์ด้วยดี การกระทำแบบท่านนี้ทำยากนะ อย่างเช่นท่านนั่งเกากะโปกกลางศาลาคนเยอะๆ นี่ คนธรรมดาทำได้เมื่อไร ชนทั้งหลายเขาก็ว่าพระองค์นี้ ไม่มีระเบียบเรียบร้อยเลย นึกไปนึกมาท่านก็รู้ๆ อยู่ แต่ท่านแกล้งทำเพราะรำคาญคน อยากให้มันหนีไปๆ จะได้อยู่สงบสงัด

ท่านชอบอยู่เงียบๆ ทำอะไรๆ ของท่านไป ไม่มีใครรู้เรื่องท่านหรอก ศิษย์พระอาจารย์มหาบัวที่เป็นฆราวาส ที่มียศถาบรรดาศักดิ์สูงๆ พระอาจารย์มหาบัวก็แนะนำให้มากราบอาจารย์เจี๊ยะนะ นี่แหละ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

เมื่อเขาเข้ามาถึง มาเรียนถามปัญหา ท่านก็จะถามคืนทันทีว่าท่านอาจารย์มหาบัวสอนอะไร ยังไง? เมื่อเขาตอบมาว่าอย่างนั้นๆ ท่านก็จะสรุปเพียงว่า “เออ!...อย่างเดียวกัน สอนอย่างเดียวกัน” ท่านจะพูดเพียงแค่นั้นไม่พูดมาก เหมือนกับว่าท่านจะรักษาตัวไม่ยุ่งกับใคร

พระอาจารย์เจี๊ยะเวลานั่งชอบถกเขมรเปิดแก้มก้น ฝนมีดท่านทำอย่างอิสระของท่าน แต่ชนส่วนมากมาหา เห็นกิริยาที่ท่านทำเช่นนั้นแล้ว ก็มาจับผิดท่านเอง ท่านเองไม่เคยไปยุ่งกับใคร และไม่ต้องการให้ใครมาหากราบไหว้บูชา

แม้ศิษย์พระอาจารย์มหาบัว วัดป่าบ้านตาด ที่ท่านบอกว่า “พระอาจารย์เจี๊ยะเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง” เมื่อมาเห็นกิริยาอาการเคลื่อนไหวไปมาเช่นนั้น ก็อดที่จะตำหนิพระอาจารย์เจี๊ยะไม่ได้ เรียกว่าเดินทางเพื่อมาดู มากกว่ามาหาธรรม บางท่านบางคนจึงไม่ได้อะไร เพราะในสิ่งที่เขาว่าไม่มีอะไรนั้นแหละ มันมีความหมายอยู่ในตัว” พระอาจารย์มหาบัวจึงเตือนอยู่เสมอว่า “ระวังจะเป็นบาปเป็นกรรม กับคนที่คิดไม่ดีกับพระอาจารย์เจี๊ยะ เพราะไม่เข้าใจท่าน”

พระอาจารย์เจี๊ยะไม่ว่าจะอยู่ที่ใดท่านละเอียดมาก ผ้าสบงเย็บชุนเป็นระเบียบมาก การใช้จ่ายรัดกุมมาก ไม่เคยเห็นมีพระที่ไหนทำได้อย่างท่านเลย ใครก็ตามที่ไม่เคยฝึกมาก็จะคิดว่า “ทำไมท่านทำอย่างนี้นะ” ถ้ามองเผินๆ ก็อาจจะดูหยาบ ถ้าเข้าไปใกล้ๆ จะเห็นประโยชน์ทุกอย่างที่ท่านทำ เช่นอย่างเดินไปนี่ เห็นตะปู ท่านจะให้ถอนออกแล้วเคาะๆ ๆ เก็บไว้มีประโยชน์ไม่ต้องซื้อหา เวลาเดินไปเจอถังพลาสติกแตกๆ ท่านก็เอามาเคาะๆ เอามาป่นใช้แทนครั่ง ทำด้ามสิ่วด้ามขวาน เจอหมอนแตกท่านให้พระที่ติดตามลงไปงมมาจากในน้ำ ชาวบ้านมองกันหมด เมื่อได้หมอนมา เอามาตากแดดให้แห้ง แล้วก็นำมาเย็บให้ดี

(หมอนขาดๆ เจอตามร่องน้ำบ้านใครในทางเดินนี่ ท่านลงไปเก็บมาหมดแหละ บางทีพระรูปที่ติดตามต้องสะพายบาตรเดินตามหลังอยู่แล้ว ยังต้องมาสะพายหมอนขาดอีก ใครๆ เขาเห็นเขาก็ว่า “บ้า” แม้แต่ผู้ที่ติดตามยังคิดว่า “ทำยังงี้เหมือนบ้า” แล้วคนอื่นที่มองมันจะคิดมากขนาดไหน ดูๆ แล้วเหมือนผีบ้าเดินตามกัน คนจะมองเหมือนคนบ้ากับคนบ้าอยู่ด้วยกัน)

ท่านห้าวหาญมากไม่กลัวใคร แม้พระที่นับถือท่านหรือไม่นับถือท่านก็ไม่กลัวเลย ยกตัวอย่างเช่น พระเดินตามกัน ๒ รูปไม่ได้เลย ถ้าท่านรูปใดทำ เป็นได้เรื่อง ท่านจะด่าเลย ท่านจะให้เร่งความเพียร การเดินตามก้นกันเหมือนฆราวาส ท่านไม่ให้ทำ

พระบางรูปข้อวัตรปฏิบัติดีเยี่ยม เป็นเพียงกิริยา แต่พอเสร็จจากการทำตามตาราง ก็คุยกันจุกๆ จิกๆ ท่านพูดเมื่อเห็นพระกระทำเช่นนั้นว่า

“กูไปนั่งเยี่ยวอยู่นี่ เท่ากับพวกท่านพิจารณากันทั้งคืนมั้ง”

พระอาจารย์เจี๊ยะดุพระเณรมาก จนบางครั้งพระอาจารย์เฟื่องต้องเตือนพระเณรว่า “อาจารย์เจี๊ยะท่านเป็นอย่างนี้แหละ อยู่กับหลวงปู่มั่น แหย่หลวงปู่มั่นให้ดุได้ทุกวัน พวกท่านอยู่กับท่านอาจารย์เจี๊ยะอย่าถือสาท่านนะ”

อบรมลูกศิษย์

เวลาอบรมลูกศิษย์ท่านจะดุมาก เพราะนิสัยท่านชอบฟังธรรมะที่เผ็ดร้อน เวลาอบรมพระเหมือนว่าท่านจะปั้นหน้า หันหน้าเข้าฝา ทั้งๆ ที่คุยกันอยู่ ทั้งๆ ที่ยิ้มๆ กันอยู่ดีๆ พอท่านหันหน้ากลับออกมาพูดเรื่องธรรมะนี่ หน้าท่านดุเลย

วันไหนถ้าท่านได้ยินเสียงพระคุยกัน ไม่ประกอบความเพียร ท่านลงทุนทุบร่ม กระแป๋ง ขว้างลงมาโครมครามๆ ท่าจะพูดบ่นๆ ว่า “โน่น!...มันพากันหนีไปทางโน่นแล้ว พวกนี้ต้องสอนแบบนี้ไม่งั้นไม่กลัว” พูดเสร็จแล้วท่านก็หัวเราะ...เสียงดัง ฮ่า ฮ่า...”

เมื่อใดใครก็ตามได้เข้าไปสัมผัสจริง จะรู้ว่าพระอาจารย์เจี๊ยะ เป็นที่อบอุ่นมีเมตตาอารี ท่านมีนิสัยล่อหลอกทดสอบคนใกล้ชิดท่านอยู่เสมอ ไม่ให้ตายใจ เหมือนว่าเวลาเราจะเดินหน้า ท่านจะถอยหลัง เราถอยหลัง ท่านเดินหน้า เราไป ท่านจะเหยียบเบรค เราต้องจับเอาธรรมะท่านไม่ซ้ำซาก พูดตรงๆ แต่เฉพาะการพิจารณากายนี้ ๑๐๐ ครั้ง ก็พูดอย่างเก่า เทศน์อย่างเก่าไม่เปลี่ยนแปลง เฉพาะการพิจารณากายอย่างเดียว อย่างอื่นอาจมีแหลมคมตามแง่เหตุผล

สำหรับการสอนพระ สอนให้ “พุทโธ” ถ้าพุทโธไม่อยู่ ให้กลั้นหายใจพุทโธไป ๒๐ ครั้ง แล้วออกอีก ๒๐ ครั้งในลมหายใจเดียว ให้รัวเหมือนเอ็ม ๑๖ ท่านว่าอย่างนั้น “พุทโธๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ” ให้อย่างนั้นเลย มันถึงจะอยู่ ต้องไว ท่านสอนต่อไปว่า “ถ้าพิจารณากายไม่ไหวนี่ เอาระเบิดใส่ในตัวเรา เอ็ม ๑๖ จ่อขมองเลย ถ้าตัดลิ้นตัดคอยังเสียวอยู่ เอาระเบิดให้แม่มันคอขาดไป” ให้นึกไปอย่างนั้น

นิมิตภาวนาพลาสติกครอบหัวพระ

หลวงปู่เจี้ยะเล่าว่า...

 
กุฏิหลวงปู่เจี๊ยะสมัยที่อยู่วัดอโศการาม
เราไปว่าเขา เขาก็ไม่ชอบเราเหมือนกัน แต่บางทีก็ต้องเสือก ผมว่าเตือนพวกท่านเพราะหวังดี ผมก็ลูกศิษย์ท่านพ่อเหมือนกันนี่ บางองค์ท่านโกรธหน้าดำหน้าแดง ทำท่าอึดอัดน่าหัวเราะบางองค์ท่านหลับอยู่ตลอด เรานั่งสมาธิลองเพ่งไปดู ถ้าเอาพลาสติกไปครอบหัวมันในนิมิต ถุงพลาสติกก็ครอบหัวอยู่อย่างนี้

พอเช้าก็เรียกมา “แหม!....พอเรียกขึ้นมาหน่อย ท่านนี้หน้าเขียวหน้าขาวเชียวนะ”

“ทำไม อาจารย์มีธุระอะไร?”

“เอ้า! ก็มีหน่อยซิ! ท่านน่ะลูกศิษย์ใคร ลูกศิษย์ท่านพ่อลี ผมก็เป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี แล้วเราปรึกษากันได้ หรือท่านมีความรู้ ท่านก็มาสอนผมได้ เข้าใจมั้ย? ผมมีความรู้ก็สอนกันเพื่อให้มันเป็นประโยชน์ ท่านนี่นั่งฟังเทศน์สัปหงกตลอดเวลา จริงหรือเปล่า”

แต่ท่านเถียงว่า “ท่านไม่หลับ ใครๆ ก็เห็นทั้งนั้นเลย”

บอกไปก็ไม่ค่อยยอม เราก็ต้องวางอุเบกขา เขาไม่เชื่อจะทำยังไง อย่างองค์นี้ ถ้าอาตมาขาดี ทีเดียวคาที่เลย ฮึ! ตัวเตี้ย ๆ ตบกรามทีเดียวคาที่เลย นับสิบทีเดียวไม่ลุกเลย หมดนี่มันแรง ไม่ได้ (หัวเราะ ฮึ...)

วัยผ่านเหมือนถูกบังคับ

 
วัดเวฬุวัน (เขาจีนแล)
ในระหว่างที่พระอาจารย์เจี๊ยะ พักจำพรรษาปฏิบัติภาวนาอยู่ที่วัดอโศการามนั้น ท่านยังได้ออกเที่ยววิเวกตามสมณวิสัย ยินดีทางด้านจิตใจแบบมุนี ปลีกตัวออกห่างจากผู้คน ปรารถนาหาถ้ำเงื้อมผาป่าเขา จะอยู่และตายแบบลูกศิษย์ตถาคต สมศักดิ์ศรีที่เป็นศากยบุตรพุทธชิโนรส เพราะสังขารร่างกายขณะนั้นก็เข้าสู่วัยชราแล้ว พระอาจารย์เจี๊ยะท่านจึงพิจารณาว่า

“วัยของเรานี้ผ่านไปรวดเร็วเหมือนถูกบังคับ รูปที่มีอยู่ก็เปลี่ยนไปเหมือนรูปอื่นๆ ที่เปลี่ยนไปแล้วและดับไปแล้ว เมื่อย้อนมาพิจารณาระลึกถึงตัวของเรา เราก็จะเหมือนกับตัวตนของคนอื่นที่ล่วงผ่านไปแล้วตามคติของโลก อย่างไรเลยก่อนตายเราควรจะไว้ลายศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น ควรจะตายอยู่ตามท้องถ้ำ เงื้อมผา ป่าเขา จึงจะสมน้ำสมเนื้อแห่งความเป็นนักรบธรรม”

เมื่อปรารภดังนั้นท่านจึงคิดออกวิเวกตามป่าเขาในที่ต่างๆ ตามรอยบุพพาจารย์ของท่านคือท่านพ่อลี ธมฺมธโร ในเบื้องแรกท่านออกเที่ยววิเวกที่เขาจีนและจังหวัดลพบุรี

สำนักสงฆ์ห้วยปลาหลด

 
หมู่บ้านมูเซอที่ห้วยปลาหลด
พระอาจารย์เจี๊ยะท่านออกเที่ยวแสวงหาถิ่นที่วิเวกทางกายและจิตพอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็จะเดินทางกลับมาจำพรรษาที่วัดอโศการามในฤดูฝน เพื่ออบรมสั่งสอนพระเณรเท่าที่ความสามารถที่พึงจะกระทำได้ แต่เมื่อท่านกลับเข้ามาอยู่วัดอโศการาม เป็นพระเถระผู้ใหญ่รูปหนึ่ง พระเณรก็ไม่ค่อยจะเชื่อฟังท่านมากนัก มักมองท่านด้วยสายตาว่าเป็นพระแก่เลอะเลือนไม่มีความหมาย พระบางรูปถึงขนาดดูหมิ่นว่า “ท่านเป็นพระบ้า”

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านกล่าวว่า พระทุกวันนี้มักติดรูปแบบในการปฏิบัติมากกว่าวิธีปฏิบัติจริงเพื่อถึงความพ้นทุกข์ ดังคำที่ว่า “โลกชอบ แต่ธรรมชัง หรือธรรมชอบ แต่โลกชัง” สาเหตุเพราะว่าทุก ๆ คนชอบมองแต่กิริยาภายนอกอันเป็นไปแบบสบายๆ

 
กุฏิหลวงปู่เจี๊ยะที่ห้วยปลาหลด
เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะเห็นเหตุการณ์อย่างนั้น ท่านจึงสลดใจ ครั้นออกพรรษาเวียนมาถึงฤดูแล้งอีก ท่านคิดจะแสวงหาสถานที่พักภาวนาอยู่จำพรรษาอย่างถาวร แต่ว่ายังไม่สามารถหาได้ อายุมากแล้วไม่คิดจะตะลอนรอนแรมไปที่ใดอีก ท่านจึงเที่ยววิเวกไปตามที่ต่างๆ อันเป็นที่สบายกายจิตเป็นวิหารธรรม ท่านเดินทางไปทางภาคเหนือ จังหวัดตาก เพราะคณะศิษย์ของท่านไปปักหลักอยู่ที่นั้นก่อนแล้วก็มี ไบ่พักที่ห้วยปลาหลด บ้านห้วยปลาหลด ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และที่ถ้ำช้างร้องอันเป็นเขตแดนติดต่อกัน ระหว่างจังหวัดตากกับจังหวัดลำพูน (ฝั่งช้ายป่าอมก๋อย จังหวัดตาก ฝั่งขวาลี้ จังหวัดลำพูน)

เทพบันดาล

ที่ถ้ำช้างร้อง มีเหตุการณ์ที่มนุษย์ผู้มีนัยน์ตามืดบอด อันกิเลสปกคลุมอยู่นั้น ไม่สามารถทราบได้ แต่สำหรับพุทธญาณ ตลอดจนญาณแห่งพระอริยสงฆ์นั้นท่านรับรู้ได้โดยตลอด

พระลูกศิษย์ของพระอาจารย์เจี๊ยะ รูปหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ชอบทดลองเรื่องผี เทพ เทวดา ตลอดจนพวกกายทิพย์ว่ามีจริงหรือไม่ ในที่สุดท่านก็เจอดีเข้าจนได้

เวลาที่ท่านเข้าที่นั่งภาวนา จะมีผู้หญิงคนหนึ่งเข้ามาในนิมิตเสมอๆ แสดงอาการกิริยาว่าไม่พอใจที่ท่านเข้ามาอยู่ที่นี่ อาจจะเป็นเพราะการแสดงกิริยามรรยาทไม่งามอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนี้ก็สุดแล้วแต่ใครจะคิดคาด ในขณะที่หญิงงามเข้ามาในนิมิตภาวนานั้น เธอมักจะถามว่า

“พระคุณเจ้า! มาอยู่ที่นี่ทำไม มาอยู่ป่าทำไม มาอยู่ป่าแล้ว ไม่เห็นเหล่าพระคุณเจ้า สงบกาย วาจา ใจเลย” นางถามขึ้นพร้อมกับแสดงกิริยารังเกียจ ด้วยการมองด้วยหางตา

 
บรรยากาศภายในสำนักสงฆ์ห้วยปลาหลด
“สงบยังไง ยังไงเรียกว่าความสงบ อธิบายให้อาตมาฟังซิแม่หญิง!” พระรูปนั้นสอบถามขึ้น

“ความสงบก็คือ ต้องอยู่อย่างเงียบๆ เป็นพระกรรมฐาน ต้องไม่พูดจาวาทีกับใครทั้งนั้น” นางกล่าวขึ้นพร้อมกับรูปร่างที่งดงามของนางค่อยๆ เปลี่ยนไปสู่วัยชรา จากหญิงสาวกลายเป็นหญิงแก่ หน้าไม่รับแขกที่มาเยือน ในขณะที่ผู้หญิงแก่หน้าไม่รับแขกคนนี้พูดจบลง นางก็แสดงกิริยารังเกียจเพิ่มขึ้นออกมาอย่างเห็นได้ชัด ประหนึ่งจะเป็นการประกาศสงคราม ระหว่างพระสาวกของพระพุทธเจ้ากับภุมเทวดานางหนึ่ง สรุปว่าเธอไม่ชอบใจพวกพระอย่างเรา เธอชอบพระกรรมฐานแบบพม่า

ในที่สุดจิตพระรูปนั้นก็แสดงอาการฉายกระแสลำแสงของจิตไปกระทบนางเข้าว่า

“อีฉิบหาย! กูอยู่แบบพระกรรมฐานไทยไม่ได้หรือ?”

ด้วยเหตุเพียงคำพูดกระทบเพียงเท่านี้แหละ เธอโกรธเป็นวรรคเป็นเวรแกล้งสารพัดอย่าง พระที่ไปอยู่ด้วยกันอยู่แทบไม่ได้ ลำบากลำบนเกิดอาเพศต่างๆ นานา ในขณะนั้นมีพระเข้ามาอยู่ด้วยกันหลายองค์ เมื่อภายในถ้ำก็ขรุขระมาก พระเณรจึงช่วยกันปรับถ้ำให้พออยู่ พอเดินไปได้สะดวก

ขณะที่พระเณรปรับปรุงถ้ำช้างร้องอยู่นั้น รู้สึกว่าแม่หญิงภูมิเจ้าที่ ที่เป็นผู้อารักษ์ถ้ำและสมบัติของเจ้าแม่จามเทวีจะไม่เห็นดีด้วย

เทวดาจะช่วยสร้างวัดสร้างศาลา

 
พระพุทธบาทแก่งสร้อย อยู่ไม่ห่างจากถ้ำช้างร้อง
ล่องเรือประมาณ ๓๐ นาที
พอตกตอนกลางคืน ต่างองค์ก็ต่างภาวนา พระรูปเดิมที่สามารถติดต่อกับเทวดาเหล่านี้ได้ก็เข้าที่ภาวนา ท่านภาวนาแล้วปรากฏภาพในนิมิตภาวนาของท่าน ให้เห็นสตรีคนเดิมที่เข้ามาในนิมิตของท่านบ่อยๆ คราวนี้เขามาอีก มาแปลกกว่าคราวก่อนๆ ที่เคยมา คือไม่มาเป็นคนแก่ มาเป็นคนรุ่นอายุประมาณ ๓๐ ปี รูปร่างหน้าตาดีมาก มาท้วงติงว่าทำไมพวกพระเราถึงทำอย่างนี้ และก็พูดอย่างที่เขาเคยพูดว่า

“พวกท่านเป็นพระไม่สงบ พวกท่านเป็นพระกิริยาไม่งาม” นางชี้ไม้ชี้มือด่าว่าโดยตลอด

“แม่หญิง! จะให้สงบได้อย่างไร เมื่อท้องถ้ำมันสกปรกอย่างนี้ อยากให้พระสงฆ์ก็ช่วยปรับปรุง ท้องถ้ำให้เสร็จซิ”

พระรูปนั้นพูดกับนาง ด้วยวาจาที่แสดงออกไปทางกระแสจิตที่อ่อนหวานบ้าง

“ท่านอยากทำวัด ทำศาลาสวย ๆ มั้ย?” นางถาม

“อาตมาไม่ทำหรอก ตั้งใจมาภาวนา กำจัดกิเลสออกจากจิตใจให้ใสสะอาดและที่สำคัญไม่มีเงินทำด้วย”

“พระคุณเจ้า! ทำเถอะ อันเรื่องเงินนั้นไม่เป็นปัญหาสำคัญแต่อย่างใด”

แม่หญิงเทวดาที่มาในนิมิตกล่าวยืนยันที่จะช่วยเหลืออย่างแข็งขัน

“แม่หญิง! อาตมาไม่ทำหรอก อันการสร้างวัดนี้ จะเป็นภาระติดตามมาอย่างมากมาย ความพะรุงพะรังทางใจนี้ก็มีมากอยู่แล้ว ยังมาให้อาตมาพะรุงพะรังทางกายอีกหรือ?”

เมื่อพระรูปนั้นตอบเพียงเท่านั้นนางก็ไม่ถาม อย่างใดต่ออีก อันตรธานหายไปในขณะนั้น


สายน้ำที่หน้าถ้ำช้างร้อง
เมื่อหญิงเทวดานั้น อันตรธานหายไป สร้างความงุนงงให้ภิกษุรูปนั้นมากเหลือเกิน อันความอัศจรรย์นั้น อัศจรรย์อยู่แล้ว แต่ความอัศจรรย์ที่หญิงเทวดานี้ ปรารถนาจะมาช่วยสร้างวัด นางจะมาช่วยสร้างได้อย่างไร เมื่อนางมายกหินแบกไม้ก็ไม่ได้

ท่านจึงคิดเป็นเชิงรำพึงว่า “เอ๊ะ!... พวกกายทิพย์นี้ เขาจะหาเงินมาให้มนุษย์อย่างเรานี้ด้วยวิธีใดน้อ!...”

หลังจากนั้นอีกไม่กี่วัน พระเณรที่อยู่ด้วยกันหลายองค์ ต่างก็เร่งความเพียรบางองค์นั่งภาวนา บางองค์เดินจงกรม บางองค์ทำกิจที่ควรทำ ภายในถ้ำบ้างนอกถ้ำบ้าง เวลาบ่ายตะวันคล้อยมามากแล้ว มีเรือใหญ่ลำหนึ่งล่องผ่านมาทางอุทยานแห่งชาติแม่น้ำปิง มาทางพระพุทธบาทแก่งสร้อย อาจจะแวะไปทางดอยเต่าก็ได้ หรือจะไปที่อื่นก็ได้ เพราะสายน้ำเป็นทางสามแพร่งอยู่โดยตลอด

 
พระกลับจากบิณฑบาตที่ถ้ำช้างร้อง
เรือลำนี้เป็นเรืออะไร พวกเราทั้งหลายที่อยู่ที่ถ้ำช้างร้อง ไม่มีใครสามารถรู้ได้ มองเห็นเรือแต่ไกลๆ และคนในเรือทั้งหมดนั้นก็ไม่สามารถมองเห็นพวกเราได้ เพราะอยู่กันข้างในถ้ำที่มีแต่เครือไม้ปกคลุม มองจากภายนอกแม้ผ่านเข้ามาใกล้ๆ ก็จะไม่สามารถทราบได้ว่าเป็นถ้ำหรือมีพระอยู่

เรือใหญ่ลำนั้นล่องอยู่ท่ามกลางแม่น้ำที่มองเห็นแต่ไกลๆ อยู่นาน จะไปทางซ้ายก็ไม่ไป จะไปทางขวาก็ไม่ไป จอดนิ่งและนานคล้ายว่ามีอะไร หรือว่าเรือเสียเครื่องหรือพัง แต่โดยที่สุดแล้วเรือลำใหญ่นั้น ก็ค่อยๆ ตรงดิ่งเข้ามาทางถ้ำช้างร้องที่พวกเราอยู่เหมือนว่าในเรือนั้น มีคนรู้ว่าถ้ำช้างร้องอยู่ตรงนี้ เรือนั้นล่องลอยเข้ามาเรื่อยๆ มาใกล้บริเวณที่พระเณรอยู่ และกำลังจะล่องผ่านไป ภายในเรือนั้นมีคนมากมาย พูดคุยกันเสียงดังโว้กว๊าก พระเณรที่อยู่ในถ้ำเห็นดังนั้น ก็พากันออกมาดู

เมื่อคนในเรือเห็นพระเณรเท่านั้นแหละ เขาร้องตะโกนว่า “เจอแล้ว ๆ นั่นพระอยู่ตรงนั้น” ต่างก็ส่งเสียงอึกทึกกันใหญ่เมื่อเรือเลียบฝั่งได้แล้ว คนบนเรือกลุ่มหนึ่งก็ตรงรี่เข้าไปหาพระ พร้อมกับหิ้วถุงใบเขื่องไปด้วยตัวแทนคนหนึ่งก็พูดว่า

“ท่านอาจารย์ เป็นบุญเหลือเกิน ที่ได้พบพวกท่านที่นี่”

“มีบุญอย่างไรกันละโยม มีเหตุการณ์อะไรหรือ?” พระที่อยู่ในถ้ำนั้นก็พากันกล่าวถามขึ้นด้วยความตกตื่น เพราะเขาหน้าตาตื่นมายังกับถูกผีหลอกกลางวันแสกๆ

“ท่านอา... อาจารย์ไม่มีอะไรไม่ดีหรอก ถึงมีเรื่องไม่ดีมันก็ผ่านมาและก็ผ่านไปแล้ว”

เขากล่าวขึ้นแบบตะกุกตะกักเหมือนคนติดอ่าง ทั้งที่ไม่ติดอ่าง เหมือนมีอะไรครอบงำ แล้วเขาก็หันไปหยิบธนบัตรฟ่อนใหญ่มากองไว้ข้างหน้า ก้มลงกราบแล้วกล่าวว่า

“ท่านอาจารย์และพระเณรทั้งหลาย ผมขอถวายปัจจัยทั้งหมดนี้ไว้ให้ท่าน ขอให้ท่านนำเงินจำนวนมากนี้ไปสร้างวัด”


ท่าน้ำที่หน้าถ้ำช้างร้อง
พูดแล้วเขาก็ยกมือขึ้นใส่หัว...สาธุ

“มันเรื่องอะไรกันโยม อยู่ดีๆ เอาเงินมาถวายกันเป็นจำนวนเยอะๆ พระรับเงินไม่มีต้นสายปลายเหตุไม่ได้หรอก ยิ่งพวกเราเป็นพระป่า ต้องรู้ที่มาที่ไปด้วยน้ำใจใสสะอาด”

พูดเสร็จแล้วเหล่าพระก็นั่งรอฟังว่าเขาจะว่าอย่างไร

“คือเรื่องมันเป็นไปเป็นมาอย่างนี้ครับท่านอาจารย์”

เขาพูดขึ้นพร้อมเอามือปาดเหงื่อที่ไหลซิกๆ

“เริ่มแรกทีเดียวพวกผมมาในนามนักท่องเที่ยว ล่องเรือชมวิวทิวทัศน์เพื่อปกปิดอะไรบางอย่างไว้ แท้ที่จริงแล้วเรือลำใหญ่ๆ ที่ท่านอาจารย์เห็นอยู่นั้น เป็นเรือบ่อนการพนันขนาดใหญ่ แต่แอบแฝงมาในนามเรือท่องเที่ยวชมวิวทิวทัศน์บริเวณเขื่อนภูมิพล เพื่อไม่ให้ทางการรู้ ในนั้นมีแต่พวกเศรษฐีเจ้ามือใหญ่ๆ ผมเป็นเพียงตัวแทนเขา ให้นำเงินมาถวายท่าน

เมื่อเรือท่องเที่ยวล่องมาตามลำน้ำ ก็เล่นการพนันสนุกสนานมาเรื่อยๆ ไม่ปรากฏว่ามีอะไร แต่พอมาถึงช่วงก่อนหน้านี้ไม่นานนัก การโกงกันก็เกิดขึ้น ตกลงกันไม่ได้ พวกนักเลงการพนันแบ่งออกเป็นสองฝ่าย ต่างฝ่ายต่างก็มีอาวุธอยู่ครบมือ เกือบจะยิงกันตายทั้งลำ บนเรือนั้นมีแต่เจ้าพ่อทั้งนั้น ไม่มีใครยอมใคร ต่างฝ่ายก็ต่างมีศักดิ์ศรี จึงตกลงกันว่า

“เงินทั้งหมดที่อยู่บนเรือนี้จะเป็นของใครไปไม่ได้”

“พวกเราจะทำกันอย่างไรล่ะทีนี้” หัวหน้าตัวโจกทั้งสองฝ่ายพูดขึ้น

 
วิหารน้อยซึ่งประดิษฐาน
พระพุทธรูปในถ้ำช้างร้อง เจ้าแม่จามเทวีทรงสร้าง
“เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน ถ้าเราล่องเรือไปเจอวัดเจอพระที่ไหน ก็มอบถวายท่านไปเลย ปัญหาจะได้จบ” หัวหน้านักเลงการพนันอีกฝ่ายหนึ่งพูดขึ้น

“เอาเป็นว่าตกลงกันตามนี้” หัวหน้าอีกฝ่ายโต้ตอบยอมรับแสดงความเป็นธรรม

จึงสรุปความว่า เงินนี้พวกเราจะถวายพระ ที่เจอครั้งแรกในการเดินทางต่อไปนี้ จึงมาเจอท่านอาจารย์และพระเณรนี้แหละ ในระหว่างนี้เหตุการณ์ตึงเครียดเหลือเกิน ไม่นึกไม่ฝันว่า พวกพระคุณเจ้าทั้งหลายจะมาอยู่ในป่าดงพงลึกขนาดนี้ พวกผมเห็นแล้วดีใจกันใหญ่ ไม่งั้นจะต้องฆ่ากันตายแน่ๆ

“โยมเอ๋ย. เงินของโยมพระรับไม่ได้ดอก มันมีที่มาไม่บริสุทธิ์ เอาเป็นว่าอาตมารับแล้วก็คืนให้ขืนอาตมารับไว้ พระที่นี่ก็ฆ่ากันตายอีกหรอก เงินมันมากขนาดนี้ หรือถ้าโยมมีศรัทธาจะเอาไปถวายพระที่ไหนก็แล้วแต่”

เขารับเงินคืนแล้วแสดงอาการดีใจจนลิงโลด ออกอาการไชโยโห่ร้อง เป็นทางออกที่ปลอดโปร่งโล่งใจแทบทุกฝ่าย

พระภิกษุรูปที่ติดต่อกับหญิงเทวดาได้นั้น ถึงกับอุทาทานในใจว่า

“นี้หรือที่มึงว่าจะช่วยกูสร้างวัค...หึ...อีแม่หญิงร้าย...อีแก่ มึงจะมาบังคับกูทางอ้อมหรือ”

แล้วเหตุการณ์นี้ก็ผ่านไป เป็นเหตุการณ์แรกที่ถ้ำช้างร้อง

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
หญิงเทวดาแกล้ง

    
เรือนทรงเมืองเหนือที่เจ้าแม่จามเทวีทรงสร้าง ประดิษฐานพระพุทธรูปไว้ในถ้ำช้างร้อง

รือนหลังเล็กอีกหลังหนึ่งที่อยู่ลึกเข้าไปบ้างในถ้ำ
อีกเหตุการณ์หนึ่งในวันต่อมาอีก พระเณรทำงานปรับปรุงตกแต่งถ้ำ กลางวันอากาศร้อนอบอ้าวจึงพากันไปโดดน้ำ ตูม ๆ ๆ วิ่ง...พุ่งหลาว...กระโดดตูม ๆ อย่างสนุกสนานตรงหน้าถ้ำ ท่าน้ำมีแพเป็นที่พักสำหรับพระเณร

ในคืนวันนั้น. ดึกสงัดใกล้รุ่งสาง ธาตุขันธ์ละเอียดเหมาะแก่การภาวนา พระรูปเดิม ท่านตื่นจากจำวัดเข้าที่ภาวนา ปรากฏเห็นแม่หญิงเทวดาตนเดิม เข้ามาในจิตภาวนา แต่มาในร่างใหญ่แก่หงำเหงือกนางเข้ามาหาแล้วพูดว่า

“พระคุณเจ้า.+.พระเณรอะไร วิ่งพุ่งหลาวกระโดดน้ำตูม ๆ ไม่มีสมณสารูปเอาซะเลย ไม่เรียบร้อยฉันไม่ชอบเลย บอกให้เขาหยุดนะ ถ้าไม่หยุดจะทำให้แพแตก พวกท่านจะอยู่ไม่เป็นสุข จะต้องถูกปองร้าย” นางกล่าวแล้วกสะบัดหน้าหนีแบบไม่หยี่หระ แล้วก็อันตรธานหายไป

พอรุ่งเช้า ได้เวลาเตรียมตัวจัดอาสนะที่เรือนแพอันเป็นโรงฉันน้อย ๆ เตรียมจัดบาตรเพื่อขึ้นเรือออกบิณฑบาตกับชาวประมงที่อาศัยแพเป็นบ้านที่อยู่ห่าง ๆ วัน เมื่อบิณฑบาตกลับมาจัดทำภัตตกิจท่านจึงกล่าวว่า

“ต่อไปนี้ห้ามพระเณรกระโดดน้ำหน้าถ้ำ เดี๋ยวเทวดาจะแกล้งเอา”

พูดเพียงเท่านั้น พระเณรบางรูปอาจจะไม่เชื่อ เพราะถ้าตั้งใจพูดตักเตือน เดี๋ยวหมู่เพื่อนพระจะหาว่าขี้คุย ขี้โม้

เมื่อท่านพูดเป็นเชิงเตือน พระเณรบางรูปไม่เชื่อฟัง เพราะคิดว่าเพียงแค่อาบน้ำ ไม่น่าจะมีปัญหากับเทพยดาฟ้าดินที่ไหน วันหลัง ๆ มา ก็พากันวิ่งพุ่งหลาว กระโดดน้ำตูม ๆ อยู่เหมือนเดิม วันนั้นเองเรือนแพอันเป็นที่เก็บข้าวของเครื่องใช้ทั้งหมด เกิดแตกเอียงคว่ำจะล่ม พระเณรที่อยู่บนเรือนแพนั้นก็เกิดทะเลาะวิวาทบาดหมาง แตกความสามัคคีกินแหนงแคลงใจกัน อยู่ร่วมกันไม่เป็นที่สุขใจ

พอตะวันลับไป รุ่งสางวันใหม่ เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีก มีไอ้ขี้เมาคนหนึ่งแล่นเรือมาที่ถ้ำ มาพูดจาเอะอะโวยวาย ด่าว่าพระเณรด้วนคำพูดเสียหายหยาบคาย พระเณรก็ดุไล่ให้เขาหนีไป เขาหนีไปด้วยความเจ็บใจที่พระเณรไม่ต้อนรับ เหตุเพียงพระเณรไม่ต้อนรับ เขาน่าจะเสียใจธรรมดาเท่านั้น ไม่เลย เขาเสียใจร้องไห้ฟูมฟายอย่างหนัก ผูกอาฆาตฝังลึก เขาแล่นเรือกลับไปแพที่พัก ไปเอาปืนไรเฟิ้ลอย่างดีมา

เมื่อไอ้ขี้เมามันมาถึงถ้ำ ก็ตรงไปที่พระกำลังเดินจงกรมอยู่หน้าถ้ำ ยิงปืนใส่หวังหมายฆ่าทันที เสียงปืน ปั้ง! ปั้ง! ปั้ง! หลายๆ นัด รัวๆ ติดกัน ทำเอาพระเณรที่อยู่ในถ้ำหรือบริเวณรอบๆ มุดตัวหลบซ่อนกันใหญ่ แต่เดชะ...ด้วยอำนาจพุทธานุภาพ ธัมมานุภาพ สังฆานุภาพ ปืนที่ยิงกระหน่ำใส่พระรูปที่เดินจงกรมอยู่นั้น ไม่โดนผิวให้ระคายแม้แต่นัดเดียว

พระเณรทั้งหลายที่มาภาวนาหวังฆ่ากิเลสคว่ำวัฏฏวน หนีให้พ้นการท่องเที่ยวในวัฏฏสงสาร มารวมตัวสนทนากันพักใหญ่

“นี่มันอะไรกัน” พระรูปหนึ่งเอ่ยขึ้นก่อน

“วันๆ มีแต่เรื่องแต่ราวี มาอยู่กลางป่ากลางเขาอดอยากทุกข์ทรมาน เพื่อหาธรรมนำตนให้พ้นภัย นี่อะไรมีแต่เรื่องให้ขุ่นข้องหมองใจอยู่ไม่วายเว้น เดี๋ยวก็เรื่องโน้น เดี๋ยวก็เรื่องนี้ นี่อยู่ดีๆ ก็มีคนขี้เมาจะเอาปืนมาฆ่าพระ โอ๊ย!... อยู่ไม่ได้แล้วทีนี้ ขืนอยู่ไปจะต้องบ้าตายก่อนได้ธรรมอย่างแน่นอน”

“ผม ผมบอกพวกท่านแล้วว่า อย่ากระโดดน้ำหน้าถ้ำ เทวดาเขาไม่ชอบพวกท่านก็ไม่เชื่อ”

พระรูปที่นิมิตเห็นเทวดากล่าวขึ้น พระทั้งหลายที่นั่งฟังอยู่บางองค์ก็เชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เพราะเกิดมาไม่เคยเห็นเทวดาซักที

ยักษ์ดำผู้มาช่วยเหลือ

ในคืนวันที่โกลาหลนั้น พระรูปเดิมท่านเข้าที่ภาวนาอย่างที่เคยทำมาอยู่ประจำพิจารณาธาตุขันธ์ส่วนต่าง ๆ แยกแยะอย่างที่พระอาจารย์เจี๊ยะสอน จนกระทั่งจิตรวมใหญ่ จากหัวค่ำจนกระทั่งเกือบรุ่งเช้า เมื่อถอยจิตออกมาขั้นอุปจารสมาธิเห็นยักษ์ตนหนึ่ง ตัวดำมะเมื่อม ในนิมิตภาวนานั้น มีลักษณะคล้ายคน แต่รูปร่างโตกว่าคน แสดงอาการรักใคร่เหล่าพระเณร เคารพนบนอบ เข้ามาแสดงคารวะด้วยการกราบแล้วพูดว่า

“พระคุณเจ้า! ผมเป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี ถูกท่านพ่อลีทรมาน อบรมสั่งสอนมาในทางศาสนา หวังว่าจะมารับใช้พระคุณเจ้า ขอพระคุณเจ้าโปรดเมตตา”

เขาพูดเสร็จก็นั่งพับเพียบลงราบพื้น พนมมืออยู่โดยตลอด ภิกษุรูปนั้นจึงกล่าวขึ้นว่า

“ไอ้ดำ ตอนนี้พวกอาตมาที่เข้ามาอาศัยถ้ำเป็นที่ภาวนานั้นกำลังได้รับความทุกข์ เพราะมีหญิงเทวดาตนหนึ่งคอยกลั่นแกล้งซ้ำแล้วซ้ำเล่า เจ้าดำ...เจ้าพอจะช่วยเราได้ไหม”

เขาแสดงอาการนิ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่าตอบรับในภารกิจที่ได้มอบหมาย

เช้าวันต่อมา พระเณรทั้งหลายต่างออกบิณฑบาตพร้อมพรั่ง นั่งเรือล่องบิณฑบาตกับชาวแพก็เกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดอีกครั้งหนึ่ง พวกชาวแพทั้งหลายเกิดแตกคอทะเลาะกัน จะฆ่าพวกเดียวกันเอง เมาหยำเป ใช้ปืนไรเฟิ้ล ปืนลูกซองยิงกัน มีแต่ปืนชนิดดีๆ ทั้งนั้น ไอ้คนที่ไปยิงพระกลับถูกเขาไล่ยิงหนีตายมาทางแพที่พระจอดหรือกำลังรับบาตรอยู่ แม่ของมันวิ่งมาคว้าจีวรพระ

“พระ..ช่วยด้วย ๆ ” เขาร้องลั่นให้ช่วยอยู่อย่างนั้น

“ช่วยด้วย...มันจะฆ่าลูกฉันแล้ว”

พวกพระก็จับไอ้ขี้เมาคนเดิมนั้นแหละดึงขึ้นเรือ มาที่ถ้ำช้างร้องอย่างปลอดภัย

พอต่อมาภายหลังทุกๆ คนก็เคารพพระ ศรัทธาเลื่อมใส และมีนิมิตหมายอะไรดีๆ เกิดขึ้นในทางที่เป็นมงคล เหล่าพระภิกษุสามเณรก็ภาวนาเป็นผาสุก


สายน้ำเส้นทางสู่ถ้ำช้างร้อง
นึกว่าเรื่องราวทั้งหลายจะจบลงเหมือนในภาพยนตร์ คือพระเอกได้รับชัยชนะ แต่ความจริงไม่เป็นอย่างนั้น ดวงจิตใดก็ตามที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจกิเลส กรรมวิบาก นั้นก็แสดงว่า ดวงจิตยังมีโลภ โกรธ หลง อิจฉา ริษยา อยู่เนืองๆ ไม่ว่าจะน้อยหรือมากก็ตาม ภพภูมิต่างๆ ที่จิตยังไม่บรรลุถึงวิมุตติพระนิพพาน ก็ย่อมมีอันธพาลฝังรากลึกภายในจิตเป็นธรรมดา

เมื่อพระรูปเดิมเข้าที่ภาวนาทั้งกลางวันกลางคืน จะเห็นสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องปกติธรรมดาไปเสียแล้ว นั่งก็เห็น ยืน เดิน นอน ก็เห็น เสมือนว่า เป็นปกติธรรมดาเหมือนมนุษย์ทั่วไป เพราะธรรมชาติของจิตเป็นธรรมชาติรู้ในสิ่งที่ละเอียด ธรรมชาติของตาเป็นธรรมชาติที่มองเห็น ธรรมชาติของหูเป็นธรรมชาติได้ยินเสียง ธรรมชาติของลิ้นก็จะรู้รสซาติต่างๆ นี้เป็นหลักธรรมชาติที่เป็นกลาง ไม่เอนเอียง ถ้าผิดปกติจากนี้เรียกว่า ผิดธรรมชาติ

ธรรมชาติของร่างกาย ก็สามารถจับยกสิ่งต่างๆ ได้ตามประสงค์ ธรรมชาติของวาจาก็พูดให้ได้ยินเสียง แต่ธรรมชาติของใจเป็นธรรมชาติรู้ ไม่มีอะไรปิดกั้นได้ ทะลุดิน ทะลุฟ้า เพราะใจเป็นนักรู้ เป็นนามธรรม ผ่านดินพินต้นไม้ ภูเขาได้หมด นี้เป็นธรรมชาติของใจแท้ดั้งเดิม ไม่มีอะไรจะสามารถปิดกั้น เหมือนนึกรักนึกชัง ไม่มีใครจะมาสามารถห้ามธรรมชาตินั้นได้ เป็นธรรมมีอยู่จริง แต่มนุษย์บุคคลที่ถูกกิเลสอวิชชา ตัณหา อุปาทาน ครอบงำดวงจิตปิดเสียจนมืดมิด ก็จะไม่มีปัญญาทราบสิ่งเหล่านั้นได้เลย ประหนึ่งว่าธรรมชาติเหล่านั้นไม่มีจริง เหมือนนรกไม่มี สวรรค์ไม่มีพรหมโลก พระนิพพานไม่มี ทั้ง ๆ ที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยืนยันเอาว่า มีอยู่จริง

อุบายของหญิงเทวดา

เมื่อพระรูปนั้นท่านเข้าที่ภาวนาด้วยอิริยาบท ๓ คือ ยืน เดิน นั่ง ภาวนา หญิงเทวดาก็เข้ามาในจิตภาวนาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เธอมาแปลกแสดงอาการออดอ้อน ทำเป็นมิตรเพื่อนบ้านที่ดี เป็นห่วงเป็นใยเข้ามาหา ยิ้มมาแต่ไกล กล่าวว่า

“พระคุณเจ้า!. ผู้เจริญ ดิฉันมีกิจธุระบางอย่างจะต้องทำ จะต้องไปจ่ายกับข้าว เพื่อนำปัจจัยสี่มาถวายพระคุณเจ้า ดิฉันขอฝากถ้ำให้พระคุณเจ้าช่วยดูแลหน่อย ดิฉันไปล่ะเดี๋ยวจะสาย ตลาดจะปิด” นางพูดแล้วก็ล่องหายไปในเวหา ทำความฉงนให้พระรูปนั้นเป็นอย่างยิ่ง

“มันจะไปจ่ายกับข้าว ยังไงว้า!” ท่านฉุกคิดขึ้นมาในใจ “มันจะหาบมาหรือว่ามันจะซื้อกุ้งหอย ปู ปลา มาผัด มาทอดเอง หรือว่า มันจะทำยังไง คิดแล้วชวนให้งง โว้ย!..” ท่านอุทานฮึดฮัดขึ้นมาในใจ จะบอกใครก็ไม่ได้ว่า “มีเทวดามาบอกว่าจะไปจ่ายตลาด” ช่างเถอะ...เดี๋ยวก็รู้เห็นกันไปเองว่า “มันจะไปจ่ายตลาดยังไง” คิดยังงี้ท่านก็เงียบเฉยนิ่งรอดูอยู่

อีกวันสองวันต่อมา ขบวนผู้คนแห่แหน เอิกเกริกเสียงกลองยาวดังตุ้มต๊ะ ตุ้มต๊ะ ตุ้ม! ตุ้ม! บางจังหวะก็โจ๊ะจึ่งจึ้ง จึงโจ๊ะจึ่งจึ้ง! ฟ้อนรำขับร้อง โห่ฮิ โห่ฮิ้ว!ๆ แล้วๆ เล่าๆ ตามสายน้ำปิง ทำให้ลิงค่าง บ่างชะนี ตามลำน้ำแตกกระเจิงหนีกันไปหมด มันคงนึกว่า สงครามโลกจะเกิด หรือไม่ก็โลกจะแตก เพราะไม่เคยมีเสียงทำนองนี้มาก่อน หมู่มัจฉาปาณกชาติที่ดำผุดดำว่ายหากินอยู่แถวนั้น แตกกระเจิงดิ่งพสุธาลงไปใต้ท้องธารา เพื่อรอดูเหตุการณ์ข้างบนว่ามันเกิดอะไรขึ้น

เสียงนารีขับร้องฟ้อนรำก็ใกล้เข้ามาเรื่อยเหมือนพลังดูดของแม่เหล็ก ประหนึ่งว่าจะฉุดคร่าเอาดวงใจน้อยๆ ของพระบวชใหม่ ให้ดับดิ้นไปต่อหน้าต่อตา เพราะความเป็นผุ้ที่ยังมีอินทรีย์น้อย เยื่อใยอาลัยกับโลกอยู่ ทำให้ใจพระเต้นตึกๆ ตามจังหวะกลองยาว แต่ไม่แสดงออกทางกาย

เมื่อขบวนเรือมาถึง มีคนลงมาคราคร่ำ ใส่ของมาเต็มลำเรือ เรือแทบจะหัก เสียงตีกลองร้องเพลง ดังลั่นสนุกสนานกัน ตามสายน้ำปิงอยู่อย่างนั้น เขาจัดขบวนแห่มาอย่างสวยงาม ปานประหนึ่งว่างานเทศกาลประจำปี เขาเข้ามาแล้วก็เอาของมาถวายพระ เล่าเรื่องราวต่างๆ ให้ฟังว่า “ท่านอาจารย์ พวกผมฝันดีมีโชค ในฝันนั้นบอกว่า ถ้าประสบโชคดีสมหวัง ให้มาทำบุญ ทอดผ้าป่าที่ถ้ำช้างร้อง ที่อุทยานแม่ปิง พวกผมสืบเสาะแสวงหารู้ ก็ได้จัดมาถวายท่านที่นี่”

จากนั้นมาพระไม่เป็นอันอยู่เป็นสุขในการภาวนา ไกลแสนไกลคนก็มา มาจากที่ต่างๆ มาด้วยความหวังแปลกๆ พระถ้ำช้างร้องดังกระหึ่มใหญ่ “เอาอีกแล้ว... เป็นเรื่องอีกแล้ว พวกเราไม่ได้อยู่เป็นสุข เหมือนเจตนารมณ์เดิมที่จะออกจากโลกสงสาร คนพลุกพล่านไปมายังกะในเมือง ไม่สงบ เอาอีกแล้ว มันดลบันดาลอีกแล้ว ต้องเป็นอีหญิงเทวดาแก่นี้แน่ที่เล่นงาน กลั่นแกล้งพระอีกแล้ว มันบอกว่าจะไปจ่ายตลาด นี่แสดงว่ามันไปจ่ายตลาดมาแล้ว ข้าวของที่ถ้ำนี้จึงแทบไม่มีที่ปลงวาง มันมาแผนใหม่เพราะแผนเก่าที่มันเคยใช้ไม่ได้ผล มันเป็นเทวดาอหังการไม่ยอมใคร” พระรูปดังกล่าวท่านรำพึงรำพันร่ำๆ ภายในใจ

นิมนต์หลวงปู่เจี๊ยะไปปราบเทวดา

เรื่องผู้หญิงที่เป็นเทวดาอารักษ์เฝ้าถ้ำนี้ ไม่ว่าจะหลับตาหรือลืมตาก็เห็น ส่วนภายนอกบริเวณถ้ำนั้น ก็เห็นเช่นเดียวกันเยอะแยะไปหมด

ในที่สุดเมื่อพวกพระต่อสู้ไม่ไหว และไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นอีกในวันข้างหน้า จึงไปนิมนต์ท่านอาจารย์ใหญ่ (หลวงปู่เจี๊ยะ) มาเพื่อปราบผีและเป็นสิริมงคล

โดยไปกราบเรียนพระอาจารย์เจี๊ยะว่า “ท่านอาจารย์ครับ พวกผมไปภาวนาไปอยู่ถ้ำ ต่อสู้กับภุมเทวดาไม่ไหวแล้ว เนี่ยอะไร เยอะแยะกว่าคนอีก”

เมื่อท่านรับทราบดังนั้นท่านจึงเดินทางมาที่ถ้ำช้างร้อง เพราะปกติท่านก็เป็นพระที่ชอบอยู่ตามถ้ำ ในป่าลึกๆ มีน้ำท่าสะดวกสบาย บรรยากาศที่ถ้ำช้างร้องก็เป็นดั่งที่ท่านต้องการ

เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะเข้ามาถึงถ้ำช้างร้องในตอนพลบค่ำ ท่านเข้าที่จำวัด ก่อนนอนนั่งภาวนา ปฏิบัติเป็นวิหารธรรม อยู่ในถ้ำสบายๆ ส่วนพระองค์ที่ไปกราบนิมนต์ท่านมา แอบนึกภายในใจว่า “เอาเลยมึงอีแก่! ทีนี้จะแสดงฤทธิ์เดชอะไร เอาเลย อาจารย์ใหญ่ของพวกเรามาแล้ว มึงแสดงให้เต็มที่เลยนะ”

พอตอนเช้าเท่านั้นแหละพระอาจารย์เจี๊ยะก็พูดขึ้นว่า

“หมู่เอ้ย!... เมื่อคืนนี้มีหญิงที่เป็นภุมเทวดาเจ้าที่คนหนึ่งเข้ามากราบ นุ่งขาวห่มขาว แต่งตัวเรียบร้อย กิริยาที่กราบงดงามมาก สถานที่นี่เป็นสิริมงคลดีนะ น่าอยู่” ท่านพูดแสดงอาการรื่นเริง ในธรรมและรมณียสถาน

สำหรับพระอาจารย์เจี๊ยะแล้วเขาลงใจทุกอย่าง แต่กับพวกเราเขาไม่เคารพเลื่อมใสเลย พวกเราก็รู้อยู่ในใจว่า เขาพยายามจะทดสอบอะไรบางอย่าง ที่เขาไม่เคารพเลื่อมใสคงเป็นเพราะเราไม่ถึงธรรมอย่างพระอา

จารย์เจี๊ยะท่าน เขาจึงแสดงกิริยาผิดกันราวฟ้ากับดิน

บันดาลให้ฟ้าผ่า


หลวงปู่เจี๊ยะโดยสารเรือไปถ้ำช้างร้อง
เทวดานี้เขาก็เหมือมนุษย์นั่นแหละ เวลาจะนับถือพระรูปใด หรือจะเอาพระรูปใดเป็นอาจารย์เขาต้องดูให้ดีและต้องทดสอบดูก่อน เรียกว่ามาเหล่ดู ถ้าเขาไม่ชอบก็นินทาเอาเลยเหมือนกัน เรื่องนี้พูดให้ใครฟังเขาก็ว่าบ้าทั้งนั้น เพื่อนพระก็เหมือนกัน เมื่อเป็นดังนั้นจึงต้องทดสอบเพื่อลดความบ้าลง คือลดสิ่งที่คนอื่นเขาคิดว่าเราเป็นบ้าลง จึงให้เณรเขียวไปจุดธูปแล้วอธิษฐาน เณรก็ได้อาสาไปทำตามนั้น เข้าไปกราบพระจุดธูปแล้วอธิษฐานจิตว่า “ถ้าถ้ำช้างร้องนี่มีเทวาอารักษ์ศักดิ์สิทธิ์จริงขอให้แสดงอภินิหารเป็นที่ประจักษ์”

เมื่อจุดธูปเทียนได้ไม่นานนัก ฟ้าผ่ากลางวันแสก ๆ ฟ้าผ่าลงกลางแม่น้ำหน้าแล้ง ๆ ไม่มีเค้าฝน เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง! สายฟ้าแลบ แปล๊บ! ๆ สายฟ้าฟาดเปรี้ยง! ลงกลางแม่น้ำ ทั้ง ๆ ที่อากาศปกติ ฟ้าจะแลบก่อนแล้วก็ผ่าเปรี้ยง!!!! เปรี้ยง ๆ ๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว น้ำกระเซ็น กระเด็น กลางแม่น้ำหน้าถ้ำ เหตุการณ์นี้ทุก ๆ คนเห็นประจักษ์จึงต้องยอมรับโดยดุษฎี

พระองค์หนึ่งตะโกนขึ้นด้วยความพลั้งเผลอตกใจว่า “ว้าย! ผีมีจริง เทวดามีจริง หวื้อ!!! น่ากลัว” ตั้งแต่พระอาจารย์เจี๊ยะก้าวเท้าเหยียบแผ่นดินแผ่เมตตา จึงสงบสุขตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

นี้แหละความวิเศษของพระพุทธศาสนา ให้คนรุ่นใหม่ได้เห็นเรื่องบาป เรื่องบุญ นรก สวรรค์ พระนิพพาน ตลอดจนเทวบุตรเทวดามีจริง จะได้ไม่หลงระเริงเที่ยวสนุกสนาน ทำแต่ความชั่วชนิดที่ไม่มีวันกลัวตาย หรือบางคนหลงถึงขนาดคิดว่า ตายแล้วสูญ


ถ้ำเล็กๆ ที่หลวงปู่ใช้นั่งปฏิบัติธรรมที่ถ้ำช้างร้อง
ตอนที่อยู่ถ้ำช้างร้องนั้น นอกจากแม่เฒ่าที่เป็นอารักษ์อยู่ที่นั่นแล้วบางทีบางคืนยังมีกายทิพย์ เป็นสัตว์วิเศษชนิดต่างๆ มาเยี่ยมกราบพระอาจารย์เจี๊ยะ และบินมาทักทายในนิมิตภาวนา เป็นพวกครุฑ เขาจะบินมาจับบนหลังถ้ำตัวใหญ่มาก นานๆ เขาจะมาทีหนึ่ง เขาเข้ามากราบเรียนว่าเป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี เขาเคารพท่านพอลีมาก

วันไหนที่เขามา ตอนเช้ามันจะมีเหตุแปลกอยู่อย่างหนึ่งคือ งูจะต้องตาย งูเขียวหางไหม้ หรืองูชนิดต่างๆ เอาเป็นว่าต้องมีงูตาย ถ้าวันไหนครุฑมาตอนกลางคืน วันนั้นต้องมีงูตาย

บางทีได้กระซิบเณรเขียวว่า เณรเมื่อคืนนี้มีพญาครุฑมา ถ้าพญาครุฑมาต้องมีงูตาย เพราะทุกๆ ครั้งที่เขามาต้องมีงูตาย อันนี้ก็ไม่ทราบสาเหตุว่าเป็นเพราะเหตุใด เมื่อพญาครุฑมางูจึงต้องตาย

เณรเขียวนั้นก็รู้สึกว่าจะไม่ค่อยเชื่อ อันนี้จึงต้องมีการพิสูจน์ คืนไหนพญาครุฑมาต้องรีบบอกเณรก่อนว่า เณรคืนนี้พญาครุฑมาแล้วนะ เณรคอยดูนะจะมีงูตายรึเปล่า เณรไปดูก็มีงูนอนตายอยู่ในถ้ำ ไม่มีรอยแผล รอยถูกตีหรือถูกจิก งูก็ตายไปเฉยๆ อย่างนั้นเอง ต่อมาทั้งพระทั้งเณรก็เชื่อและเคารพในคุณธรรมของพระอาจารย์เจี๊ยะอย่างสนิทใจ ออกจากถ้ำช้างร้องแล้ว ท่านก็เดินทางกลับไปยังวัดอโศการาม

พรรษาที่ ๔๘ -๖๘ (พ.ศ. ๒๕๒๗ - ๒๕๔๗ มรณภาพ)

จำพรรษาที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม

 
ณ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม บ้านคลองสระ ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานีภายในขอบเขตแห่งขัณฑสีมา อารามแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๔ โดยคณะศรัทธาได้ถวายที่ดินแก่หลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน หลวงตาได้นิมนต์หลวงปู่เจี๊ยะมาอยู่เป็นเจ้าอาวาส

จากท้องทุ่งป่าสนใบดกหนาสี่เหลี่ยมผืนผ้านี้ รายรอบด้วยทุ่งนาเขียวขจี ได้กลายเป็นอารามป่ากรรมฐานใกล้เมืองกรุงฯ ที่ร่มรื่นอบอวลไปด้วยกลิ่นศีลธรรมของสมณะศิษย์กรรมฐานสายท่านพระอาจารย์มั่น และกลิ่นแมกไม้นานาพันธุ์น้อยใหญ่ที่ปลูกขึ้นรายรอบทั่วบริเวณ ๑๔๖ ไร่ ๓ งาน ๘๘ ตารางวา

ภาพแห่งพระมหาเถระผู้เฒ่า พูดจาเสียงดังฟังชัดออกกิริยาท่าทางไร้มารยา นัยน์ตามีแววมุ่งมั่นรูปหนึ่ง ซึ่งทุกคนเรียกติดปากว่า “หลวงปู่เจี๊ยะ” นั่งสนทนาธรรมกับสานุศิษย์เพียงไม่กี่คนใต้กุฏิเพิงหญ้าหลังเล็ก ๆ มีจีวรเก่ากั้นเป็นฉากหลัง... นี่คือ สมณานญฺจ ทสฺสนํ การเห็นสมณะผู้สงบสันโดษ เป็นมงคลอย่างสูงสุด

เสียงเทศนาธรรมของท่านกล่อมเกลาจิตใจสานุศิษย์...วันแล้ว...วันเล่า มิได้ขาด

ในกาลต่อมา ตำนานชีวิตของท่านเริ่มมีผู้เล่าขาน เมื่อหลวงตามหาบัวได้กล่าวชมยกย่องสรรเสริญว่า “เป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง เป็นเพชรน้ำหนึ่ง” ที่หาได้โดยยากยิ่ง

ประชาชนญาติโยม ที่ทราบเรื่องจากทิศานุทิศ ต่างหลั่งไหลมาทำบุญและสนทนาธรรมไม่ขาดสาย ด้วยความเมตตาต่อสัตว์โลกอันไม่มีประมาณ ท่านจึงดำริสร้างกุฏิ ศาลาปูนหลังพอประมาณ ใช้ทำกิจสงฆ์และสำหรับต้อนรับประชาชนญาติโยมที่มาทำบุญและปฏิบัติธรรม จากอารามเล็กๆ จึงกลายเป็นอารามที่ใหญ่โต

ศาลาวัดป่าภูริทัตตปฏิปทารามนั้นเป็นที่ประดิษฐานพระประธาน ภาพบูชาของพระบูรพาจารย์คือ ท่านพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระอาจารย์ตื้อ อจลธมฺโม พระอาจารย์ฝั้น อาจาโร พระอาจารย์ขาว อนาลโย ท่านพ่อลี ธมฺมธโร

 
ด้านข้างศาลามีโรงไฟ สำหรับซักย้อมจีวร ฉันน้ำปานะฯลฯ ถัดจากนั้นไปทางด้านทิศใต้เป็นที่อยู่ของพระภิกษุ ทางด้านทิศตะวันออกเป็นโรงครัวและเขตอุบาสิกาที่เข้ามาพักปฏิบัติธรรม

ด้านหน้าศาลาเป็นที่ตั้งของภูริทัตตเจดีย์ เป็นเจดีย์แปดเหลี่ยมสร้างด้วยหินอ่อน ภายในปูด้วยหินแกรนิต ยอดทำด้วยทองคำ อันงามสง่าควรค่าแก่การบูชาของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และพระทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต มีหินแกะสลักรูปพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และของหลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ที่ลูกศิษย์สร้างถวาย

มีพระสงฆ์มาจำพรรษาอยู่กว่า ๓๐ รูป ต่างผลัดเวรกันมาดูแลทำความสะอาด พระรูปใดที่ไม่มีหน้าที่ หลังจากฉันเช้าเสร็จแล้ว จะไปปฏิบัติธรรมอยู่ในกุฏิที่ปลูกอย่างเรียบง่ายในป่า ห่างกันพอประมาณ

กุฏิสงฆ์ภายในวัดแบ่งออกเป็น ๒ ประzท

๑. กุฏิแบบถาวรเพื่อต้อนรับพระเถระที่ชราภาพ และสำหรับพักฟื้นพระอาพาธที่เดินทางจากต่างจังหวัดมารับการรักษาที่กรุงเทพฯ

๒. กุฏิแบบเรียบงาย พอแกการบังแดด ลม ฝน ขนาดกว้างยาวเพียงพอแก่การอยู่เพียงรูปเดียว ฝาผนังใช้ผ้าจีวรเก่ากางกั้น น่าศรัทธาเลื่อมใสเป็นอย่างยิ่ง

ทุกกุฏิจะมีทางจงกรมอย่างน้อย ๑ เส้น ยาวประมาณ ๒๕ ก้าว อยู่ใต้ร่มไม้สนดูร่มเย็นเป็นลานทางปราบกิเลสตัวขี้เกียจขี้คร้าน อานิสงส์ของการเดินจงกรมคือ ทนต่อการเดินทางไกล ทนต่อการบำเพ็ญเพียร มีอาพาธน้อย ย่อยอาหารได้ดี ทำสมาธิได้นาน

 
หลวงปู่นั่งบนแคร่ใต้ต้นสนที่ท่านใช้เป็นหอฉันเมื่อเริ่มสร้างวัดป่าภูริทัตฯ
กุฏิแต่ละหลังห่างกันพอประมาณ มีคูน้ำกางกั้น เพื่อให้สัปปายะเหมาะแก่การบำเพ็ญสมณะธรรม...พบอริยะธรรม

กิจวัตรประจำวันของพระสงฆ์ที่นี่ คือ ยามเช้าก่อนออกบิณฑบาต พระภิกษุสามเณร ขัดถูปัดกวาดศาลาและบริเวณรอบ ๆ ส่วนพระคิลานุปัฏฐากประมาณ ๘ รูป ก็ผลัดเปลี่ยนกันดูแลหลวงปู่เจี๊ยะในยามอาพาธ มิให้ขาดตกบกพร่อง

ในเวลาบ่ายโมง พระเณรทั้งหมดมารวมฉันน้ำปานะ บ่ายสามโมงเย็น ทำข้อวัตรปัดกวาดเสนาสนะ ขัดถูกุฏิศาลา บริเวณวัด หน้าวัด ทำความสะอาดห้องน้ำห้องส้วมอย่างพร้อมเพรียงกัน และกิจวัตรประจำวันที่สำคัญยิ่ง คือการนั่งสมาธิภาวนา เดินจงกรม สร้างสติปัญญามีความเพียรกล้า หาทางแผดเผากิเลสด้วยวิธีการต่าง ๆ ตามที่หลวงปู่เจี๊ยะสั่งสอน เพื่อดับไฟคือความรุ่มร้อนกระวนกระวายภายในจิตใจให้เหือดแห้งไป

หลวงปู่เจี๊ยะท่านจะสอนพระเณรอยู่เสมอว่า “...พระหัวโล้น ๆ ถ้าสั่งสมจีวรสังฆาฏิ ข้าว น้ำ อาหาร ฯลฯ ไว้มาก ๆ เท่ากับพยายามสั่งสมข้าศึกให้กับตัวเอง ชีวิตพระควรอยู่อย่างบางเบา ไม่ควรมีอะไรเป็นเครื่องกังวล การภาวนาฆ่ากิเลสให้ตายไปจากใจสำคัญที่สุด”

ความเงียบสงบ และเสียงใบสนต้องลมดังหวิว ๆ คือ บรรยากาศของวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ที่มีหลวงปู่เจี๊ยะเป็นเจ้าอาวาส

        
หลวงปู่เจี๊ยะขณะทำงานที่วัดป่าภูริทัตปฏิปทาราม

หลวงปู่ไปเอาไม้แก่นขามที่ล้มอยู่ข้างศาลเจ้า จ.ราชบุรี

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
หลวงตามหาบัวชมเชยในคุณธรรม

หลวงตาได้เล่าเรื่องสร้างวัดป่าภูริทัตฯ และชมเชยในคุณธรรมหลวงปู่เจี๊ยะไว้ว่า...

เริ่มแรกทีเดียว พี่ชายของท่านนพดล (พระอาจารย์นพดล นนฺทโน) ได้ถวายที่ให้เราสร้างวัด มองหาใครที่จะมารับภาระให้เป็นที่แนใจตายใจ ก็มองเห็นแต่ท่านอาจารย์เจี๊ยะเท่านั้น จึงไปนิมนต์ท่าน พูดเหตุผลให้ฟังว่า

“เพราะวัดนี้ต่อไปจะเป็นวัดที่แน่นหนามั่นคง จึงควรมีครูบาอาจารย์ที่เป็นหลักเป็นเกณฑ์มาอยู่ ก็มองเห็นแต่ท่านอาจารย์เท่านั้นล่ะ จะพอสงเคราะห์กันได้มั้ย? ญาติโยมแถวนี้ ย่านนี้ เป็นย่านที่พอเหมาะพอดี”

เมื่อเรานิมนต์ ท่านก็รับด้วยดีนะ

....ท่านอาจารย์เจี๊ยะทางด้านจิตใจท่านดี ดีมาตั้งแต่บวชทีแรก พูดถึงธรรมภายในท่าน ท่านดีไม่ใช่ธรรมดา แต่กิริยาภายนอกท่านก็อย่างนั้นแหละ เราจึงบอกเฉพาะในวงศ์ลูกศิษย์ที่ใกล้ชิด ที่ไว้ใจได้ เพราะภายนอกกับภายในไม่เหมือนกัน จริตนิสัยของคนเราไม่เหมือนกัน

แล้วหลวงตาจึงได้กล่าวเตือนบรรดาลูกศิษย์ลูกหาทั้งหลายว่า อย่าไปมองท่านผิดนะ เพราะเรากับท่านอยู่ด้วยกันมานาน รู้กันทุกสิ่งทุกอย่างกับอาจารย์เจี๊ยะ แต่กิริยาภายนอกท่านก็เป็นของท่านอย่างนั้น อย่าดูท่านแบบผิวเผิน อย่าคิดตำหนิว่า ทำไมพระถึงเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวเป็นอกุศลกับตัวเองนะ

อาจารย์เจี๊ยะ สิ่งภายนอกนี้ทำให้คนรู้สึกไปในทางลบได้ กิริยาท่านภายนอก ท่านว่าอะไรตรงไปตรงมา ก็ท่านเป็นคนจีนลูกเจ๊ก เข้าใจมั้ย?...(หัวเราะ) บ๊งเบ๊ง ๆ อย่างนั้นนะ แต่เวลาเอาภายใน ไม่มีใครเอาละเอียดเท่าท่านนะ เรื่องความละเอียดภายในไม่มีใครสู้ท่าน


ศาลา ๒ ชั้น ที่เป็นทั้งอุโบสถ โรงฉัน และใช้ทำพิธีทางศาสนา
บริขารของพ่อแม่ครูบาอาจารย์มั่นเรียบร้อย ใครไปแตะไม่ได้นะ ใครไปแตะท่านรู้ทันที ผิดนิดหนึ่งท่านรู้ ใคร ๆ มาทำนี้วะ เหอ ๆ ขึ้นเลย คือไปผิดของท่าน ท่านทำไว้เรียบร้อยทุกอย่างนะ เราเองยังไม่กล้าเข้าไปแตะอะไรที่ท่านอาจารย์เจี๊ยะไปทำไว้แล้ว เราไม่เข้าไปแตะเลยนะ เพราะเราสู้ท่านไม่ได้ว่างั้นเถอะ” (หัวเราะ) ไม่เห็นพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นได้ตำหนิตรงไหน

เพราะฉะนั้นอาจารย์เจี๊ยะจึงเป็นลูกศิษย์พ่อแม่ครูอาจารย์ พูดให้ตรง ๆ ไปเลยว่า เป็นลูกศิษย์ก้นกุฏิหลวงปู่มั่นก็คืออาจารย์เจี๊ยะนี่องค์หนึ่ง โอ...ท่านเมตตามากนะ เวลาท่านปฏิบัติต่อท่านอาจารย์เจี๊ยะนี่ก็แบบเดียวกัน กับอาจารย์เจี๊ยะนี่ท่านจะไม่พูดธรรมดาละ บ๊งเบ๊งใส่กันเลย (หัวเราะ)แต่เมตตามากนะ

จากนั้นอาจารย์เจี๊ยะก็มาจำพรรษากับเราในฐานะเป็นเพื่อน ไม่ใช่ฐานะครูฐานะอาจารย์ด้วยกัน ที่วัดป่าบ้านตาด ฐานะเป็นเพื่อนฝูง จำพรรษาด้วยกันที่วัดป่าบ้านตาด เพราะฉะนั้นจึงรู้นิสัยท่านได้ดีทุกอย่าง นิสัยท่านภายนอกไม่น่า แต่ภายในละเอียดลออมากนะ

...เพราะนิสัยวาสนาไม่มีใครละได้ นอกจากพระพุทธเจ้าเท่านั้น พระองค์ทรงละขาด ไม่นำกิริยาของโลกมาใช้เลย

...ส่วนนอกนั้น ใครจริตนิสัยเป็นอย่างไร จริตนิสัยนี้จะไม่เปลี่ยนแปลง จะเปลี่ยนแปลงได้เฉพาะภายในจิตใจเท่านั้น คือมีกิเลสอยู่ภายในเท่าใดก็ชำระสะสางกันไป จนถึงขั้นบริสุทธิ์ บริสุทธิ์แล้วกิริยานี้ก็เหมือนเดิม

...กิริยาของพ่อแม่ครูอาจารย์มั่น กิริยาของท่านพลิกไบ่ตามเหตุการณ์ด้วยความรวดเร็วของปัญญา เพราะฉะนั้นใครไปเกี่ยวข้องใกล้ชิดกับท่านจึงต้องระมัดระวัง ไม่งั้นโดนดุ กิริยาของท่านจับได้เพียงแต่ว่า เป็นนิสัยอาชาไนย คือสง่าผ่าเผย องอาจกล้าหาญคล่องแคล่ว ผู้ใดนอกนั้นสู้ไม่ได้เลย


เป็นวัดโดยสมบูรณ์

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะรับนิมนต์ของหลวงตามหาบัวแล้ว ท่านจึงดำเนินการสร้างวัดให้เป็นหลักฐานมั่นคง ถูกต้องตามพระธรรมวินัยและขั้นตอนของกฎหมายบ้านเมือง ดังนี้

๑.ได้ซื้อที่ดินเพิ่มเติมอีก ๑๒๓ ไร่ ๑ งาน ๑๘ ตารางวา (รวมกับที่ดินเดิมที่คณะศรัทธาถวายหลวงตา ๒๓ ไร่ ๒ งาน ๗๐ ตารางวา รวมเป็น ๑๔๖ ไร่ ๓ งาน ๘๘ ตารางวา)

๒. ดำเนินการขออนุญาตสร้างวัดในวันที่ ๒๘ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๗ อาศัยความตามข้อ ๓ แห่งกฎกระทรวง ฉบับที่ ๑ (พ.ศ. ๒๕๐๗) ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ กรมการศาสนา ด้วยความเห็นชอบของกระทรวงศึกษาธิการและมหาเถรสมาคม อนุญาตให้ นายแพทย์นินาท ชินะโชติ คุณหญิงนันทกา สุประภาตะนันท์ นายแพทย์เฉก ธนสิริ อยู่บ้านเลขที่ ๒๔ แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร สร้างวัดขึ้นที่บ้านคลองสระ หมู่ ๒ ตำบลคลองควาย อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี

๓. ดำเนินการขอวิสุงคามสีมาในวันที่ ๒๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๓ ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเรื่องพระราชทานวิสุงคามสีมา มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ...ให้วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ...กำหนดวิสุงคามสีมา กว้าง ๔๐ เมตร ยาว ๕๐ เมตร ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๐๗ ตอนที่ ๒๐๐ วันที่ ๔ ตุลาคม ๒๕๓๓

ปฏิปทาที่ไม่เหมือนใคร

 
กุฏิหลวงปู่เจี๊ยะหลังปัจจุบัน
แรกเริ่มทีเดียวมีกระต๊อบหลังเล็ก ๆ มุงด้วยหญ้าคา มีจีวรผืนเก่ากั้นเป็นห้อง เป็นที่หลบแดด หลบฝน เหลือบ ยุง และสัตว์เลื้อยคลาน มีเตียงทำด้วยไม้ไผ่ทำเป็นที่ฉันและที่นอนใต้ร่มไม้สน ด้านหลังมีคลองน้ำเป็นเขตแดน ท่านอยู่แต่เพียงเดียวดายไม่ค่อยมีลูกศิษย์ แม้แต่คนถิ่นแถวนั้นก็ไม่ค่อยรู้จักท่าน

การก่อสร้างวัดของท่าน เมื่อเห็นสิ่งของ เช่น เศษไม้ เศษสังกะสีเก่า ๆ เป็นต้น ที่คนเขาทิ้ง ท่านก็จะขอบิณฑบาตมาสร้างกุฏิที่พัก ท่านมัธยัสถ์มากเห็นคุณค่าแห่งของทุกสิ่ง เก็บหอมรอมริบสม่ำเสมอ ทำงานทั้งวัน ตีเหล็กตีขวาน ทุบหิน จนบางครั้งพระลูกศิษย์บางรูปไม่เข้าใจต้องเข้ามากราบเรียนถามท่านว่า

“หลวงปู่ ผมไม่เข้าใจหลวงปู่เลย ทำไมหลวงปู่ต้องทำอย่างนี้ ต้องทำขนาดนี้ ต้องเป็นอย่างนี้”

“เฮ้ย!..มันเข้าใจง่าย ๆ ซะที่ไหน ผมอยู่กับปู่มั่น บางทีผมก็ยังไม่เข้าใจเลย ต้องพยายามเข้าใจ เดี๋ยวจะเข้าใจเอง” ท่านตอบห้วน ๆ แล้วจึงตีขวานต่อเสียงดังเพ้ง! เพ้ง! เพ้ง!...

...และสอนลูกศิษย์ต่อว่า “ในสมัยที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่น ผมต้องอดทนมาก ผมเป็นคนกินยาก แสลงเรื่องอาหาร ผมอยู่กับท่านสามปี สี่แล้ง กินแต่ข้าวเหนียวกับกล้วย อาหารอย่างอื่นมี แต่ผมกินไม่ได้ ถ้าไม่มีกล้วยผมต้องกินแต่ข้าวเปล่า ๆ ทำให้ท้องอืด ไม่ถ่าย อากาศก็หนาวเหน็บถึงกระดูก ตามแขนตามขาผิวแห้งไปหมด ไปขอยากับหลวงปู่มั่นก็ไม่มี เมื่อไม่มียาท้องอืดจะตาย ผมใช้นิ้วล้วงลงไปในลำคอลึก ๆ เพื่อให้อาเจียนออกมา จะได้สบายท้องนิ้วมือนี้แหละเป็นยา ผมยังไม่เคยบ่น เรื่องนี้มีแต่ท่านอาจารย์มหาบัวรู้ คนอื่นไม่รู้ ผมยังไม่เห็นตายเลย”

พระลูกศิษย์ที่ติดตามท่านมานาน ๆ บางองค์ก็น้อยใจในวาสนาอาจารย์ของตนว่า

“อาจารย์ของเรานี่ เป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์ใหญ่มั่น แต่เวลาเดินทางไปไหนก็ไปสิบล้อ โบกสิบล้อไป หลวงปู่สิม หลวงปู่ชอบ หลวงปู่สาม หรือพระกรรมฐานรุ่นหลังๆ ไปไหนมีรถเก๋งมารับ ถูกนิมนต์ให้ไปเจิมแอร์สยาม รถเบ็นซ์ รถไฟ ฯลฯ มีคุณหญิงคุณนายนับหน้าถือตา อาจารย์ของเราช่างด้อยวาสนาเสียจริง ๆ โบกขึ้นแต่รถสิบล้อ อาจารย์องค์อื่นถูกนิมนต์ไปฉันบ้านนายพล บ้านคุณนาย อาจารย์ของเราพาฉันแต่น้ำพริกกุ้งแห้ง แถมยังยกเว้นกะปิอีก น้ำพริกปลาทูก็ไม่ให้ใส่กะปิ บางทีเพื่อนพระที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์อื่น ๆ เขาก็ล้อว่า ‘พวกท่านมีอาจารย์กับเขาทั้งที มักไม่เหมือนคนอื่นเขาน้อ!’ ก็ได้แต่ทำไว้ในใจว่า ‘เอาละวะ ถึงท่านจะเป็นอย่างไรก็ตาม เราก็มั่นใจในคุณธรรมของท่าน แม้หลวงตาบัวยังชมท่านไม่ขาดปากว่า เป็นผ้าขี้ริ้วท่อทอง’ คิดเพียงเท่านี้ก็เป็นที่ปลงใจสำหรับลูกศิษย์พระกรรมฐาน

    
หลวงปู่เจี๊ยะไปหาไม้มาทำพื้นศาลาวัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ที่จังหวัดกาญจนบุรี
หลวงปู่เจี๊ยะเมื่อเห็นศิษย์คิดอย่างนั้น ท่านก็สอนเป็นธรรมะไพเราะเคาะสนิมใจให้ศิษย์รื่นเริงในธรรมบ้างว่า

“ท่าน... ธรรมดาว่าชาวนาไม่มีข้าวกิน ย่อมไม่มี...คนดีย่อมไม่มีสิ่งชั่ว...คนใบ้ ย่อมไม่ไปทะเลาะกับคนอื่น...คนตื่น ย่อมไม่มีภัย...คนที่ใจฝึกมาดีย่อมไม่มีไหวหวั่น อยู่ได้ทุกที่ ขี้ได้ทุกทาง”

เมื่อท่านพูดเสร็จมีพระเดินคู่กันมาสองรูป ท่านจึงตะโกนด่าเสียงดัง

“เฮ้ย!.. ไอ้ฉิบ... ใครสอนให้ท่านทำอย่างนี้ การเดินเคียงคู่กันแบบนี้ เดินแบบหนุ่มสาวชาวโลก กิริยาแสวงหากิเลสไม่ใช่กิริยาแสวงหาธรรม หลวงปู่มั่นท่านตำหนิอย่างหนัก อย่าทำเด็ดขาด”

ถ้ำอินทนิล

ด้วยอุปนิสัยที่ท่านชอบป่าเขาท้องถ้ำ...

...เมื่อออกพรรษาย่างเข้าฤดูแล้ง ปี ๒๕๒๗ หลวงปู่เจี๊ยะท่านเดินออกเที่ยววิเวกไปทางจังหวัดตาก อำเภอแม่สอด ไปอยู่ตามดอยมูเซอห้วยดงพงลึก อาศัยบิณฑบาตกับพวกชาวเขา ฉันไปวัน ๆ ห้วยปลาหลด ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่ชอบไปเที่ยวภาวนาบ่อย ๆ ออกจากห้วยปลาหลดแล้วท่านก็เดินทางไปถ้ำอินทนิล ถ้ำบ่อลูกรัง ถ้ำอินทนิลท่านเคยปรารภว่า

 
“เราชอบที่สงบสงัดโดยเฉพาะถ้ำ นิสัยเราชอบถ้ำ หากเราพบถ้ำอินทนิลนี้ก่อนมาอยู่วัดป่าภูริทัตฯ เราจะอยู่ที่ถ้ำอินทนิล ไม่ได้มาอยู่ที่นี่

ถ้าเราป่วยใกล้จะตาบ ก่อนตายให้หามเรามาที่ถ้ำอินทนิลนี้ ให้นำเรามาที่นี่ พระกรรมฐานต้องตายตามถ้ำเงื้อมผา มันถึงจะสมญานามลูกศิษย์ตถาคต”

เดิมทีถ้ำอินทนิลนี้ เขาเรียกว่าถ้ำพะวอ ปากถ้ำหันหน้าไปทางทิศใต้ มีถ้ำเล็กๆ ต่างๆ ล้อมรอบมีถ้ำเพชร ถ้ำพลอย เป็นที่อาศัยของสัตว์ป่าทั้งหลายมีช้าง เสือ เป็นต้น แม้ปัจจุบันนี้ยังมีร่องรอยเป็นที่สังเกตภายในถ้ำ มีรอยช้างเอาสีข้างมาถูหินย้อยระย้าลงมาจากผนังถ้ำรอย เสียดสีไปมาจนเป็นมันเลื่อมแพล้บ ๆ

 
     
 
หลวงปู่เจี๊ยะที่วัดถ้ำอินทนิล
หลวงปูเจี๊ยะท่านเป็นพระเถระใจเด็ด ชอบไปเที่ยวภาวนาตามถ้ำ ตามเงื้อมผา ตามป่าตามเขาไกล ๆ เพราะปกตินิสัยของท่านไม่ชอบคลุกคลีด้วยหมู่คณะ เหมือนกับครูบาอาจารย์ของท่าน คือท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปรารภอยู่เสมอว่า

แม้นเราจะมีผมหงอกแล้ว เดินขาเป๋ เซหน้าเซหลัง เป็นขรัวตาสูงอายุ แสดงกิริยาท่าทางอ่อนแอไม่ปรารถนาความเพียร ไม่ปรารถนาหาที่วิเวก เราก็จะเป็นเพียงคนแก่คนหนึ่งที่เรียกว่า “โมฆชิณฺโณ”คือ แก่เสียชาติเกิด”

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
ไปเผยแผ่ศาสนาที่สิงคโปร์ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

 
 
 
น้ำท่วมใหญ่ที่วัดป่าภูริทัตฯ เมื่อปี ๑๕๓๘ พระต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทาง
ในปี พ ศ ๒๕๓๘ เกิดอุทกภัยน้ำท่วมวัดป่าภูริทัตตปฎิปทารามเป็นครั้งที่ ๒ หลวงปู่เจี๊ยะได้แสดงนิมิตให้พระลูกศิษย์ที่ไปภาวนาบนดอยอ่างขางเห็นเกือบทุกคืนว่า “ลงมา กูจะไปสิงคโปร์”

พระรูปนั้นเมื่อออกพรรษาก็รีบลงมาจากดอย โทรศัพท์หาโยมที่เป็นลูกศิษย์ใกล้ชิดหลวงปู่ที่กรุงเทพฯ เขารีบบอกทันทีว่า “ครูบา รีบลงมาหลวงปู่จะไปสิงคโปร์”

เมื่อพระรูปนั้นลงมาก็เข้าไปกราบเรียนท่านว่า “หลวงปู่จะไปสิงคโปร์หรือ?”

หลวงปู่ก็ว่า “ก็ไปซี...ไอ้ห่า...กูตะโกนเรียกมึงลงมาตั้งกี่คืนแล้วไม่เห็นมา...ไอ้ห่า..แม่เ-ด”

หลวงปู่ตบท้ายด้วยสำนวนประจำองค์

ที่ท่านปรารภเช่นนี้ จะเพราะเหตุอะไร ไม่มีใครอาจสามารถทราบเหตุผลที่แท้จริงได้

เพราะโดยปกติในระยะหลัง หลวงปู่จะไม่ยอมเดินทางไปที่ไหนไกลๆ ท่านมักจะบ่นเจ็บก้นอยู่เสมอ แต่ด้วยอำนาจของความเมตตาแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ที่หลวงปู่มีต่อสัตว์โลก ไม่ว่าจะเป็นใคร เชื้อชาติไหน ใกล้หรือไกล หากเป็นธรรมที่พอจะสงเคราะห์ให้สัตว์โลกได้ดวงตาเห็นธรรมแล้ว ถึงยากลำบากเพียงใด ท่านจะอุตส่าห์พยายามไปโปรดเสมอ การที่ท่านเดินทางไปต่างไปประเทศในครั้งนี้จึงต้องมีความหมายพิเศษแห่งธรรมภายในที่ท่านรู้เหตุการณ์ล่วงหน้าเป็นแน่แท้

เอาขวานไปฝากชาวสิงคโปร์

หลวงปู่เดินทางด้วยสายการบินไทย แต่มีเรื่องที่น่าคิดและน่าขำสำหรับครูบาอาจารย์ พระป่าที่ท่านเป็นผู้สละโลกแล้ว มายาของโลกกับท่านจึงต่างกันอยู่มาก

วันที่ท่านเดินทางไปที่สนามบิน ก่อนขึ้นเครื่อง ต.ม. (ตรวจคนเข้าเมือง) จะต้องตรวจก่อน หลวงปู่สะพายย่ามไม่ยอมให้ ต.ม. ตรวจ เพราะท่านไม่เข้าใจระเบียบของโลกสมัยใหม่

“เฮ้ย! กูไม่ให้ตรวจ”

พระก็บอกว่า “ปู่ไม่ตรวจไม่ได้ มันผิดกฎหมาย”

“เหรอ.. กูไม่รู้”

เวลา ต.ม. ตรวจข้าวของในย่ามของท่าน เทออกมามี มีด หัวขวานที่ยังไม่ได้ใส่ด้ามหลายอัน ไขควง ๗-๘ เล่ม และเครื่องใช้ต่างๆที่เกี่ยวกับเหล็กที่ท่านตีเอง

หลวงปู่บอกว่า “มึงดูดีๆ หน่อย เดี๋ยวมันจะขโมยของกู มึงต้องคอยป้องกันกู กูไปดีจะเอาไปฝากคนที่โน่น” ท่านพูดกับพระลูกศิษย์ที่ไปด้วย

เหตุการณ์ในขณะนั้นตลกขบขันมากก็ตอนที่ ต.ม.ตรวจย่ามของหลวงปู่ ท่านไม่อยากให้เขาตรวจย่ามท่าน แต่มันจำเป็น ย่ามใบนั้นจึงถูกดึงยึกยัก ยื้อกันไปมาระหว่างหลวงปู่กับเจ้าหน้าที่ ต.ม. ดูแล้วน่าตลกและน่ารักดีเหมือนกัน

การบินไทยบริการดีมาก

เมื่อขึ้นเครื่องบิน ท่านนั่งชั้น Business Class (ชั้นธุรกิจ) เมื่อท่านนั่งอยู่บนเครื่องบิน

“โอ้ย! ปวดท้องฉี่โว้ย!” หลวงปู่บอกลูกศิษย์

“หลวงปู่ห้องน้ำอยู่ตรงนั้นเดี๋ยวจะพาไป” พระลูกศิษย์หันมากราบเรียน

“กูไม่ไป กูจะฉี่มันตรงนี้แหละ” ท่านพูดเสียงดังๆ เหมือนอยู่วัด

“ตรงนี้คนเยอะครับ อายเค้า” พระกราบเรียน

“เฮ้ย! ไอ้ฉิบหายอายทำไมวะ” ท่านพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น แสดงเจตนาที่แท้จริง

แล้วท่านก็หยิบกระโถนที่นำไปด้วย ฉี่เสียงดังจ๊อกๆ แอร์โฮสเตสเดินผ่านไปมาทำยิ้ม เพราะเขาไม่เคยเห็นใครทำแบบนี้ และผู้โดยสารอื่นก็นั่งมองด้วยอาการแปลกๆ แต่สำหรับหลวงปู่ท่านไม่เห็นใครเป็นคนแปลกหน้าเลยท่านสบายๆ เมื่อท่านปัสสาวะเสร็จ สจ็วตได้เข้ามาหาพระแล้วพูดว่า “ผมจะนำกระโถนไปเทให้ครับ” การบินไทยเขาบริการดีมาก ช่วยเทปัสสาวะของท่านให้โดยไม่รังเกียจเลย

ม.ร.ว.อดุลยกิติ์ กิติยากร ให้กงสุลใหญ่มารับ

เมื่อเดินทางถึงประเทศสิงคโปร์ ม.ร.ว.อดุลยกิติ์ กิติยากร สั่งคุณอดิศักดิ์ ซึ่งเป็นกงสุลใหญ่อยู่ที่สิงคโปร์มารับท่านถึงเครื่องบิน หลวงปู่ถามว่า

น้ำท่วมใหญ่ที่วัดป่าภูริทัตฯ

เมื่อปี ๒๕ต๘ พระต้องใช้เรือ

เป็นพาหนะในการเดนทา

“ใคร ใครนั่น” เพราะท่านไม่ทราบ

“ผมอดิศักดิ์ครับ เป็นเอกอัครราชทูตประจำสิงคโปร์ครับ หม่อมราชวงศ์อดุลยกิติ์ให้มารับหลวงปู่ครับ” ท่านกงสุลใหญ่ตอบ

“เออ ไป ไป” หลวงปู่พูดสั้นๆ

หลวงปู่ท่านไม่เป็นคนเจ้ายศเจ้าอย่าง ชอบทำอะไรสบายๆ จึงไม่รบกวนท่านกงสุลใหญ่ แล้วท่านก็พูดว่า “เขาทำหน้าที่อำนวยความสะดวกให้เราผ่านก็พอแล้ว เราไม่รบกวนเขา”

คนสิงคโปร์ถูกรางวัลที่ ๑


หลวงปู่พักที่บ้านโยมอ่อนี้ ที่ประเทสิงคโปร์
ท่านได้เข้าพักบ้านโยมอ่อนี้ และไปเทศนาธรรมที่วัดป่าเลไลยก์ ได้อบรมสมาธิภาวนาทุกคืนพาญาติโยมนั่งสมาธิครั้งละ ๒ ชั่วโมง คนสิงคโปร์พากันแปลกใจว่าพระแก่ๆ ทำไมนั่งไม่ขยับเขยื้อนได้นานขนาดนี้

ขณะที่ท่านพักอยู่บ้านโยมอ่อนี้ มีวันหนึ่งท่านตื่นนอนช้ากว่าทุกวัน (ปกติพอพระเคาะประตูเรียก ท่านจะให้สัญญาณกระแอมให้รู้ พระจะเข้าไปทำวัตรปฏิบัติต่อองค์ท่าน เช่น เทกระโถนหรือรินน้ำชาถวาย เป็นต้น) แต่วันนั้นท่านนอนเอาจีวรคลุมศีรษะ พระแง้มประตูเปิด แต่ไม่กล้าเข้าไปหลวงปู่ดึงผ้าที่คลุมลงมาแล้วเรียกพระด้วยเสียงเบาๆ

“มานี่ มึงมานี่” แล้วท่านก็ลุกขึ้นนั่งตัวตรงปุบปับ แล้วพูดออกท่าทางมีรสชาติมากว่า

“เฮ้ย! เมื่อคืนมันฉิบหายว่ะ” พร้อมกับเอามือตบลงที่หัวเข่าของท่านเองดังป้าบๆ เหมือนสะใจ อะไรบางอย่าง

“มันฉิบหายว่ะ” ท่านย้ำหนักแน่น เมื่อคืนเข้าสมาธิจิตสว่างไสวมาก โอ้โฮ ไม่ได้เข้าจิตอย่างนี้มาหลายปีแล้ว คืออย่างนี้นะ ถ้าใครเข้ามาหาเรา อยากอธิษฐานอะไร อธิษฐานไปเลย มันได้แน่นอน ให้เรียกญาติโยมทุกคนมาฟังธรรม ในวันนี้เราจะแสดงธรรม

หลังจากท่านแสดงธรรมเทศนาจบลง ท่านได้ปรารภว่า วันนี้ใครปรารถนาอะไรให้อธิษฐานเอา ผลปรากฏว่า มีโยมคนหนึ่งอธิษฐานขอถูกรางวัลที่ ๑ แล้วเขาก็ถูกจริงๆ คนอื่นๆ ที่อธิษฐานอะไร ก็ได้ตามอธิษฐานนั้น เป็นที่น่าอัศจรรย์อย่างมาก

ปราบผีที่ปีนัง


หลวงปู่ที่เกาะปีนัง
ขณะที่ท่านพัวค้างที่บ้านโยมอ่อนี้นั้น มีพระมาจากปีนัง ประเทศมาเลเซีย ชื่อครูบาจำนงมากราบนิมนต์ท่านไปปราบผีมิจฉาทิฏฐิที่เกาะปีนังผีดุมากจะสร้างวัดก็สร้างไม่ได้ เมื่อหลวงปู่ท่านนั่งหลับตาพิจารณาพักหนึ่งท่านก็ตอบว่า “ไป ไปเลย” จากสิงคโปร์นั่งเครื่องบินไปเกาะปีนัง มาเลเซียพอเสร็จจากแผ่เมตตาปราบผีที่ปีนัง ท่านก็เดินทางลงมาเรื่อยๆ ถึงเมืองอีโปว์

โปรดโยมยูโปว์ เอ็ง ชาวมาเลเซีย

ที่จังหวัดอีโปว์ หลวงปู่พักที่สมาคมชาวพุทธ มีหญิงจีนชาวมาเลเซียชื่อยูโปว์ เอ็ง อายุ ๖๗ ปี ภาวนามา ๑๘ ปี เกิดปฎิภาคนิมิต เห็นร่างกายเป็นอสุภะ หลับตาเมื่อไรเห็นร่างกายของตนเองในสมาธิภาวนา เปื่อยเน่า ผุพัง บุบสลาย เห็นเป็นกองกระดูก น่าสลดสังเวช และน่าสะพรึงกลัว เธอจึงปรึกษาสามี สามีก็ว่าเธอเป็นบ้า จิตวิปริต เสียสติ เธอจึงเที่ยวเสาะหาครูบาอาจารย์ ทั้งในมาเลเซีย สิงคโปร์ และในที่อื่นๆที่พอจะรู้จัก ก็ให้ภาวนายุบหนอพองหนอ

พระธรรมทูตในสมัยนั้น ยังไม่มีใครมีความรู้ที่แท้จริงแนะแนวการสอนสมาธิแบบนี้ได้ สอนแค่เพียงให้ดูลม ยุบหนอ พองหนอ แกก็ตอบพระว่า

“โห ! ท่าน จิตฉันมันไม่ยอมยุบหนอพองหนอแล้ว จิตมันไม่ไปกับคำบริกรรมแล้ว หลับตาลงมันก็เป็นของมันเอง”

เมื่อเธอไม่มีครูบาอาจารย์ที่พอจะอบรมสั่งสอนได้ จึงหันมาอดอาหาร ขังตัวเองในห้องดูปฎิภาคนิมิตเป็นเวลา ๗ วัน ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปฏิภาคนิมิต อันน่าสะพรึงกลัวนั้นได้

จนในที่สุด เมื่อเธอทราบว่าหลวงปู่เจี๊ยะเป็นพระกรรมฐานเดินทางมา จึงดีใจเป็นอย่างยิ่ง รีบเดินทางมากราบและเล่าความแห่งปฏิภาคนิมิตนั้นให้หลวงปู่เจี๊ยะฟัง หลวงปู่จึงสั่งให้เธอนั่งสมาธิกำหนดปฏิภาคนิมิต แล้วท่านก็สอนทันทีว่า “ให้กำหนดจิตเข้าที่เก่าที่เคยเห็า แล้วให้กำหนดเตโชกสิณ ตัดและเผาอสุภะนั้นเสีย อย่าให้เหลืออะไรอยู่อีก”

พอจิตเธอวางอสุภะนิมิตเท่านั้นแหละ เกิดรวมใหญ่ขึ้นทันที เมื่อเธอถอนจิตออกจากสมาธิแล้วได้ตะโกนร้องไห้โฮๆ พร้อมทั้งน้ำตาด้วยความปีติ อิ่มเอิบใจ กราบแล้วกราบเล่าอุทานพร้อมทั้งตะโกนด้วยเสียงอันดังด้วยความตั้งใจว่า “ฉันเจออาจารย์แล้วๆ ๑๘ ปีเพิ่งจะเจออาจารย์ในวันนี้”

เมื่อพระอาจารย์จันทร์เรียน คุณวโร ทราบว่าหลวงปู่ไปต่างประเทศได้โทรศัพท์จากเมืองไทยไปหาหลวงปู่ ท่านจึงบอกว่า “จันทร์เรียน ให้มาสิงคโปร์ช่วยกันหน่อย เพราะที่นั่นมีแต่คนภาวนา แต่ไม่มีคนสอน ส่วนเมืองไทย มีแต่คนทำทาน ไม่มีคนภาวนา เราไปช่วยคนภาวนาติดขัดได้คนหนึ่ง มาแค่นี้ก็คุ้มแล้ว” หลวงปู่พูดด้วยความเบิกบานใจ

หลวงปู่ท่านรักคนภาวนา สาเหตุที่ท่านเดินทางไปสิงคโปร์เพราะมีคนสิงคโปร์มาถามเรื่องภาวนากับท่านบ่อยๆ บางคนมาถามธรรมะข้อเดียวแล้วบินกลับประเทศก็มี หลวงปู่ท่านกล่าวว่า

“น่าสงสารจริงๆ บินมาถามข้อเดียวก็กลับไป สู้เราไปคนเดียวไม่ดีหรือ จะได้ช่วยเขาเป็นพันๆ หมื่นๆ ทั้งๆ ที่แสบก้น เจ็บหลัง ก่อนท่านมาสิงคโปร์มีญาติโยมหลายคนห้ามปรามท่าน ท่านก็ดุเอาว่า

“ไอ้ห่า..งี่เง่า นึกว่าเราไม่มีสติปัญญาหรือไร”

ท่านได้โปรดญาติโยมที่เมืองอีโปว์แล้วจึงเดินทางไปที่ KL (กัวลาลัมเปอร์) เสร็จจาก KL ก็บินกลับมาที่สิงคโปร์อย่างเดิม พักที่บ้านโยมอ่อนี้

ปราบผีดุมากที่เกาะบาตั้ม

 
หลวงปู่ที่ถ้ำสุขาวโน
ที่อีโปร์ มาเลเซีย
ในขณะที่พักที่สิงคโปร์ มีอีกเหตุการณ์หนึ่งที่น่านำมาพิจารณาและเป็นคติ คือ มีโยมคนอินโดนีเซียมานิมนต์ท่านไปที่เกาะบาตั้ม อินโดนีเซีย เพราะที่นั่นเขาร่ำลือกันว่าผีดุมาก เฮี้ยนมาก คนงานที่โรงงานล้มป่วยมากโดยไม่ทราบสาเหตุของโรคที่เป็น เจ้าของโรงงานไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี เพราะไม่มีใครกล้ามาทำงาน คนงานกลัวหนีหมดเลย หาหมอผีมาจากที่ต่างๆ ก็เอาไม่อยู่ เฮี้ยนมากๆ เขาจึงมานิมนต์หลวงปู่ไป นั่งเรือไฮโดรสปีดจากสิงคโปร์ไปเกาะบาตั้มประมาณ ๔๐ นาที

เมื่อไปถึงที่โรงงานแห่งนั้น หลวงปู่ท่านอุทานว่า “โอ้โฮ ! ผีเยอะฉิบหายเลย”

ท่านจึงให้เขาเอาผ้าขาว ผ้าแดง มาเขียนยันต์ แล้วนำมาห่อก้อนหินแล้วจึงนั่งสมาธิปลุกเสก ในขณะที่ทำพิธีอยู่นั้นหลวงปู่กระซิบบอกพระว่า

“เฮ้ย! อย่าไปบอกใครนะ เดี๋ยวถึงหูอาจารย์มหาบัวเข้า ด่าผมแน่เลย”

เมื่อปลุกเสกเสร็จ ท่านขึ้นนั่งรถเข็นให้พระเข็นไปตามทิศทางที่ท่านสั่ง

หลวงปู่ที่ถ้ำสุขาวโน ที่อีโปว์ มาเลเซีย

พระและญาติโยมที่เกาะปีนังมาทำบุญกับหลวงปู่

ท่านกำหนดสมาธิแล้วบอกทิศทางให้พระเขวี้ยงก้อนหินไล่ผีตามที่ท่านสั่ง เดี๋ยวก็ทางซ้าย เดี๋ยวก็ทางขวา เสียงเขวี้ยงดังปัง ปัง ปัง บางทีพระเขวี้ยงไม่ถูกตามจุดที่ท่านส่ง ท่านก็บอกว่า “นั่นมันหนีไปทางนั้นแล้ว เข็นๆ ตามมันไป”

พระรูปนั้นท่านเล่าว่าเหมือนในหนังโปเยโปโลเย ยังไงยังงั้นเลย

 
พระและญาติโยมที่เกาะปีนังมาทำบุญกับหลวงปู่
เมื่อพระทำไม่ทันใจท่าน ท่านพยายามลุกขึ้นมาทำเอง เข้าท่านสวมใส่รองเท้าไม่ได้ ท่านเอาเชือกมัดรองเท้าให้ติดกับเท้าแล้วพันๆ หลายๆ รอบ เดินเป๋หน้าเป๋หลัง จวนเจียนจะล้ม

“มาจับกูหน่อยซิไอ้ห่า กูจะล้มอยู่แล้ว” ท่านตวาดเสียงดัง

“ไอ้ผีพวกนี้มันหนีไว ชักช้าไม่ได้เราต้องเร็ว”

เมื่อเสร็จพิธีท่านก็พักอยู่ที่นั่น ๒ วัน จึงเดินทางกลับสิงคโปร์ มาพักที่วัดป่าเลไลยก์ คืนที่พักวัดป่าเลไลยก์นั้นท่านเล่าว่า

“โอ้โห ผีใหญ่เบ้อเริ่มเทิ่ม ดำปึ้ดเลย จะมาทับท่าน เกิดมาในชีวิตผมเจอผีดุ ๒ ครั้ง ครั้งแรกที่วัดเขาแก้ว ครั้งนี้ผีดุ แม่งมันใหญ่ฉิบหายเลยจะมาทับ โอ้โห อย่างใหญ่ เมื่อคืนปราบไปเรียบร้อยส่งไปเกิดแล้ว สบาย” ท่านพูดจบแล้วหัวเราะยิ้ม ๆ

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นองค์ที่ ๑ อยู่ในหัวใจ

ในขณะที่ท่านเที่ยวโปรดชาวสิงคโปร์ มาเลเซีย อินโดนีเซีย ไม่ว่าท่านจะเดินทางไปในที่ใดก็ตาม ท่านจะพูดถึงการสร้างเจดีย์ถวายท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต เสมอ มีอะไรสวยๆ งามๆ ท่านซื้อมาไว้ประดับเจดีย์ ท่านบอกพระติดตามว่า

“พุงเราเต็มแล้ว” ท่านชี้ที่พุงท่าน (พุงหมายถึงเงิน)

“เรามีเงินพอแล้วที่จะสร้างเจดีย์ถวายหลวงปู่มั่น ใครไม่ช่วยเราก็ไม่กลัว เรามีเงินพอแล้ว ทำได้สบายเลย ไม่ต้องไปเรี่ยไรคนมาทำบุญ แล้วแต่ใครจะทำบุญ ไม่ทำเราก็พอ”

หลังจากนั้นเมื่อนั่งรถเดินทางไปที่ไหนๆ เจอหินเป็นไม่ได้ ไปปีนัง อีโปว์ เจอหินโด่เด่ตั้งขึ้นมาตามข้างทางไม่ได้เลย

“หยุดๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ยู้ด... หยุดรถ ถอย ๆ ๆ ๆ ถอยหลังก่อน”

ท่านจะโขยกเขยกเดินลงไปดูเอง พระกราบเรียนท่านว่า

“ปู่ผมว่าหินนี้ที่เมืองไทยก็มีเยอะแยะ แถวสระบุรี อาจจะมีดีกว่านี้ก็ได้”

“ไหนๆ ไหนๆ มาแล้วก็อย่าให้เสียเที่ยวสิ ไอ้โง่ โง่งี่เง่า ไอ้ห่า !”

พระรูปนั้นโดนด่าพร้อมกับถูกเขกกะบาลไปหนึ่งที

“โง่ ไม่รู้จักคิด” ท่านย้ำสอนพระรูปนั้นอีก

    
หลวงปู่แวะชมสวนนกจูล่ง
หลวงตามหาบัวเป็นองค์ที่ ๒ อยู่ในหัวใจ

ขณะที่อยู่ที่สิงคโปร์ จีวรหลวงปู่ขาดตอนนั่งรถ ขาดเป็นทางยาว

“จีวรผืนนี้ท่านมหาบัวเย็บให้ผมนะ ขาดได้ยังไงวะ โอ้ย! เสียดายๆ ท่านเอามือลูบคลำจีวรแสดงอาการเสียดายมาก แล้วท่านก็เย็บเองทั้งๆ ตาก็ไม่ดี และลืมเอาแว่นไปด้วย

ใช้ปัญญาซิ

แม้กระทั่งการตากผ้า ก็สอนพระให้ดูทิศทางลม เหมือนตอนที่ท่านอยู่กับพระอาจารย์มั่น โดยท่านสั่งให้พระขึงเชือกที่ถนนอยู่กลางหมู่บ้านที่เป็นคอนโดมิเนียม

“เค้าไม่ให้ขึงครับ” พระบอก

“ไอ้ห่า กูให้มึงขึง ขึงไปซิ” หลวงปู่เอ็ดพระ

พอพระขึงเชือกเสร็จ

“ไอ้โง่ มึงต้องดูทิศทางลมซิ ขึงยังไง”

“ก็ปู่ให้ผมขึง” พระตอบแบบกลัวๆ

“ไอ้โง่ ถ้ากูให้มึงตาย มึงไม่ตายหรือไอ้ห่า ขึงใหม่ หาทิศทางลม เห็นมั้ย ลมมันมาทางนี้ ต้องใช้หัวมั่ง พระโง่ๆ ทั้งนั้น ภาวนาเป็นที่ไหน มันไม่ดึงเชือก ไม่ใช้หัว ใช้ปัญญา ใซ้ปัญญาซิ” ท่านสอนแบบภาคปฎิบัติ

    
หลวงปู่พักที่บ้านโยมอ่อนี้ ที่ประเทสิงคโปร์
พระยอดธง

โยมกันยาโย เป็นชาวสิงคโปร์ มากราบหลวงปู่ ท่านหลับตาแล้วพูดว่า

“มึงเอาพระยอดธงไป มึงต้องใส่ให้ดีๆนะ”

“ทำไมครับ”

“เออ! มึงใส่ดี ๆ”

พอวันรุ่งขึ้นแกไปทำงาน ตอนกลับแกลืมของที่สำนักงาน กำลังสร้างตึกสูง จึงหันหลังกลับ คล้ายมีใครมาดึงชายเสื้อ พอดีเหล็กข้ออ้อยแท่งเบ้อเริ่มเทิ่มตกลงมาจากข้างบนเฉียดตัวแกในขณะที่เอี้ยวตัวนิดเดียว แกบอก

“โอ้โห ถ้าอยู่ตรงนี้หัวเละ”

นึกถึงหลวงปู่ บึ่งมาหาหลวงปู่ทันที และเรียนถามหลวงปู่ว่า

“ปู่รู้ได้ยังไง เมื่อกี้ผมเกือบตาย”

“เออ! ไม่ตายแล้ว มึงมีพระคุ้มครอง กูให้มึงไปแล้วนี่”

จากนั้นแกก็มากราบปู่ทุกปี เพราะบอกว่า “ชีวิตผมถ้าไม่มีปู่ ผมก็ตายแล้ว”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านไปสิงคโปร์ทั้งหมด ๓ ครั้ง คือปี ๒๕๓๘ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๔๑ จากนั้นหลวงปู่บอกว่า ดูจะไม่มีโอกาสมาที่นี่อีกแล้ว ให้บอกโยมที่นี่นะ ถ้าจะไปหาก็ไปเมืองไทย”

แล้วปู่ก็ไม่ได้ไปอีกเลยจริงๆ


พระยอดธง
รุ่น ๑ ปี ๒๕๑๕ รุ่น ๒ ปี ๒๕๓๗ รุ่น ๓ ปี ๒๕๔๒
เก็บหอมรอมริบเพื่อสร้างภูริทัตตเจดีย์

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะ เข้ามาอยู่ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม เริ่มมีลูกศิษย์มากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำอะไรท่านสะดวกมากขึ้น แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ท่านยังเก็บหอมรอมริบมัธยัสถ์เสมอมา ตั้งแต่เริ่มแรกที่คนเข้ามาทำบุญทีละเล็กละน้อย ถวายส่วนตัวท่านบ้าง ถวายเนื่องในงานผ้าป่า กฐินบ้าง ท่านจะเก็บเข้าบัญชีธนาคารมาตลอด เรื่องพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่น ปรากฏเป็นปัจจุบันธรรมภายในใจของท่านโดยตลอด ท่านทำไว้ในใจเสมอว่า ถ้ามีโอกาสมีบุญจะสร้างเจดีย์ใหญ่ถวายให้ท่านพระอาจารย์ผู้ส่องประทีปธรรม ตามโอกาสและวาสนาอำนวย ไม่รีบเร่ง ท่านปรารภว่า “ถ้าเรายังไม่พร้อมเราจะยังไม่สร้าง”

เมื่อได้โอกาสอันสมควร วันหนึ่งท่านจึงถามพระเขียว ซึ่งเป็นพระอุปัฏฐากและดูแลการเงินให้ท่านว่า

“เขียว...เงินในธนาคารทั้งหมดมีเท่าไหร่ ไปเอามานับรวมกันดูซิ”

เมื่อพระอุปัฏฐากนำเงินทั้งหมดที่ท่านเก็บไว้มานับรวมกันทั้งหมดได้ ๕๐ ล้านบาท ท่านจึงปรารภที่จะสร้างเจดีย์ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นมา

ตอนแรกท่านริเริ่มจะสร้างบริเวณหลังวัด แต่พิจารณาเห็นว่า การสัญจรไปมาคงไม่สะดวก เสียงรถเข้าออกจะเป็นการรบกวนพระเณรภาวนา ท่านจึงชี้ให้สร้างด้านหน้าศาลาเป็นที่ตั้ง “ภูริทัตตเจดีย์”

สร้างภูริทัตตเจดีย์

 
หลวงปู่ดูแบบจำลองภูริทัตตเจดีย์
ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๓๙ หลวงปู่เจี๊ยะท่านได้วางศิลาฤกษ์สร้างภูริทัตตเจดีย์ สำหรับบรรจุพระทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ลักษณะรูปร่างทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ของเจดีย์สมัยสุโขทัย แปดเหลี่ยม ความหมายคืออริยมรรคมีองค์แปด มีความกว้าง ๒๒ เมตร (หมายถึง ปัจจยาการ โดยอนุโลมและปฏิโลม รวมเป็น ๒๒ ประการ) ความสูง ๓๗ เมตร (หมายถึงโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ) โครงสร้างเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก ตกแต่งด้วยหินอ่อน หินแกรนิต ไม้สักทอง ยอดทำด้วยทองคำแท้ บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราซ ทรงประทานมา

ภูริทัตตเจดีย์ เจดีย์แปดเหลี่ยม บรรจุพระธาตุ อัฏฐิธาตุ ของถูปารหบุคคล คือบุคคลที่ควรสร้างพระเจดีไว้ให้ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายได้สักการะบูชา ดังพุทธพจน์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่พระอานนท์ไว้ว่า

“อานนท์! เจดีย์บรรจุพระธาตุ อัฏฐิธาตุของถูปาหรบุคคล เพียงชนเป็นอันมากยังจิตให้เลื่อมใสว่า เจดีย์นี้เป็นเจดีย์บรรจุพระธาตุ อัฏฐิธาตุของพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอรหันตสาวก พระราชาผู้ทรงธรรม เมื่อชนมีจิตเลื่อมใสในพระเจดีย์นั้นแล้ว วันข้างหน้าถ้าเมื่อเขาตายกายแตกดับไป เขาย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ เป็นแน่แท้”

นอกจากจะเป็นเจดีย์ที่ควรไปสักการะอย่างยิ่งแล้ว ยังเป็นเครื่องบ่งชี้จารึกถึงความรัก ความเคารพ ความกตัญญูที่หลวงปู่เจี๊ยะมีต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ว่ายิ่งใหญ่เพียงใด

หลวงตามหาบัวกล่าวถึงภูริทัตตเจดีย์ที่หลวงปู่เจี๊ยะสร้างว่า


หลวงปู่ในงานวางศิลาฤกษ์ภูริทัตตเจดีย์
๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๓๙
“เราบอกให้คนไปดูเจดีย์บรรจุทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ที่อาจารย์เจี๊ยะสร้าง ท่านกิริยาภายนอก นี่โกโรโกโสนะ บ๊งเบ๊งๆ นะ แล้วให้ไปดูพยานโน้นกำลังสร้างเจดีย์ ให้ไปดูพยาน วัตถุเครื่องก่อสร้างต่างๆ ให้ดูให้ดีนะ นี่แหละฝีมือนิสัยอาจารย์เจี๊ยะ อันเครื่องบ่งถึงธรรมะภายในแหละเราเข้าไปดู โอ๊ย? ไม่มีอะไรละเอียดยิ่งกว่าภูริทัตตเจดีย์นี้ เนี่ยะ! ดูให้ดี ความละเอียดนี้เก่งมาก โอ้ย! มีแต่ของดิบ ๆ ดี ๆ ทั้งนั้นเลย เรายอมรับท่านถึงเรื่องความละเอียดในการกระทำอย่างนี้ เราสู้ท่านไม่ได้ เราบอกแล้วไปดูก็อย่างว่า

“โอ้โฮ! ใครจะไปหาที่ไหนมาได้ แต่อาจารย์เจี๊ยะหามาจนได้ สิ่งเหล่านี้ใครจะหาได้ง่าย ๆ เสียเมื่อไหร่ อาจารย์เจี๊ยะหามาจนได้ ๆ หมดเลยนะ” (หัวเราะ)

ทุก ๆ ครั้งที่หลวงตามหาบัวได้มาเยี่ยมอาการป่วยนั้น หลวงปู่เจี๊ยะท่านนอนป่วยอยู่บนเตียง ท่านบอกพระว่าให้นำท่านลงจากเตียงคนไข้เพื่อกราบหลวงตา

“ไม่จำเป็นต้องลงมา ผมยังไม่เห็นขึ้นไปหาท่านนี่นะ” หลวงตากล่าวพร้อมกับหัวเราะ

“ถึงท่านจะลงมากราบ ผมก็ไม่ให้ท่านลง” หลวงตาพูดดุ แกมหยอก

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
เป็นผู้มีปกติอ่อนน้อมถ่อมตนต่อผู้ใหญ่

 
ภูริทัตตเจดีย์
หลวงปู่เจี๊ยะท่านมีปกติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ตามฐานะ ดังเช่นที่ท่านแสดงความอ่อนน้อมต่อหลวงตามหาตัวหรือครูบาอาจารย์อื่นที่มีพรรษามากกว่า ท่านทำตัวเป็นเหมือนสามเณรตัวน้อย ๆ ยามนั่งสนทนาจะพนมมือตลอด ท่านเคยสอนไว้ว่า

“คนที่มีความอ่อนน้อมย่อมส่อถึงความเป็นคนดีภายใน ตรงกันข้าม ถ้าเป็นคนแข็งกระด้างไม่อ่อนน้อมต่อผู้ที่ควรอ่อนน้อม ย่อมประสบความหายนะ ท่านสอนให้เราไปดูตัวอย่างรวงข้าวในนา ตามธรรมดารวงข้าวมีเมล็ดเต็มอ้วนภายใน มักอ่อนรวงลงเสมอ ส่วนรวงใดลีบไม่มีเนื้อภายใน มักชูรวงแข็งกระด้างไม่อ่อน เปรียบเหมือนคนอ่อนน้อมซึ่งแสดงว่ามีความดีภายใน ส่วนคนแข็งกระด้างแสดงว่าภายในลีบไม่มีน้ำหนักแห่งความดีเลย มนุษย์จึงควรสำนึกในข้อนี้ และประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตนเสมอ จะถึงความเจริญไม่หยุดยั้ง”

สุดยอดพระกตัญญู

ด้วยความรักและเคารพที่หลวงปู่เจี๊ยะมีต่อท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโตยิ่งกว่าชีวิต การจะพูด จะทำ จะคิดอะไร ถ้าเกี่ยวข้องกับท่านพระอาจารย์มั่นท่านจะคิดนิ่งและนาน ใช้วิจารณญาณไตร่ตรองเป็นอย่างดี ถึงแม้กาลเวลาผ่านมานานแล้ว ความรักเคารพที่มีต่อท่านพระอาจารย์มั่นยิ่งเด่นดวงขึ้นเสมอ ไม่มีวันเสื่อมถอย ถ้าเป็นภาษาที่โลกนิยมก็คือ “สุดยอดพระกตัญญู” การอันใดก็ตามที่เป็นไปเพื่อสนองคุณและตอบแทนคุณ ท่านจะทำอยู่สม่ำเสมอ ในเรื่องเกี่ยวกับผู้คนสภาพแวดล้อม มุมมองทุกด้านล้วนเพื่อท่านพระอาจารย์มั่นทั้งนั้น ดังคำที่หลวงตามหาบัวกล่าวถึงความผูกพันว่า “หลวงปู่มั่นกับอาจารย์เจี้ยะ ท่านเป็นเหมือนพ่อกับลูก” หรือคำที่ท่านพระอาจารย์วัน อุตฺตโม กล่าวกับสานุศิษย์ว่า “หลวงปู่เจี้ยะกับหลวงปู่มั่น ท่านเป็นพ่อลูกกันมานานหลายชาติแล้ว”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านรักเคารพครูบาอาจารย์ของท่านแบบละเอียดลออ คิดลึกซึ้งถึงก้นบึ้งแห่งเหตุ อย่างเช่น ท่านไปทำคุณประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ทางจังหวัดตากหรือที่อื่นใดก็ตาม ก็ล้วนแต่เพื่อสนองคุณท่านพระอาจารย์มั่น และครูบาอาจารย์ทั้งหลาย

        
         
หมู่บ้านมูเซอร์ที่ห้วยปลาหลด
อย่าลืมบุญคุณชาวป่าชาวเขา ซึ่งอยู่เบื้องหลังความสำเร็จอันยิ่งใหญ่

หลวงปู่เจี๊ยะสั่งสอนสานุศิษย์ไม่ให้ลืมสายทางธรรมที่มีผู้อยู่เบื้องหลังแห่งความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ นั่นคือ ภูผา ป่าเขา ถ้ำ เงื้อมผา ผู้คน ผืนแผ่นดิน สิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ อีกมากมาย ท่านสอนแบบละเอียดมองให้ลึกซึ้ง ที่คนฉลาดได้รับปริญญาทางโลกมาหลายใบคิดไม่ออกบอกว่า

“ที่เรามาสร้างโรงเรียนศูนย์ฝึกอาชีพ ฯลฯ ให้ชาวป่าชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ก็เพื่อตอบแทนคุณเขา”

“ตอบแทนคุณอะไร?” พระรูปหนึ่งนั่งอยู่ ณ ที่นั้นคิดค้านขึ้นในใจ

“ตอบแทนบุญคุณข้าวน้ำ ที่ชาวป่าชาวเขาเลี้ยงดูท่านพระอาจารย์มั่นจนได้เป็นพระอรหันต์” ท่านก็พูดต่อไปราวกะว่ารู้สิ่งที่พระรูปนั้นคิด

“หลวงปู่มั่นได้ธรรมะมาสั่งสอนพวกเราได้ ก็เพราะชาวป่าชาวเขาเขาเลี้ยงดู ครูบาอาจารย์ที่สำคัญๆ ล้วนได้ธรรมะมาจากชาวป่าชาวเขาทั้งนั้น ฉะนั้นพวกเขาจึงมีบุญคุณใหญ่หลวงแก่พวกเรา พวกเราที่ได้ดีก็เพราะพวกเขาสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง เราจึงไม่ควรลืมบุญคุณอันนี้ อันไหนที่สามารถช่วยได้ต้องช่วย พวกชาวเขานี้แหละปิดทองหลังพระมานาน เวลานี้ท่านพระอาจารย์ท่านไม่อยู่ จึงไม่มีโอกาสมาตอบแทนคุณเป็นรูปธรรม เราจึงต้องทำหน้าที่แทนท่าน ชาวเขายังลำบากหลังสู้ฟ้าหน้าสู้ดิน แต่พระที่มาบรรลุธรรมจากนี้ไปโด่งดังยิ่งใหญ่คับฟ้า เขียนและอ่านประวัติน่าตื่นตาตื่นใจ แต่ที่สุดแล้วก็ไม่มีใครมาดูแลเขา พวกนี้เขามีบุญคุณกับพระกรรมฐานนะ อันนี้พูดย่อ ๆ”

หลวงปู่เจี๊ยะพูดตบท้ายพร้อมกับดึงบุหรี่ออกมาหนึ่งมวน นั่งชันเข่าขึ้น ดูดเป่าควันพวยพุ่งไปแบบไม่สนใจใยดีในสายตาคู่ใด ที่เฝ้าจ้องมองด้วยความคิดต่างๆนานา

ในด้านการศึกษา ท่านได้อุปถัมภ์บำรุงด้านการศึกษา คือได้นำผ้าป่ากฐินของคณะศิษย์โดยการนำของ ดร.มารวย ผดุงสิทธิ์ ไปร่วมทอดหลายครั้ง เป็นอาคารถาวร ๒ ชั้น ให้แก่เด็กชาวเขาที่หมู่บ้านห้วยปลาหลด ตำบลด่านแม่ละเมา อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ปัจจุบันให้การศึกษาถึงชั้นมัธยมปีที่ ๓ และได้รับการยอมรับว่า เป็นโรงเรียนตัวอย่างแห่งแรกของประเทศไทย ที่อยู่ท่ามกลางธรรมชาติ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าคนกับป่าสามารถอยู่ด้วยกันได้โดยไม่ทำลาย และรักษาสภาพแวดล้อมไว้ด้วยดี

ด้านการฝึกอบรมอาชีพ ได้สนับสนุนให้สร้างอาคาร “เจี๊ยะ จุนฺโท” ให้แก่ ต.ช.ด.ที่อำเภอแม่ระมาด เพื่อใช้ฝึกอบรมวิชาชีพให้แก่ชาวเขาเผ่ากะเหรี่ยง ฯลฯ

ด้านสาธารณสุข ได้สนับสนุนลูกศิษย์ร่วมกันบริจาคซื้อรถพยาบาลฉุกเฉิน มอบให้แก่ศูนย์นเรนทร โรงพยาบาลราชวิถี จำนวน ๒ คัน เพื่อช่วยเหลือด้านการพยาบาล ฯลฯ

ด้านการช่วยชาติ หลวงปู่เจี๊ยะได้พาคณะศิษย์ ร่วมโครงการช่วยชาติกับหลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน ตั้งแต่หลวงตาเริ่มโครงการช่วยชาติจนกระทั่งโครงการปิดลง แม้หลวงปู่เจี๊ยะจะมีร่างกายป่วยออดแอด หรือในบางครั้งต้องข่มทุกขเวทนาปางตายด้วยฌานสมาบัติ ไม่ยอมให้ธาตุขันธ์กับจิตออกจากกัน คือ ไม่ยอมตาย ก็เพียงเพื่อให้ธาตุขันธ์ทรงตัวไว้ได้ ก็เพื่อเป็นประโยชน์ในการรวบรวมศรัทธาสานุศิษย์ร่วมบริจาคทองคำและดอลลาร์เข้าสู่คลังหลวงกับหลวงตา ซึ่งเป็นพระที่ท่านเคารพที่สุดองค์หนึ่งในชีวิต

        
         
๑, ๒ โรงเรียนบ้านห้วยปลาหลดสภาพเดิม
๓ - ๖ โรงเรียนใหม่ที่หลวงปู่เจี๊ยะสร้าง
เป็นพระครูชั้นเอก

วัดป่าภูริทัตฯ นอกจากจะเป็นที่พึ่งทางใจแก่พุทธศาสนิกชนที่แวะเวียนมาทำบุญแล้ว ยังเป็นที่พักพระกรรมฐาน มีพระกรรมฐานสายป่าทางภาคต่าง ๆ มาพักเสมอ ยิ่งเนื่องในวันคล้ายวันเกิดทุกปี จะมีพระกรรมฐาน และพุทธศาสนิกชนทุกสารทิศคลาคล่ำ...โรงทานนับร้อย ฝูงซนนับหมื่นมาก็เพียงเพื่อได้เห็นและชื่นชมในบารมีเท่านั้น แม้ระยะหลังท่านจะแสดงธรรมไม่ได้ แต่ท่านเองก็เป็นธรรมทั้งองค์อยู่แล้ว ผู้ที่เข้ามาจึงได้รับรังสีธรรมกลับไปทุก ๆ คน

เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะหรือพระครูสุทธิธรรมรังษี ได้ปฏิบัติพัฒนาวัดจนเป็นที่เจริญรุ่งเรือง ท่านจึงได้รับเพื่อนเป็นพระครูชั้นเอกเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ.๒๕๓๕ และท่านก็ได้สืบสานปฏิบัติศาสนกิจและปฏิปทาของท่านพระอาจารย์มั่นสืบมาจนถึงปัจจุบัน

โรคประจำตัวของหลวงปู่เจี๊ยะ

ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๘ - ๒๕๔๗ ในระยะ ๑๙ ปีที่ผ่านมาร่างกายท่านไม่ค่อยแข็งแรง ถูกรุมเร้าด้วยอาพาธเสมอ สาเหตุเนื่องมาจากทำงานหนักตั้งแต่เป็นวัยหนุ่มจนกระทั่งเข้าสู่ปัจฉิมวัย

๑. แพ้อาหารบางอย่าง ถ้าฉันแล้วจะมีอาการข้อบวมแดง ปวด ได้แก่ น้ำตาลมะพร้าว น้ำส้มสายชู แตงกวา มะเขือ แคนตาลูป และระกำ เป็นต้น

๒. หมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท มีอาการขาทั้งสองข้างอ่อนแรงและชาเวลายืนหรือเดิน

๓. ต้อหินที่ตาทั้งสองข้าง

๔. ต่อมลูกหมากโต

๕. เส้นเลือดในสมองข้างขวาแตก ทำให้แขนขาซีกซ้ายอ่อนแรง

๖. ถุงลมโป่งพอง

๗. มะเร็งที่ปอด

ประวัติการรักษา

 
พระอาจารย์ลี กุสลธโร มากราบเยี่ยมหลวงปู่เจี๊ยะ ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม
หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ได้เมตตาเป็นผู้ป่วยของโรงพยาบาลศิริราช ครั้งแรกวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ ด้วยอาการเกี่ยวกับหลอดเลือดในสมอง โดยศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ และศาสตราจารย์นายแพทย์เติมชัย ไชยนุวัติ เป็นแพทย์เจ้าของไข้

ในวันที่ ๒๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๒๘ จักษุแพทย์ รองศาสตราจารย์นายแพทย์ชลธี สมบัติบูรณ์ได้ทำการผ่าตัดใส่เลนส์เทียมที่ตาข้างขวา

ต่อมาในวันที่ ๓๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เวลาบ่ายผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิมชาติ รัตนเทพได้ทำการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทให้แก่ท่านที่โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์ หลังการผ่าตัดท่านมีอาการดีขึ้น สามารถเดินทางเป็นระยะทางไกล ๆ ได้

๓ ปีต่อมาท่านเริ่มมีอาการชาที่ผิวหนังรอบทวารหนัก ไม่สามารถนั่งตัวตรงเป็นเวลานาน ได้ศาสตราจารย์นายแพทย์นิพนธ์ พวงวรินทร์ ได้นิมนต์ท่านเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลศิริราชหลายครั้ง แต่อาการไม่ดีขึ้น

ในวันที่ ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๓๑ เวลา ๑๘.๓๐น. ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นายแพทย์เฉลิมชาติ รัตนเทพ ได้ทำการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทให้แก่ท่านเป็นครั้งที่ ๒ แต่อาการยังไม่ดีขึ้น

ในวันที่ ๑๔ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๓๒ เวลา ๐๙.๓๐ น. ศาสตราจารย์นายแพทย์เจริญ โชติกวณิชย์ และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เฉลิมชาติ รัตนเทพ จึงได้ร่วมกันผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาทให้แก่ท่านอีกเป็นครั้งที่ ๓ ณ โรงพยาบาลศิริราช หลังผ่าตัดสามารกเดินได้ดีขึ้น และอาการชาบริเวณทวารหนักดีขึ้น

วันที่ ๒๗ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๔๑ หลวงปู่เจี๊ยะหกล้มมีอาการหลังเท้าซ้ายบวม ต่อมาวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๑ ท่านได้ไปโรงพยาบาลศิริราช แพทย์ได้ตรวจพบว่า กระดูกนิ้วนางและนิ้วก้อยเท้าซ้ายหัก พร้อมกันนี้ท่านได้รับการรักษาโรคต้อหินที่ตาทั้งสองข้างด้วย

ท่านได้รับการรักษาโรคตาเป็นต้อหินที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นระยะ โดยจักษุแพทย์คือ รองศาสตราจารย์แพทย์หญิงงามแข เรืองวรเวทย์ และได้ไปทำการผ่าตัดรักษาต้อหินที่ตาข้างซ้ายที่โรงพยาบาล ตา หู คอ จมูก โดยนายแพทย์อัทยา เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๔๓

วันที่ ๒๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ เวลาประมาณ ๐๓.๐๐ น. - ๐๔.๐๐ น. ท่านตื่นจากจำวัดออกกำลังกายด้วยการชกลมตามปกติ เมื่อชกลมเสร็จแล้วท่านจะออกกำลังกายในท่านอนเตะไปด้านซ้ายขวาด้านละ ๓๘ – ๓๙ ครั้ง เกิดอาการชาขากรรไกรแข็งพูดไม่ได้ เนื่องจากเส้นโลหิตในสมองแตก ทำให้สมองบวม คณะศิษย์รีบนำส่งโรงพยาบาลศิริราช ท่านมีอาการเส้นโลหิตในสมองซีกขวาแตก มีเลือดคั่งในสมองจำนวนมาก แขนขา ซีกซ้ายอ่อนแรง ซึ่งถ้าไม่ได้รับการรักษาโดยการผ่าตัดเอาก้อนเลือดออกโดยรีบด่วน ท่านอาจมรณภาพได้

วันที่ ๒๕ มกราคม พ.ศ. ๒๕๔๔ ตอนเช้ามืด คณะแพทย์ผู้ถวายการรักษาจึงได้เรียนเชิญให้ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วรวุฒิ จรรยาวนิชย์ เป็นผู้ทำการผ่าตัดรักษา หมอได้นำท่านเข้าห้องผ่าตัดสมอง หลังจากผ่าตัดแล้ว ประมาณ ๗ วัน เกิดอาการเลือดคั่งในสมองอย่างแรง หมอได้เปิดบาดแผลที่ผ่าไว้เดิม โดยเลาะด้ายเย็บกะโหลกศีรษะออกเพื่อรักษาอาการเลือดคั่งในสมองอีก รวมทั้งหมด ๒ ครั้ง ท่านได้เข้าพักที่ห้องพิเศษที่โรงพยาบาลศิริราชเป็นเวลาหลายเดือน ผลการรักษาเป็นที่น่าพอใจ กล่าวคือ องค์ท่านสามารถพูดได้ ฉันอาหารเองได้ เพียงแต่มีอาการแขนและขาข้างซ้ายเป็นอัมพาต เมื่ออาการท่านทรงตัวได้ คณะศิษย์จึงนิมนต์ท่านกลับมาพักที่ห้องพยาบาลพิเศษ วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ที่คณะศิษย์ร่วมกันสร้างถวาย

แต่ต่อมาหลวงปู่เจี๊ยะเริ่มมีปัญหาในการฉันอาหาร ทางคณะลูกศิษย์ทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาสจึงมีความเห็นร่วมกันว่า ควรจะถวายอาหารทางสายยางผ่านผนังหน้าท้อง เข้าสู่กระเพาะอาหารโดยตรง จึงได้นิมนต์องค์ท่านเข้ารับการผ่าตัดใส่สายยาง ณ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ

 
หลวงตามหาบัวเยี่ยมหลวงปู่เจื๊ยะ
ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม
วันที่ ๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๕ หลวงปู่เจี๊ยะเข้ารับการรักษาเรื่องกระจกตาข้างขวาอักเสบ รองศาสตราจารย์นายแพทย์อภิชาติ สิงคาลวณิช เป็นผู้ถวายการรักษาจนกระทั่งหาย

วันที่ ๗ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๔๕ หลวงปู่เจี๊ยะเข้ารับการรักษาเรื่องอาการปวดท้อง โดยรองศาสตราจารย์นายแพทย์สุชาย สุนทราภา และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธัญเดช พิมานวุฒิพงษ์ เป็นผู้ถวายการรักษาท่านจนกระทั่งหาย และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์ธัญเดช นิมมานวุฒิพงษ์เป็นผู้เปลี่ยนสายยางให้อาหารที่หน้าท้องแก่หลวงปู่เป็นระยะ ๆ

วันที่ ๑๓ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๕ หลวงปู่เจี๊ยะมีอาการน้ำท่วมปอดและหัวใจล้มเหลว ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์รุ่งนิรันดร์ ประดิษฐสุวรรณ ผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์วันชัย เดชสมฤทธิ์ฤทัย และผู้ช่วยศาสตราจารย์นายแพทย์เดโช จักราพานิชกุล เป็นผู้ถวายการรักษาแก่หลวงปู่เจี๊ยะ หลังจากนั้นท่านได้ไปเข้าโรงพยาบาลเป็นระยะ ๆ ในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ฯ โดยมีศาสตราจารย์คลินิกนายแพทย์ปิยะสกล สกลสัตยาทร คณบดีคณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาลเป็นประธานคณะแพทย์ที่ถวายการรักษา เมื่อหลวงปู่เจี๊ยะอาการดีขึ้นจึงกลับไปรักษาที่วัดตามเดิม

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
คติธรรม/กรรม/อาพาธ

แต่ก่อนมีค่าเป็นร้อยเป็นชั่ง...

ในปัจฉิมวัย ไม่ว่าในคราใดท่านประสบอาพาธหนัก นอนเป็นอัมพาตอยู่บนเตียง ท่านไม่แสดงความหวั่นไหว บ่งบอกความแข็งแกร่งนิสัยอาชาไนย อีกทั้งยังแสดงธรรมสอนลูกศิษย์ที่ไปเยี่ยมด้วยการเอาร่างกายของท่านเป็นเครื่องเปรียบเสมอว่า

“ตอนเป็นหนุ่มเป็นสาว มีค่าเป็นร้อยเป็นชั่ง พอเดี๋ยวนี้ ๕๐ สตางค์ก็ไม่มีใครเอา”

บางครั้งท่านก็จะเล่าเรื่องในอดีตที่เกี่ยวโยงมาถึงปัจจุบันให้ผู้อุปัฎฐากดูแลฟัง บางทีก็เป็นขำขันเป็นนิทาน เป็นธรรมะชั้นสูง หรือบอกเป็นนัย ๆ วันนี้จะมีใครมา ถ้าสังเกตและพิจารณาตามนั้นจะเป็นจริงทุกเรื่อง

กรรมที่เคยฆ่าหมา

ท่านเล่าถึงสาเหตุที่ต้องได้ทำการผ่าตัดหมอนรองกระดูกสันหลังกดทับเส้นประสาท นอนแกร่วเป็นอัมพาตนี้ว่า ตอนเป็นหนุ่ม เราเลี้ยงหมูไว้แยะ ต้มข้าวเอาไปวางให้หมู หมามันมากินหมด โมโหจัดจึงเอาไม้คานเจ็กตีหมาโป้งเดียวจอดสลบ ด้วยความที่โกรธจัด แม้หมาตัวนั้นจะนอนแน่นิ่งเหมือนตายแล้ว ก็คงเอาไม้คานตีกระหน่ำอยู่อย่างนั้น ตีจนกระทั่งมันฟื้นขึ้นมาอีก ฟื้นขึ้นมาอีกตีซ้ำลงอีกแบบทารุณไร้เมตตาธรรม คราวนี้หมามันชักตาย...เสร็จเลย กรรมอันนี้แหละ เป็นกรรมในปัจจุบันชาติที่เราต้องชดใช้”

กรรมรีดลูกปลา

และที่เรามีอาการชาและแบบที่ผิวหนังรอบทวารหนัก ไม่สามารถนั่งตัวตรงเป็นเวลานานๆ ได้นั้น ก็เป็นกรรมในปัจจุบันซาติเช่นเดียวกัน คือ ตอนหนุ่ม ๆ เราชอบเลี้ยงปลาเข็ม ปลาหัวเงิน ตามประสาเด็กรุ่นๆ ทำสนุกสนาน เวลาปลาหัวเงินปลาเข็มมันท้องแก่ แต่ยังไม่ถึงเวลาคลอดลูก เราชอบรีดท้อง รีดเอาลูกมันออกมาก่อนเวลา เอามาเลี้ยง มันทันใจดี เมื่อรีดเอาลูกมันออก แม่มันก็ตาย ด้วยผลกรรมคือรีดลูกจากท้องปลาที่เผ็ดร้อนทารุณนี้ จึงเป็นกรรมที่ทำให้เราก้นชาและแสบทวารอยู่ไม่หาย

ไม่เป็นไร ตายแล้วต่างคนต่างไป

ในบางวันมีผู้คนมากราบมากจนอลหม่าน อย่างเช่นวันคล้ายวันเกิด จะมีทั้งพระและฆราวาสมาจากทุกสารทิศ ผู้อุปัฏฐากใกล้ชิดจำเป็นต้องห้ามต้องกันผู้คนทั้งที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย ไม่ให้เข้ากราบ ปิดประตูห้อง บางคนก็บ่นหาว่ากีดกันไปต่าง ๆ นานา ผู้ที่เฝ้าอย่างใกล้ชิดก็รู้สึกกดดัน เครียดอยู่ไม่น้อย เมื่อกราบเรียนถามท่าน ท่านก็ตอบสั้น ว่า “ไม่เป็นไร ตายแล้วต่างคนต่างไป” คำสอนท่านเพียงสั้น ๆ นี้ทำให้ผู้ดูแลคลายทุกข์กังวลไปได้เลย

คาถาหลวงปู่เจี๊ยะ

 
วันไหนท่านปวดที่ขา ปวดเมื่อยตามเนื้อตามตัวหรือเจ็บปวดในที่อื่นใดก็ตาม ท่านก็จะให้ผู้ที่ดูแลท่องคาถาเป่าให้ท่าน ท่านบอกว่าเป็นคาถาดี โดยให้ท่องว่า

“นโม วิมุตฺตานํ นโม วิมุตฺติยา”

“ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่านผู้หลุดพ้นทั้งหลาย

ความนอบน้อมจงมีแก่ธรรมเป็นเครื่องหลุดพ้นทั้งทลาย”

หัวล้านจริง ๆ

บางวันท่านพูดตลกขำขันจนผู้คนที่มาเข้ากราบเฮตึง ๆ วันนั้นร่างกายท่านสดใสแข็งแรงขึ้นบ้างตามสภาพ มีคนขอให้ท่านจับหัวให้เป็นศิริมงคล

คนแรกผู้ชายผมยาว ๆ ท่านก็เคาะ ๆ คนที่สองผมเกรียนๆ ท่านก็เคาะ ๆ คนที่สามเป็นคนหัวล้าน หัวล้านเอามาก ๆ ท่านเคาะ ๆ แล้วลูบ ๆ คลำๆ ที่ศีรษะแล้วพูดขึ้นด้วยเสียงดัง ๆ ทั้ง ๆ ที่ป่วยนอนอยู่บนเตียง ให้พรโยมหัวล้านคนนั้นว่า “หัวล้านหัวเหลือง หัวละเฟื้องสองไพ หัวล้านจริง ๆ ผู้หญิงชอบใจ”

คนที่นั่งอยู่เต็มบริเวณหัวเราะกันเฮ ๆ ด้วยว่าในวันนั้นอากาศมันร้อนอบอ้าว คนที่มากราบ เหงื่อไหลไคลย้อยไปตาม ๆ กัน ภายในจิตในใจของแต่ละคนคงบ่นๆ ถึงดินฟ้าอากาศ

ท่านจึงพูดขึ้นอีกว่า “มนุษย์ขี้เหม็น เคี่ยวเข็ญเทวดา ฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า”

หนาวใจทำอย่างไร?

พอตกยามค่ำคืน แอร์ที่ห้องพยาบาลมันหนาว ท่านจะบอกธุระที่อุปัฏฐากบ่อย ๆ ว่าหนาวเว้ยๆ แล้วท่านก็พูดเป็นกลอนว่า “หนาวลมห่มผ้า หนาวฟ้าผิงไฟ” แล้วพระรูปหนึ่งก็พูดเล่นกับท่านแก้เครียดว่า

“ถ้าหนาวหัวใจละปู่”

“หนาวหัวใจ ต้องไปแม่สอด”

พระรูปนั้นอายม้วนหน้าแดง เพราะตัวท่านเองไปเที่ยวภาวนาทางภาคเหนือเคยแอบชอบสาวมูเซอ กะเหรี่ยง เกือบเอาตัวไม่รอด เกือบจะได้ถอดผ้าเหลืองทิ้งเป็นลูกเขยกะเหรี่ยงมาแล้ว

พูดตรง ๆ

หลวงปู่ท่านเป็นพระที่พูดตรง ๆ ตรงจนบางครั้งตลกขำกลิ้งไปเลยก็มี อย่างเช่นเวลาเข้าห้องน้ำปวดท้องอึ ท่านจะอึออกยากมาก ต้องเบ่งเป็นเวลานาน ๆ เวลาท่านอึที่ห้องน้ำ พระจะช่วยให้ท่านขับถ่ายง่ายขึ้น พระจะพยามยามพูดว่า “เบ่ง อืดดดด์ ๆ ๆ ๆ ออก ๆ” ตามจังหวะกลั้นลมหายใจยาว ๆ เมื่อพระพูดมากเข้า ท่านจึงพูดสวนขึ้นทันที

“มึงเบ่งทำไมวะ มึงไม่ได้ขี้ กูเป็นคนขี้ เดี๋ยวกูเบ่งเอง กูขี้เอง มึงเบ่งแล้วกูจะขี้ออกหรือ?”

พระทั้งหลายที่อยู่ในห้องน้ำสุดที่จะกลั้นหัวเราะไว้ได้

รักสัตว์

 
หลวงปู่เจี๊ยะชอบเลี้ยงหมาไทยหลังอาน
สมัยก่อนที่ท่านจะอาพาธ ทานชอบเลี้ยงแมวกับหมา ท่านพูดกับแมวกับหมาเหมือนพูดกับคน บางทีท่านฉันข้าวไปด้วยป้อนข้าวแมวไปด้วย ท่านมีเมตตาเป็นสาธารณะจริง ๆ “มึงไปเที่ยวสาวไกล ๆ ระวังเถอะจะตาย” ท่านพูดกับหมาหลังอานของท่าน แล้วท่านก็พูดสั่งสอนตักเตือนต่าง ๆ เหมือนพูดกับคน

วันหนึ่งท่านสั่งให้พระจับหมาขังกรงไว้ ไม่ปล่อยให้มันไปเที่ยวไหน ๆ พระสงสารเห็นหมามันร้องเอ๋ง ๆ ก็ปล่อยออกไป พอปล่อยออกไปมันก็ไปเที่ยวหาตัวเมีย เขาก็เอามีดฟันคอมันตาย พวกพระจึงถึงบางอ้อว่า ที่ท่านขังไว้ไม่ปล่อยไปเพราะท่านรู้ว่าถ้าปล่อยไป เขาจะฆ่ามันตาย

เมียขโมย

แม้โยมผู้ชายที่มาดูแลท่านทุกวัน เขาซื้อรถใหม่จะมากราบเรียนท่าน พอเดินเข้าไปในห้อง ท่านถามทันทีว่าซื้อรถใหม่เหรอ ทำให้เขาเชื่อในวาระจิตของท่านเป็นอย่างยิ่ง แล้วท่านก็ถามโยมผู้ชายคนเดิมว่า

“เมียที่บ้าน เมียแต่งหรือเมียขโมย”

“เมียขโมยครับปู่”

เขาตอบพร้อมทั้งเสียงหัวเราะและอัศจรรย์ใจ เพราะความลับอันนี้เขาไม่เคยบอกใคร เพราะเมียคนนี้พาขโมยหนีหอบผ้าหอบผ่อนตามกันมาเป็นเวลา ๓๐-๔๐ ปีแล้วไม่เคยปริปากบอกใคร แต่ทำไมทำไมหลวงปู่จึงรู้ได้ หรือในบางครั้งท่านสอนอยู่บนเตียง ท่านก็จะพูดไปตามธรรมดาว่าวันนี้ คนนั้นจะมา คนนี้จะมา เมื่อถึงเวลาจริง ๆ คนที่ท่านพูดถึงก็มากราบท่านในวันที่ระบุจริง ๆ

ด้ามขวานมีเท่าไหร่กลึงให้ฟรีหมด


โยมคนหนึ่งมีโรงกลึงไม้อยู่แถวหัวลำโพง เมื่องานวันเกิดหลวงปู่ใกล้มาถึง พระจะนำไม้ไปจ้างกลึงด้ามขวานเพื่อแจกในงานทีละเยอะ ๆ แกเห็นพระเณรทำขวานเยอะ ๆ ก็เกิดความสงสัยว่า พระวัดนี้มันจะไปสู้รบออกศึกที่ไหน ถึงทำแต่ของมีคม แกจึงเดินทางมากราบหลวงปู่

แกมากราบก็ไม่ได้เกิดศรัทธาเลื่อมใสอะไรมากมาย ก็เหมือน ๆ กับกราบพระทั่ว ๆ ไป พระอาจารย์เขียว (พระอุปัฏฐาก) ให้เส้นเกศาพลวงปู่ไปเป็นที่ระลึก แกเอาไปก็เอาไปไว้หิ้งพระ

วันหนึ่งแกทำความสะอาดหิ้งพระ จึงเอามาเปิดดูปรากฏว่า เส้นเกศาได้รวมตัวเป็นก้อนกลายเป็นพระธาตุที่สวยงาม ตั้งแต่นั้นมาการงานเข้ามาจนทำไม่หวาดไม่ไหว สิ่งดี ๆ อะไร ๆ ตามมาหมด แกเกิดศรัทธาเลื่อมใสอย่างมากเมื่อพระไปติดต่อกลึงด้ามขวานเป็นจำนวนมากเพื่อใช้แจกในงานพระราชทานเพลิงศพ เขาบอกว่า สำหรับหลวงปู่เจี๊ยะแล้วมีเท่าไหร่เอามาเลย ไม้ที่นี่มีเท่าไหร่ให้หมดเลย งานอื่นไม่ต้องทำ ทำงานนี้งานเดียว งานพระอรหันต์อย่างนี้หาที่ไหนไม่มีอีกแล้ว (เขาพูดได้เยี่ยมจริงๆ)

วิชาหนังเหนียว

วันหนึ่งมีผู้หญิงวัยแก่คนหนึ่ง แกอยากอยู่ยงคงกะพัน อยากหนังเหนียว นิมนต์ให้หลวงปู่เป่าหัวให้สุดยอดไปเลย หลวงปู่ก็สอนว่าของพวกนี้ไม่จีรังยั่งยืนศักดิ์สิทธิ์วิเศษเท่ากับภาวนาพุทโธหรอก แกก็ไม่เอาพุทโธ อยากหนังเหนียวอยู่อย่างเดียว

ท่านรำคาญจึงเป่าหัวปู๊ดๆ ให้แกก็กลับไปด้วยความสบายใจที่ได้ถูกเป่าเสกกระหม่อมด้วยวิชาหนังเหนียว

หลังจากนั้นเวลาผ่านไปประมาณครึ่งเดือน เสียงรถพยาบาลวิ่งเข้ามาที่วัดป่าภูริทัตต ฯ อย่างรีบด่วน จอดที่หน้ากุฏิหลวงปู่ ผู้หญิงคนเดิมร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด แพทย์พยาบาลนำเธอเข้ามากราบเรียนท่านว่า

“หลวงปู่เจ้าคะช่วยเป่ากระหม่อมถอดถอนวิชาหนังเหนียวให้ด้วยเถอะ ตอนนี้จะตายอยู่แล้ว ปวดท้องเหลือเกินไส้ติ่งจะแตกอยู่แล้ว หมอพยายามผ่าตัด เข็มฉีดยาก็ไม่เข้า เชือดเท่าไหร่ เฉือนเท่าไหร่ก็ไม่เข้า มันเหนียวจริง ๆ หนังดิฉันนี่”

เธอพูดทั้ง ๆ ที่มือกุมท้องอย่างน่าเวทนาสงสาร

หลวงปู่จึงเป่าหัวให้ เธอก็กลับไปผ่าตัดที่โรงพยาบาลโดยรีบด่วนได้อย่างปกติ

สรุปธรรมปฏิบัติสั้น ๆ

แม้ในขณะที่นอนป่วยอยู่บนเตียง เมื่อมีคนมาถามเรื่องภาวนาท่านจะเมตตาตอบเพียงสั้นๆ ว่า “ให้พุทโธ เร็ว ๆ ๆ เหมือนรั้วบ้านเราถี่ ๆ อะไรล่ะจะเข้ามาได้”

แล้วท่านก็พูดเรื่อง กิเลส กรรม วิบาก ว่า พวกเราทุกคนอยู่กับร่างกายนี้มาหลายภพชาติแล้วแต่อวิชชามันปิดบังจึงจำไม่ได้ ให้พากันปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญานะ เพราะว่า ศีลเป็นเหตุ สมาธิเป็นผล สมาธิเป็นเหตุ ปัญญาเป็นผล ปัญญาเป็นเหตุ วิมุตติเป็นผล ฯ

นอกจากเรื่องที่เล่าแล้ว ยังมีเรื่องอื่นอีกมากมายที่เป็นปาฏิหาริย์แต่ท่านจะแสดงเฉพาะบุคคลเท่านั้น นั่นเป็นเครื่องส่องแสดงให้เห็นว่า ท่านรู้แต่ท่านไม่พูด พอเหตุการณ์และเวลาเหมาะสมท่านจึงจะพูดขึ้นมา บางทีทั้ง ๆ ที่ท่านรู้ก็ทำเหมือนไม่รู้ ท่านเฉย เพราะพูดไปคงไม่เกิดประโยชน์อะไร


หลวงตามหาบัวเยี่ยมหลวงปู่ที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม
หลวงตาบัวมาเยี่ยม/พูดกันครั้งสุดท้าย

วันที่หลวงปู่เจี๊ยะจะเข้าโรงพยาบาลศิริราชเป็นครั้งสุดท้ายนั้น หลวงตามหาบัวท่านได้เดินทางไปเยี่ยมดูอาการป่วยของท่านที่วัดป่าภูริทัตตปฏิปทาราม ในวันที่ ๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ท่านได้เข้าไปดูภายในภูริทัตตเจดีย์ได้เทศนาถึงความรักความเมตตาที่ท่านพระอาจารย์มั่นมีต่อหลวงปู่เจี๊ยะ และกล่าวชมสรรเสริญภูมิจิตภูมิธรรมของหลวงปู่เจี๊ยะเป็นอเนกปริยาย

หลังจากท่านเข้าชมภูริทัตตเจดีย์แล้วท่านจึงเดินทางมาที่กุฏิที่หลวงปู่เจี๊ยะพักอาพาธอยู่ได้ทักทายพร้อมกับลูบที่มือกล่าวว่า “หลวงตาบัวมาเยี่ยม”

“เราไม่พูดอะไรมากแหละเพราะจะเป็นการรบกวนท่าน” แล้วจึงนั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงและได้เทศนาธรรมให้ประชาชนญาติโยมที่ติดตามมาเป็นจำนวนมากในเรื่องว่า “พระอรหันต์ละสังขาร” ประหนึ่งจะเป็นเครื่องหมายเตือนสานุศิษย์ให้ได้ทราบล่วงหน้าว่า คราวนี้เป็นคราวสุดท้ายของหลวงปู่เจี๊ยะแล้ว สังขารที่แบกหามมานานถึงกาลที่จะต้องทิ้งกันไปแล้ว

เป็นที่น่าสังเกตว่า ก่อนหลวงตาจะมา หลวงปู่เจี๊ยะท่านจะมีอาการไอไม่หยุดเมื่อหลวงตามาถึงเท่านั้นแหละอาการไอที่โหมกระหน่ำอย่างรุนแรงนั้น ประหนึ่งว่าไม่เคยไอเลย หลวงปู่ท่านนอนนิ่งแสดงคารวะธรรมที่หลวงตามาเยี่ยม เป็นกิริยาแสดงความเคารพยิ่งแม้ในขณะที่ป่วย แม้หลวงตาจะเทศน์นานเท่าใด ท่านก็ไม่ไอเลยแม้แต่ครั้งเดียว พระบางรูปที่นั่งอยู่บริเวณนั้นถึงกับอุทานว่า

“อัศจรรย์! หลวงปู่เข้าฌานสมาบัติ”

แต่เมื่อหลวงตาเดินทางกลับเท่านั้นแหละ หลวงปู่เจี๊ยะกลับมาไออย่างรุนแรงเหมือนเดิม แม้ด้วยสายตาปุถุชนที่เห็นเรื่องนี้แจ่มชัดได้อย่างนั้นก็พอจะอนุมานได้ว่า เรื่องที่จะทำอย่างนี้ได้มิใช่วิสัยสามัญชนคนธรรมดาจะทำได้ ต้องเป็นผู้มีความรู้พิเศษมีภูมิธรรมชั้นสูงที่สามารถระงับเวทนาขันธ์ได้

หลวงตาแสดงเรื่องพระสารีบุตรปรินิพพาน/พระอรหันต์ละสังขาร

 
หลวงตานั่งข้างเตียงอาพาธได้กล่าวธรรมเทศนาแบบสบายๆ เพื่อให้หลวงปู่เจี๊ยะรื่นเริงในธรรม
ในวันนั้นหลวงตานั่งข้างเตียงอาพาธได้กล่าวธรรมเทศนาแบบสบาย ๆ เพื่อให้หลวงปู่เจี๊ยะรื่นเริงในธรรม และเป็นเชิงเล่าเรื่องชาดกให้ลูกหลานฟังความว่า...

...พระสารีบุตรเถระ ทำวัตรแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเข้าสู่ที่พักกลางวัน ปัดกวาด ปูแผ่นหนัง ล้างเท้า นั่งขัดสมาธิเข้าผลสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัติแล้วเกิดปริวิตกว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพานก่อนหรือหลังพระอัครสาวก ก็รู้ว่าอัครสาวกก่อน จึงสำรวจดูอายุของตน ก็รู้ว่าอายุสังขารของตนจักเป็นไปได้เพียง ๗ วันเท่านั้น จึงดำริว่าจักปรินิพพานที่ไหนหนอ?

คิดว่า ท่านราหุลปรินิพพานในดาวดึงส์ ท่านพระอัญญาโกญฑัญญะ ปรินิพพานในสระฉัททันต์ เราเล่าจะปรินิพพาน ณ ที่ไหน เกิดจิตปรารภขึ้นว่า มารดาของเราแม้เป็นมารดาพระอรหันต์ ๗ รูป ก็ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ พิจารณาว่ามารดาจักบรรลุธรรมด้วยเทศนาของเรา ถ้าหากว่าเราพึงเป็นผู้ขวนขวายน้อยแล้วไซร้ จะเป็นที่ครหาว่ากล่าวได้ว่า “พระสารีบุตรเป็นที่พึ่งของเทวดาและมนุษย์มากมายนับไมได้ อนึ่งเล่า ตระกูล ๘๐,๐๐๐ ตระกูล เลื่อมใสในเรา บังเกิดในสวรรค์ แต่ไม่อาจกำจัดแม้เพียงความเห็นผิดของมารดาได้”

จึงตกลงใจว่า เราจักเปลื้องความเห็นผิดของมารดา แล้วจักปรินิพพานในห้องน้อยที่บ้านเกิด จึงเข้าไปทูลลาพระพุทธเจ้าเพื่อไปปรินิพพาน ว่า

ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ต่อไปนี้อีก ๗ วัน ถ้าพระองค์จักทอดเรือนร่างเหมือนวางภาระลง ขอพระพุทธองค์ทรงอนุญาต”

พระเถระรู้ว่า พระพุทธองค์มีพระประสงค์ให้แสดงฤทธิ์ คือตามธรรมดา พระพุทธองค์ไม่อนุญาตให้พระสาวกแสดงฤทธาศักดานุภาพ แต่คราวนี้เป็นคราวสุดท้ายที่พระสารีบุตรมากราบทูลลา เพื่อนิพพาน พระพุทธองค์จึงตรัสแก่พระสารีบุตรว่า

“สารีบุตร เธอจะแสดงอะไรให้เป็นที่ระลึกแก่พวกน้องๆ ก็จงแสดงเป็นที่ระลึก เป็นมหามงคลต่อไปอีกนาน”

เมื่อพระพุทธองค์ทรงอนุญาตแล้วพระเถระจึงแสดงปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ โลดสูง ๗ ชั่วต้นตาล ยืนอยู่ท่ามกลางอากาศ แล้วจึงลงมาแสดงธรรมกราบทูลพระศาสดาว่า ๑ อสงไขย กำไรแสนกัป นั่นเป็นการเห็นครั้งแรก นี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย

พระศาสดาตรัสกับเหล่าภิกษุผู้ยืนล้อมอยู่ว่า พวกเธอจงตามไปส่งพี่ชายใหญ่ของพวกเธอเถิด พี่ชายใหญ่ของเธอทั้งหลาย ลาโลก ลาสงสาร วัฏฎวนกองทุกข์ไปในคราวนี้แล้ว

ตลอดระยะเวลา ๗ วันที่พระสารีบุตรเดินทางกลับบ้านนาลกคามซึ่งเป็นบ้านเกิด เพื่อโปรดโยมมารดา ได้อนุเคราะห์ผู้คนด้วยธรรมเทศนาตลอด ถึงบ้านนาลกคาม (นาลันทะ) ในเวลาเย็น แล้วหยุดพักที่ต้นไทรใกล้ประตูบ้าน นายอุปเวรตะซึ่งเป็นหลานชายจึงมาพบเข้า ท่านจึงพูดว่า

“ย่าของเจ้าอยู่ในเรือนหรือ ไปบอกย่าเจ้าด้วยว่าเรากลับมาบ้าน ให้ช่วยจัดห้องน้อยที่เราเคยเกิดให้เราตัวด้วย และจัดที่พักสำหรับภิกษุ ๕๐๐ รูปด้วย”

หลานจึงนำเรื่องไปบอกแก่นางพราหมณีผู้เป็นโยมมารดา นางคิดว่า

“สารีบุตรบวซเมื่อหนุ่มเป็นคฤหัสถ์ เมื่อแก่สงสัยอยากสึกจึงกลับบ้าน”

ในเวลาพลบค่ำโรคลงโลหิตกำเริบอย่างหนัก เกิดเวทนาใกล้ตายแก่พระเถระ โยมแม่ท่านยืนอยู่ที่ประตูห้องคิดว่า บุตรของเราบวชแล้วมาตายแบบนี้น่าเสียใจจริง ๆ

ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ตรวจดูทราบว่า พระสารีบุตรจักปรินิพพานในห้องน้อยที่บ้านเกิด จึงรีบลงมาไหว้ ยืนอยู่ไม่นานท้าวสักกะจอมเทพ...ท้าวสุยามะ...ท้าวมหาพรหมก็พากันมาสักการะพระเถระแล้วเหาะจากไป


หลวงปู่เจี๊ยะที่หน้าภูริทัตตเจดีย์ยามเย็น
 
โยมมารดาเห็นเทวดามากราบไหว้และเหาะจากไป จึงเข้าไปในห้องพระเถระ สนทนาถามตอบกันว่า

“ลูกเป็นใหญ่กว่าท้าวมหาราชทั้ง ๔ หรือ?”

“ท้าวมหาราชนั้นก็เหมือนคนวัดนั่นแหละโยมแม่ ทรงถือพระขรรค์อารักขาตั้งแต่พระศาสดาทรงปฏิสนธิ”“ลูกเป็นใหญ่กว่าท้าวสักกะจอมเทพหรึอ?”

“โยมแม่เอ๋ย ท้าวสักกะนั้นก็เหมือนสามเณรน้อย ๆ ของพระศาสดา”

โยมแม่ของพระสารีบุตรคิดว่า บุตรของเรายังมีอานุภาพมากถึงเพียงนี้ แล้วพระบรมศาสดาจะมีอานุภาพมากสักเพียงไหน ความอัศจรรย์และปีติจึงเกิดขึ้นอย่างมาก

พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า โยมแม่ สมัยพระศาสดาประสูติ ตรัสรู้ ประกาศธรรมจักร พันโลกธาตุหวั่นไหว แล้วจึงกล่าวพรรณนาพุทธคุณอย่างพิสดารจบลง โยมมารดาได้สำเร็จโสดาปัตติผล

ค่าน้ำนมข้าวป้อน ได้รับการชดใช้ด้วยธรรมะ จวนใกล้สว่าง พระเถระให้พระจุนทะยกท่านลุกขึ้นนั่ง ครั้นแสงอรุณปรากฏ มหาปฐพีเลือนลั่น ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ จากนั้นพระพุทธองค์โปรดให้สร้างพระเจดีย์

หลวงตามหาบัวแสดงธรรมเรื่องพระอรหันต์กับธาตุขันธ์

 
เมื่อหลวงตาแสดงเรื่องพระสารีบุตรปรินิพพานจบลง ท้ายกัณฑ์เทศได้สรุปเรื่องพระอรหันต์กับธาตุขันธ์ดังนี้ว่า......

...พระอรหันต์ท่านหมดกิเลสทุกอย่างแล้ว ก็มีแต่ความรับผิดชอบในธาตุขันธ์ ไม่ได้เป็นในหัวใจท่านผู้สิ้นกิเลสแล้ว เรียกว่าท่านรับผิดชอบตั้งแต่ท่านบรรลุธรรมตรัสรู้ธรรมแล้ว จนกระทั่งถึงวาระสุดท้ายของลมหายใจขาด ท่านก็ปล่อยเลย

พระอรหันต์กับธาตุขันธ์มีความรับผิดชอบเสมอกันกับโลกทั่ว ๆ ไป เป็นแต่เพียงท่านไม่ยึด เช่นเดินไปกำลังจะเหยียบรากไม้แต่คิดว่านั่นเป็นงู ท่านก็ต้องมีการกระโดดข้ามหรือหลบเป็นธรรมดา หรือท่านจะลื่นหกล้ม ท่านก็พยายามช่วยตัวเองไม่ให้ล้ม ต่างกันกับคนทั่ว ๆ ไปตรงที่ว่า คนทั่วไปจิตใจร้อนวูบ ๆ เพราะอุปาทานยึดมั่น ส่วนจิตพระอรหันต์ท่านเพียงแต่แย็บเท่านั้น ต่างกันตรงนั้น

อย่างที่พระพุทธเจ้าปรินิพพาน บรรดาพระอรหันต์ปลงธรรมสังเวช คือขันธ์ท่านแสดงอาการเช่นน้ำตาร่วง ไม่ใช่จิตใจของท่านเป็น เวลาท่านจะไปจริง ๆ ขันธ์ ๕ เป็นวาระสุดท้าย ส่วนนอกนั้นก็ปล่อยไปหมดแล้ว รับทราบเป็นธรรมดา ส่วนธาตุขันธ์รับทราบตลอดทั้ง ๆ ที่ปล่อยแล้ว เจ็บก็บอกว่าเจ็บ ปวดก็บอกว่าปวด หนาวก็บอกว่าหนาว ร้อนก็บอกว่าร้อน แต่เป็นอยู่ภายในขันธ์ล้วนๆ อันนั้นชอบ อันนี้ไม่ชอบ ล้วนอยู่ภายในวงขันธ์ ไม่ได้เข้าถึงจิต ถ้าว่าอันนี้ดี ก็ดีอยู่ในวงขันธ์ ไม่ได้ยึดมั่น อุปาทานความยึดมั่นถือมั่นในโลก ถ้าหากว่าจะเทียบแล้ว เหมือนเรานั่งอยู่นี่ มีเด็กหรือผู้คนสัญจรไปมา เราไม่ว่าเขารบกวน แต่เขาเป็นของเขาอย่างนั้น พันธุ์ก็ไม่ได้ว่ารบกวนจิตใจ เป็นเพียงรับทราบกัน

นี่แหละสมมุติมันหดเข้ามา เจ็บท้องปวดศีรษะหมดไป จะหดเข้าไป ความรับผิดชอบในวงขันธ์หดเข้ามา จะเข้ามาจุดที่บริสุทธิ์ตามธาตุขันธ์ที่บริสุทธิ์ พอหดเข้ามาความทุกข์ร้อนในร่างกายจะหมดไป ๆ สุดท้ายความทุกข์ทั้งหลายในร่างกายนี้ไม่มีเลย เงียบไปหมด นี้เรียกว่าสมมุติครั้งสุดท้ายของขันธ์จะดับวูบลง ขณะที่ลมหายใจขาด พอลมหายใจขาดปั๊บ ขันธ์ดับวูบลง จิตดวงที่บริสุทธิ์รับทราบจะดีดออกเป็นธรรมชาติ ในขณะที่ท่านจะดับขันธ์นั้น ท่านไม่มีทุกข์อะไรเลย บรรดาพระอรหันต์ไม่มี คนทั้งหลายมีความทุกข์ความเดือดร้อน ดีไม่ดีตกเตียงไปก็มี ไม่มีสติสตังเพราะความทุกข์มากนะ แต่พระอรหันต์ท่านไม่เป็นอย่างนั้น เวลาจะไปจริง ๆ ความทุกข์ทั้งหลายหดเข้ามาหมด ตาเหมือนตาไม้ไผ่ หูก็หูกะทะ อวัยวะต่าง ๆ เป็นเหมือนซุงทั้งท่อน คือความรู้อันนี้หดเข้าแล้ว ทุกขเวทนาอยู่ในขันธ์ พอความรู้หดไป ทุกขเวทนาก็หมด ก็เหลือแต่ความรู้ที่ปล่อยความรับผิดชอบออกไป พอปล่อยปั๊บพร้อมกับลมหายใจออกไป ขาดปั๊บหมด นี่แหละสมมุติทั้งมวลหมดในวาระสุดท้ายคือขันธ์ ๕ ท่านไปง่ายๆ ท่านไม่ลำบากลำบนไม่เหมือนพวกเรา พระอรหันต์ท่านนิพพานง่าย ๆ ใต้ร่มไม้ชายเขาที่ไหน

นี่แหละพระพุทธศาสนาของเราเป็นศาสนาชั้นเอกพิสูจน์ด้วยตน พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่สงสัยประจักษ์ผลเป็นพยาน ตลอดจนบาปบุญ นรกสวรรค์ นิพพานท่านเจิดจ้าอยู่ภายในใจนี้ พวกเราตาบอดว่าไม่มี สิ่งที่ว่าไม่มี มันเผาเรา เวลาตายก็เผาตัวเอง

...เป็นเหตุการณ์ที่น่าอัศจรรย์

...เมื่อหลวงตาเทศนาธรรมจบเวลา ๑๔.๐๐ น. ท่านจึงลุกขึ้นมองหลวงปูเจี๊ยะอย่างเพ่งพินิจสุขุมกล่าวคำบอกลาว่า “ผมกลับก่อนนะ” คำนี้เป็นคำสั่งลากันครั้งสุดท้ายของพระมหาเถระทั้งสอง

หลังจากหลวงตากลับไป ๒ ชั่วโมง อาการป่วยของหลวงปู่เจี๊ยะก็กำเริบทรุดหนัก มีไข้สูง หอบเหนื่อย พระคิลานุปัฏฐากได้ติดต่อพระอาจารย์เขียวเพื่อคิดต่อรถพยาบาลโดยด่วน

เวลาประมาณ ๑๙.๐๐ น. แพทย์ผู้ดูแลได้แก่รองศาสตราจารย์นายแพทย์ชัชวิน ระงับภัย และรองศาสตราจารย์แพทย์หญิงพิมพ์ประไพ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา ได้จัดรถพยาบาลรับท่านไปที่โรงพยาบาลศิริราช

ระหว่างทางท่านมีอาการเขียว ออกซิเจนในเลือดต่ำ จึงได้นำท่านไปยังโรงพยาบาลกรุงสยามเซนต์คาร์ลอสเพื่อรักษาเบื้องต้นจนปลอดภัย และเดินทางไปยังโรงพยาบาลศิริราชต่อไป รองศาสตราจารย์นายแพทย์สุชาย สุนทราภาและรองศาสตราจารย์นายแพทย์สถาพร มานัสสถิตย์ ได้ช่วยกันดำเนินการรับหลวงปู่ไว้ในหอผู้ป่วยวิกฤต

ผลเอ็กซ์เรย์ปอดพบมีสารน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดข้างขวา แพทย์ที่หอผู้ป่วยวิกฤตระบบทางเดินหายใจได้ทำการใส่ท่อช่วยระบายเลือดออกจากช่องเยื่อหุ้มปอดข้างขวา ได้น้ำปนเลือดประมาณ ๑,๔๐๐ ซีซี และได้ตรวจพบเซลล์มะเร็งในน้ำปนเลือดจากช่องเยื่อหุ้มปอด คณะแพทย์ผู้รักษาได้ตัดสินใจไม่ถวายยาต้านมะเร็งเนื่องจากประเมินแล้วว่า สภาพร่างกายของท่านคงรับกับภาวะแทรกซ้อนของยาไม่ได้ จึงถวายการรักษาตามอาการเพื่อให้ท่านมีทุกขเวทนาทางกายน้อยที่สุด

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
เจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ ทรงห่วงใย

 
พระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์อัครราชกุมารี
หลังจากหลวงปู่เจี๊ยะ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเจ้าฟ้าหญิงจุฬาภรณวลัยลักษณ์ทรงทราบข่าวอาการอาพาพนัก ถึงแม้ขณะนั้นพระองค์ทรงงานอยู่ประเทศเนเธอแลนด์ ยังทรงติดต่อสอบถามถึงอาการหลวงปู่เจี๊ยะทางโทรศัพท์จากคุณหญิงจรัสศรี ทีปรัตน์ ราชเลขาในพระองค์ฯ ด้วยความห่วงใยยิ่งเป็นระยะๆ โดยกำชับทางคณะแพทย์ผู้ดูแลรักษา ให้ดูแลหลวงปู่เป็นกรณีพิเศษ

วันใดที่อาการอาพาธหนักเข้าห้อง RCU พระองค์มีส่วนช่วยตัดสินพระทัย วินิจฉัยในการออกและเข้าห้อง RCU ทุกครั้ง นับเป็นพระกรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น อย่างหาที่สุดมิได้

หลวงตารับรองภูมิธรรม ๓ ครั้ง ๓ หน

ณ โรงพยาบาลศิริราช วันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ หลวงตาไปเยี่ยมดูอาการหลวงปู่เจี๊ยะด้วยความเป็นห่วง คณะแพทย์ได้กราบเรียนและถามตอบกับหลวงตาดังนี้

หมอกราบเรียนถามหลวงตาว่า “ปอดข้างขวาติดเชื้อ ต้องเจาะเอาน้ำไปตรวจดูว่าติดเชื้ออะไรบ้าง แล้วแต่ดุลยพินิจ หลวงตาจะว่าอะไรหรือเปล่าคะ... อาหารยังใส่สายยางหน้าท้องเหมือนเดิม”

หลวงตาพูดว่า “หลวงตามาเยี่ยมดูอาการว่าเป็นอย่างไรบ้าง ถ้าจะแนะอย่างนั้น อย่างนี้ไม่ได้ต้องแล้วแต่หมอ อยู่กับหมอนะ”

“อย่างนั้นการรักษาหลวงปู่เจี๊ยะก็แล้วแต่ดุลยพินิจของหมอใช่มั้ยเจ้าคะ”

“มันก็ไม่แน่เหมือนกันล่ะ คำว่าคุณหมออย่างเดียวก็เป็นโลกล้วน ๆ มีธรรมอย่างเดียวก็เป็นธรรมล้วน ๆ ไปสู่จุดกลางก็มีทั้งธรรมทั้งโลก ผสมกันไปพิจารณากันไป สมควรอย่างไรบ้าง เป็นจุดศูนย์กลางแล้วแต่จะพิจารณากัน หลวงตาก็เพียงแต่แนะได้แค่นี้”

“ถ้าคุมอาการไม่อยู่ก็รุนแรงไปเลย ถ้าหายก็กลับไปอยู่ในสภาพเดิมที่ป่วยอยู่”

“เราก็ไม่กล้าวินิจฉัย เพราะกรรมกับโลกเป็นคู่กัน ถ้าพูดแบบโลกก็ว่าเป็นคู่แข่งขันกัน จะเอาทางไหน ถ้าเป็นนักธรรมะ ก็เอาธรรมเป็นหลักใหญ่กว่าโลก ถ้าเป็นโลกล้วน ๆ ก็ถือโลกเป็นใหญ่จะเยียวยารักษาอะไรก็มอบให้ทางโลกทั้งหมด ถ้าธรรมก็เป็นอีกอย่างหนึ่งหลวงตาจึงไม่กล้าตัดสินให้ ได้แต่ฝากข้อคิดไว้เท่านั้น”


หลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน เยี่ยมหลวงปู่เจี๊ยะที่โรงพยาบาลศิริราซเมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม ๒๕๔๗
สำหรับอาจารย์เจี๊ยะนี้เรายืนยันได้เลยว่า “ทางด้านจิตใจไม่มีปัณหาอะไรทั้งนั้น

โลกกับธรรมอยู่ด้วยกัน ทางธาตุขันธ์ก็เยียวยากันไป มันควรจะได้แค่ไหนก็เยียวยากันไป ถ้าไม่สามารถจะเป็นไปได้แล้วก็มอบลงในกฎแห่งธรรม”

“เข้าใจหรือ?” หลวงตาหันมาถามหมอ แล้วก็เล่าต่อว่า

“มันมีอยู่ ๒ อย่าง

๑) มันมีข้อที่มั่นใจแน่ใจก็คือ ทางด้านจิตใจอาจารย์เจี๊ยะไม่มีปัญหาอะไรเลย

๒) ก็มีแต่อยู่กับโลก จะอยู่ไปแค่ไหนๆ ถ้าหากมันเป็นไปก็ได้ก็ปล่อยไปเป็นธรรมไปหมด เข้าใจแล้วหรือ?” หลวงตาถามหมอย้ำ

แล้วหลวงตาก็กล่าวเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะต่อไปอีกว่า “ทางด้านจิตใจท่านอบรมมาแต่เริ่มแรกบวชนะ อบรมจิตใจล้วนๆ มาตลอดปัจจุบันนี้ สรุปผลแห่งการปฏิบัติที่ทราบจากการสนทนา หรือทราบด้วยวิธีอื่นใดก็ตาม ก็ลงในจุดว่า

“เราเป็นที่แน่ใจ สำหรับทางด้านจิตใจท่านไม่มีปัญหาอะไร แต่เวลานี้ก็อยู่กับขันธ์ล้วน ๆ เท่านั้น”

“เข้าใจไม่ใช่หรือ?” หลวงตาถามหมอย้ำอีกครั้ง เห็นครั้งที่ ๓ เหมือนกับที่ท่านพูดย้ำเน้นถึงจิตของหลวงปู่เจี๊ยะว่าไม่มีปัญหาอะไรเลยถึง ๓ ครั้งเช่นกัน

“นี่เราก็จะกลับไม่มีอะไร มีเท่านั้นนะ”

แล้วหลวงตาก็ลุกขึ้นเขยิบเข้าใกล้ ๆ เตียงหลวงปู่เจี๊ยะ ยืนพิจารณาส่วนต่าง ๆ ของสรีระร่างกายด้วยท่วงท่าอันสุขุมเยือกเย็น

ปัจฉิมทัสสนา..การเห็นกันครั้งสุดท้าย

ธรรมกิริยาสองพระมหาเกระผู้ยิ่งใหญ่แห่งยุค ปฏิบัติต่อกันเป็นประหนึ่งจะบอกพวกเราว่า...

“..อีกไม่นานนักหรอก ร่างกายนี้จักทับถมบนพื้นแผ่นดิน แต่ทางด้านจิตใจ ทรงอริยธรรมอันยิ่งใหญ่ฝากไว้ให้โลกลือ คราวนี้คงเป็นคราวสุดท้ายที่สหธรรมิกซึ่งเป็นดั่งช้างเผือกคู่งาม ใต้ร่มธรรมของท่านพระอาจารย์มั่นจะต้องลาธาตุขันธ์ขาดจากกันไป

โอ ปัจฉิมทัสสนา...การเห็นภาพพระมหาเถระอริยะสาวกทั้งสองอยู่พร้อมหน้ากัน เป็นดั่งช้างเผือกคู่งามที่หาดูชมได้โดยยากยิ่ง เป็นภาพประวัติศาสตร์ที่ไม่สามารถเกิดขึ้นได้อีกแล้วดอกไม้ ใน วัด

การเห็นกันและกันครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย ทุกสิ่งทุกอย่างเมื่อมีการเริ่มต้นขึ้นแล้ว ย่อมมีการสิ้นสุดลง ใครเล่า? จักสามารถหน่วงเหนี่ยวสิ่งซึ่งจะต้องเป็น ไม่ให้เป็น ได้

ตำนานอันยิ่งใหญ่ถูกจารึกไว้บนหัวใจปวงชนและถูกปิดลงด้วยหลักอนิจจัง

ความรักความเคารพและสายใยธรรมที่มีต่อกันหยั่งลึกซึ้งเกินเปรียบได้

พระมหาสาวกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่นทั้งสอง ช่างงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

โอหนอ ปัจฉิมทัสสนา นี้คือการเห็นเรือนร่างสมมุติระหว่างกันเป็นครั้งสุดท้าย”

ภาพบรรยากาศภายในห้องพยาบาลดูเคร่งขรึม อุบาสก อุบาสิกา พระคิลานุปัฏฐาก และหมอต่างมีจิตรื่นเริงในธรรมกิริยาที่พระหลวงตาแสดง เกิดจิตปลื้มปีติพร้อมทั้งน้ำตาในภูมิธรรมของหลวงปู่เจี๊ยะและเสียดายสุดซึ้งที่ท่านจะต้องจากเราไปในเวลาอีกไม่นาน ทุกๆ คนต่างนั่งนิ่ง

ใครเล่า! ณ ห้องพยาบาลนั้น จะทราบว่า ภายในดวงจิตแต่ละคนจะปั่นป่วนรวนเร หวิวหวั่นสักปานใด ...นอกจากพระมหาเถระทั้งสองที่มีจิตทะลุแผ่นดินแผ่นฟ้าเท่านั้น

ก่อนมรณภาพ ๓ วัน

วันที่ ๒๐ ลงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ ก่อนมรณภาพเพียง ๓ วัน เกิดเหตุอัศจรรย์ที่ควรนำมาพิจารณาเป็นอย่างมาก หลวงปู่เจี๊ยะ มีฉวีวรรณผ่องใส แสดงท่าทางอาจหาญ พูดจาเสียงดังฟังชัดเป็นประหนึ่งว่า ไม่เคยป่วยเป็นเวลามานานปี

วันนั้นท่านเล่าเหตุการณ์ต่าง ๆ ในชีวิต ตั้งแต่เริ่มต้นจนวาระสุดท้าย แม้เรื่องเบ็ดเตล็ดเล็กน้อย เช่น เรื่องแฟนสาวที่เคยรักสมัยเป็นหนุ่ม เรื่องญาติพี่น้อง บิดามารดา ฯลฯ สรุปท้ายสุด ท่านพูดสั้นๆ แต่ตะโกนด้วยเสียงดังลั่นว่า “พระเจี๊ยะตายแล้ว ๆ ๆ” ตายจากสมมุติบัญญัติ เป็นประหนึ่งวาจาศักดิ์สิทธิ์ ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวลาโลก ที่ระงมปนเปื้อนเต็มไปด้วยความทุกข์เดือดร้อนนานาประการ พูดง่าย ๆ ที่เป็นภาษาธรรมะก็คือ ปลงอายุสังขาร ที่แบกหามทุกข์ทรมานมานานปี

บัดนี้ อีก ๓ วันข้างหน้า ภาระทั้งปวงจะต้องถูกทอดทิ้งแล้ว เหลือแต่ธรรมะที่เลิศเลอภายในใจเพียงเท่านั้น

และแล้ววันสุดท้ายก็มาถึง...

วันที่ ๒๓ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ หลวงปู่เจี๊ยะเริ่มมีอาการเหนื่อยมากและออกซิเจนในเลือดลดลง ได้ทำการเอ็กซ์เรย์ปอดพบว่า มีน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอดจำนวนมากทั้งสองข้าง แพทย์ได้ทำการเจาะช่องเยื่อหุ้มปอดและดูดน้ำปนเลือดออกมาข้างละประมาณ ๘๐๐ ซีซี

หลังจากนั้นอาการเหนื่อยของท่านลดลง และต่อมาเวลาประมาณ ๒๒.๕๕ น. หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท ก็ได้ละขันธ์เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพานด้วยความสงบและอาจหาญในธรรม สิริอายุรวม ๘๘ ปี ๒ เดือน ๑๗ วัน ๖๘ พรรษา

นำศพกลับวัดป่าภูริทัตฯ / รดน้ำศพ / สวดอภิธรรม

วันที่ ๒๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๔๗ นำศพท่านกลับไปตั้งรดน้ำศพที่กุฏิพำนักที่วัดป่าภูริทัตตปฎิปทาราม ข่าวการมรณภาพแพร่สะพัดออกไป ทั้งพระเณร ประชาชนหลั่งไหลกันมาคารวะศพไม่ขาดสาย คณะศิษยานุศิษย์กล่าวขอขมา

เวลา ๑๓.๐๐ น. สมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราชเมื่อทราบข่าว ทรงมีรับสั่งโดยตรงให้พระเทพสารเวที พระเลขานุการส่วนพระองค์เป็นผู้แทนพระองค์นำผ้าไตรจีวร และน้ำสรงศพพระราชทานมาอาบศพให้หลวงปู่เจ ี๊ยะ

เวลา ๑๕.๐๐ น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานน้ำสรงศพ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกนพ พิณสายแก้ว เป็นผู้แทนพระองค์นำน้ำสรงศพพระราชทานมาอาบศพให้หลวงปู่เจี๊ยะ

เคลื่อนศพสู่ภูริทัตตเจดีย์


สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพวงมาลาหน้าหีบศพ
เวลาบ่ายได้เคลื่อนย้ายศพจากกุฏิไปสู่ “ภูริทัตตเจดีย์” อย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ โลงศพถูกตกแต่งด้วยดอกไม้นานาชนิดอย่างสวยงาม รายรอบภูริทัตตเจดีย์ประดับด้วยไฟงดงามยิ่งในยามค่ำคืนสวนหย่อมดอกไม้หลากสีแนวหญ้าเขียวขจี ประดับด้วยหินหลากสีหลายชนิด เจ้าภาพสวดอภิธรรมผู้มาร่วมฟังพระอภิธรรมมากมายสุดประมาณ

วันที่ ๒๕ สิงหาคม ๒๕๔๗ เวลา ๑๘.๕๐ น. สมด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดให้ พลเอกชาญ บุญประเสริฐ เชิญพวงมาลาไปวางที่หน้าหีบศพ

วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๔๗ เวลา ๑๖.๐๐ น. สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายพิจิตร วิชัยสาสน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดปทุมธานี เชิญพวงมาลาวางที่หน้าหีบศพ

พระเณรจากทั่วสารทิศหลั่งไหล สัตตาหะมาเพื่อสักการะ ร่วมสร้างเมรุและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่จำเป็นก่อนถึงวันพระราชทานเพลิง โรงทานอาหารโรงน้ำปานะ ล้นหลามกินดื่มเท่าไหร่ไม่มีวันหมด มากมายปานประหนึ่งว่าชาวบ้านถิ่นแถวนั้นจะไม่ต้องซื้อหาอาหาร บุญญานุภาพ สังฆานุภาพปรากฏเป็นที่ประจักษ์แล้ว ชาติสุดท้าย ขันธ์สุดท้าย บารมีสั่งสมมาเท่าไหร่หลั่งไหลมาให้หมด ดังคำที่ว่า “ผู้ตายไปนิพพาน ผู้อยู่เฝ้าชื่นชม”

อำนาจผ้าขี้ริ้วห่อทอง

หลวงปู่เจี๊ยะ พระผู้นิยมแต่ผ้าเก่า ๆ จีวร สบง อังสะ ปะ ๆ ชุน ๆ บาตรใบเดียว กลดหลังเดียว ผ้ากลดผืนเดียว กล่องเข็มกล่องเดียว ใช้ตั้งแต่วันบวชจนกระทั่งวันตาย ยินดีเพียงบริขารที่มี ไม่เสาะแสวงหา ผู้เป็นตำนานผ้าขี้ริ้วห่อทอง สาวกของพระศาสดา ศิษย์ก้นกุฏิท่านพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต พระสหายของสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) สหธรรมิกหลวงตามหาบัว ญาณสมปนฺโน อันเตวาสิกท่านพ่อลี ธมฺมธโร คุณธรรมเติบใหญ่ความดีปรากฏเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อสาธารณชน ณ บัดนี้แล้ว

ชีวิตจบบริบูรณ์

 
ชีวิตของหลวงปู่เจี๊ยะ จนฺโท เบื้องต้นเรียนจบพรหมจรรย์ ท่ามกลางมีวัตรปฏิบัติที่งดงามอาจหาญท้าทาย ที่สุดเข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ท่านบริบูรณ์ทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด...เป็นชีวิตที่งามยิ่ง

เบื้องหลังชีวิตที่ท่านจากไป คือ ตำนานที่ต้องเล่าขานไม่รู้จบ

วัดป่าภูริทัตตปฏิปทารามที่เป็นหลักเป็นฐานมั่นคง

ภูริทัตตเจดีย์ สำหรับบรรจุทันตธาตุของท่านพระอาจารย์มั่น ผู้เป็นบูรพาจารย์

เป็นผลงานที่ท่านภูมิใจเป็นที่สุด เพราะนั่นคือ “อาจริยบูชา”

ประวัติ ปฏิปทา คติธรรม ของหลวงปู่เจี๊ยะ อาจจะแตกต่างจากพระกรรมฐานรูปอื่นในแง่ปลีกย่อย แต่หลักใหญ่แล้วเป็นเอกเทศ ท่านไม่กว้างขวางเรื่องปริยัติธรรมภายนอก รอบรู้เฉพาะเรื่องจิตตภาวนา อันเป็นธรรมภายใน ท่านปฏิบัติลำบากแต่รู้เร็ว คำสอนของท่านก็เป็นประเภทปัจเจกะเฉพาะตน เพราะท่านมุ่งเน้นทางด้านจิตใจเป็นส่วนใหญ่ ประกอบกับท่านมีบารมีธรรมที่บ่มบำเพ็ญมาแต่ชาติปางก่อน เป็นสิ่งที่ช่วยเกื้อหนุนอยู่อย่างลึกลับ การปฏิบัติของท่านจึงนับว่า รู้เร็วในยุคปัจจุบันสมัย ที่มนุษย์มีกิเลสหนาขึ้นโดยลำดับ

ท่านจึงเป็นแบบอย่างทางสงบแก่โลก ที่ระงมปนเปื้อนไปด้วยกองทุกข์นานาประการ ท่านสอนให้พวกเรามองอะไร ไม่ควรมองแต่ด้านเดียว การมองอะไรไม่เพียงใช้สายตาเป็นเครื่องตัดสินเท่านั้น แต่ต้องใช้แววตา คือ ปัญญาเป็นเครื่องประกอบการตัดสินใจ ในการมองโลกและธรรม

เพราะผู้ปฏิบัติธรรมไม่ควรมองข้ามปมคำสอนเพียงเพราะสายตาเท่านั้น ควรพิจารณาให้ถ้วนถี่เปรียบเสมือนดวงอาทิตย์ที่ส่องแสงสว่างแก่โลก ย่อมไม่ละเลยทั้งกอไผ่และภูเขา

เพราะไม่มีใครเลย ที่จะมีความดีความชั่วเพียงอย่างเดียว แม้ดอกบัวที่มีกลีบงามละมุนก็ยังมีก้านที่ขรุขระ

ดุจแผ่นดิน ไม่มีใครอาจทำให้เรียบเสมอกันได้หมด ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายจะทำให้เหมือนกันหมดทุกคนก็ไม่ได้ ฉันนั้น

ในความดี ในความเป็นพระที่ดี ก็ย่อมมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง แต่ข้อบกพร่องมันไม่เป็นที่เสียหายต่อส่วนรวมตลอดจน ประเทศชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์

ข้อบกพร่องนั้นก็ควรเป็นข้อยกเว้น ไม่ควรตามตำหนิให้มากความ เช่นเดียวกับในดวงจันทร์แม้จะมีตำหนิเป็นจุดดำ ๆ อยู่ตรงกลางดวง แต่ชาวโลกก็ไม่ควรไปสนใจตามตำหนิอะไรมากนัก

        
        
หลวงปู่เจี๊ยะท่านจึงเป็นผู้มีจิตอิสระมานาน ไม่เกี่ยวเกาะยึดติดพัวพันในบุคคล กาล สถานที่การปฏิบัติของท่านมุ่งเน้นที่ผลการปฏิบัติมากกว่ารูปแบบแห่งการปฏิบัติ เพราะนี่เป็นนิสัยสะท้านโลกาและปฎิปทาที่เป็น ปัจจัตตัง ยากที่ใคร ๆ จะเลียนแบบได้ ท่านจึงเป็นสัตบรุษ พุทธสาวก ที่หาได้โดยยากยิ่ง สมดังพุทธภาษิตที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า

ทุทฺทนํ ททมานานํทุกฺกรํ กมฺมกุพฺพตํ

อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติสตํ ธมฺโม ทุรนฺวโย.

สัตบุรุษให้ในสิ่งที่บุคคลอื่นให้ได้ยาก กระทำในสิ่งที่บุคคลอื่นกระทำตามได้ยาก

คนที่ไม่ดีจริง ไม่แกร่งจริง ย่อมทำตามท่านไม่ได้

เพราะกรรมของสัตบรุษ ยากที่คนไม่ดีจะประพฤติตามได้

สนฺตกาโย สนฺตวาโจสนฺตมโน สุสฺมาหิโต

วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุอุปสนฺโตติ วุจฺจตีติฯ

ภิกษุผู้มีกาย วาจาสงบ ยังไม่นับว่าเป็นผู้สงบแท้ แต่ผู้ที่มีกาย วาจา และใจสงบนั้นแล เราตถาคตจึงเรียกภิกษุนั้นว่า เป็นผู้สงบอย่างแท้จริง และเป็นผู้คลายจากความลุ่มหลงในโลกทั้ง
ปวงฯ


 

Access denied for user 'vayoclub_dhamma'@'localhost' to database 'vayoclub_manage'