ผู้เขียน หัวข้อ: ประวัติ หลวงปู่เจี๊ยะ จุนฺโท พระผู้เป็นดั่งผ้าขี้ริ้วห่อทอง  (อ่าน 21340 ครั้ง)

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พรรษาที่ ๔-๕ (พ.ศ. ๒๔๘๓-๒๔๘๔)

จำพรรษาที่เสนาสนะป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ (วัดป่าโนนนิเวศน์)

อำเภอเมือง จังหวัดอุดรธานี

ป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ

หลวงปู่เจี้ยะเล่าประวัติต่อไปอีกว่า...

เมื่อท่านพระอาจารย์มั่นและเราเดินทางจากโคราชมาขอนแก่น ถึงอุดรเข้าพักที่วัดโพธิสมภรณ์ ตามคำนิมนต์ของท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์ อยู่ที่วัดโพธิฯพอสมควรแก่กาลแล้ว ท่านก็ปรารภจะพักอยู่ตามป่าช้า ซึ่งเป็นอุปนิสัยของท่าน

ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เห็นว่าป่าช้าเป็นที่ทิ้งศพ ชื่อว่า โนนนิเวศน์ เป็นป่าสงบสงัด ผู้คนไม่กล้าเข้ารบกวน จึงนิมนต์ท่านให้เข้าไปพักภาวนาที่นั่น ท่านจึงออกจากวัดโพธิสมภรณ์ ได้เข้าพักที่ป่าช้าโนนนิเวศน์และจำพรรษาที่เสนาสนะป่าช้าโนนนิเวศน์

สมัยนั้นเป็นป่าช้าไม่ได้อยู่กลางเมืองอย่างนี้ เป็นที่ทิ้งศพโจรผู้ร้ายที่ถูกทางการฆ่าตาย เรา (พระเจี๊ยะ) อยู่จำพรรษาร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นที่เสนาสนะป่าโนนนิเวศน์เป็นพรรษาที่ ๒ รวมอยู่กับท่านมา ๒ ปี ๓ แล้ง ขณะนั้นเราบวชได้ ๕ พรรษา ทุก ๆ วันมีประชาชนผู้เลื่อมใสเข้ามากราบไหว้ไม่ขาดสาย ตอนเย็นท่านเมตตาแสดงธรรมภาคปฏิบัติให้แก่พระเณรฟัง ท่านเจ้าคุณธรรมเจดีย์เองท่านเดินทางมาฟังธรรมโดยสม่ำเสมอ

ถามปัญหาท่านพระอาจารย์มั่น

ที่พักของเรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) กับท่านพระอาจารย์มั่นไม่ห่างกันมากนัก ท่านอายุ ๗๐ แล้ว ต้องคอยดูแลท่าน ท่านจะเรียกใช้อะไรจะได้ยินได้ง่าย ในตอนเย็นๆ หลังจากทำข้อวัตรปฏิบัติเสร็จ มีปัญหาธรรมอันใดขัดข้อง จะนำไปถามท่านเสมอ เราเคยเข้าไปที่พักท่านที่โนนนิเวศน์ ไปถามปัญหาธรรมกับท่านพระอาจารย์มั่นอันหนึ่ง ก็นำมาเล่าสู่กันฟัง

สมัยอยู่กับท่าน ถามว่า “ครูบาจารย์...ครับ พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ที่ท่านพ้นจากอาสวะกิเลสไปแล้วอย่างนั้น เข้าสมาธิทีเดียวจะได้หรือไม่”

ท่านตอบว่า “เออ... ดูแต่พระพุทธเจ้าเป็นต้น เวลาก่อนที่จะเข้านิพพานอย่างนี้ ก็ต้องเข้าตั้งแต่ปฐมฌาน ตั้งแต่รูปฌาน จนถึงอรูปฌาน เข้าไปโดยลำดับ”

หลวงปู่เจี๊ยะพิจารณาธรรม

“ทำไมท่านว่าอย่างนั้นหนอ” เราก็นำมาพิจารณา เนี่ยก็น่าคิด น่าตรึกตรอง เพราะขั้นต้นของหัวใจของคนเรานั้น มันต้องมีอารมณ์เป็นสิ่งเกื้อกูลอุดหนุน ให้กระสับกระส่ายไปในบางสิ่งบางอย่าง กระทบทางหู ทางตา ทางใจ เข้ามารบกวนอยู่ เพราะฉะนั้น ขั้นต้นก็จำเป็นที่สุด จำเป็นจะต้องชำระให้ใจนั้นเข้าไปอยู่ในจุดใดจุดหนึ่ง ให้ถึงจุดอันนั้นแล้ว ใจมันก็เกิดความสงบ นิวรณ์ทั้งหลายก็ดับไปจากใจเรา ใจนั้นก็เป็นปกติ เป็นหนึ่งอยู่จำเพาะอย่างนั้นเบื้องต้น

อันนี้เองเป็นต้นเหตุให้เข้าใจของการบำเพ็ญสมาธิ ผู้ปฏิบัติก็จำเป็นจะต้องเน้นแนวทางให้ถูกทาง จึงเรียกว่าสมกับเป็นนักกรรมฐาน

ถ้าเราไม่เน้นทางให้ถูก สักแต่ว่ากระทำไปโดยไม่ตรึกตรอง ไม่พินิจพิจารณา ใคร่ครวญ สิ้นไปวันหนึ่งคืนหนึ่ง หลาย ๆ วัน หลาย ๆ เดือน หลาย ๆ ปีอย่างนี้ สิ้นไปโดยเปล่าประโยชน์ การบำเพ็ญนั้นไม่ค่อยได้เกิดประโยชน์กับเรา กับชีวิตของเรา ที่ทุ่มเทเสียสละมา จากกิจการบ้านเรือน สละโลก และสงสารมาอย่างนี้ แล้วควรจะทุ่มเทชีวิตด้านจิตใจ ให้เป็นสิ่งสำคัญกับชีวิตของเรา สมกับความมุ่งมาดปรารถนา เราเข้ามาเพื่อต้องการขจัดทุกข์ของหัวใจให้ออกไปจากใจของเรา


กุฏิท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าโนนนิเวศน์
(ปรับปรุงใหม่)

เพราะฉะนั้น การเมื่อความดำริอย่างนั้นแล้ว สิ่งอันใดที่เรากระทำไม่เกิดความสงบ เราก็จำเป็นที่จะศึกษาไต่ถาม หรือเพียรพยายามด้วยตัวเองอย่างใดอย่างหนึ่ง มันขัดข้องประการใด อย่างนี้มีครูบาอาจารย์ก็ศึกษาจากท่านเหล่านี้ เป็นต้น

เพราะฉะนั้น การทำใจเข้าสู่ความสงบนี้ก็ประการหนึ่ง เมื่อเข้าสู่ความสงบอย่างนั้น จิตใจที่ปราศจากนิวรณธรรมทั้งหมดแล้วอย่างนั้น ใจนั้นจะเยือกเย็น ใจนั้นจะสุขุม ไม่มีความนึกคิดปรุงแต่งไปในอดีต ถึงอนาคต

แม้ปัจจุบันที่บริกรรมอยู่ก็วางโดยปกติอย่างนั้น ใจปราศจากสิ่งทั้งปวง เต็มไปด้วยความสว่างไสวของใจอย่างนั้น เรียกว่า จัดว่าเป็นสมาธิ เมื่อเราฝึกอย่างนี้จนชำนิชำนาญแล้ว ก็จำเป็นต้องใช้การค้นคว้า พินิจพิจารณา นี่เป็นมาตรฐานสำคัญของผู้ปฏิบัติ จำเป็นที่ต้องค้นคว้า

อย่างเราก็เคยอธิบายบอกให้ค้นคว้าร่างกาย เพราะฉะนั้นจึงว่า ถ้าไม่ค้นคว้าพิจารณาร่างกาย ก็เรียกว่าพิจารณาเวทนา เมื่อพิจารณาเวทนา ไม่พิจารณาเวทนา ก็พิจารณาจิต เมื่อไม่พิจารณาจิต ก็พิจารณาธรรม ท่านว่าอย่างนั้น แต่ถ้าการค้นกาย เป็นการที่ถอนรากเหง้า ของสักกายทิฎฐิอันสำคัญอันหนึ่ง

เวลาน้อมนึกตั้งแต่เบื้องบน คือตั้งแต่หัวลงถึงปลายตีนอย่างนี้ ถ้านึกให้ละเอียดลออลงไปแล้วอย่างนั้นก็ต้องกินเวลาตั้งเป็นเกือบชั่วโมง ก็ต้องเอาอย่างนั้น เมื่อลงไปตั้งถึงที่สุดถึงนิ้วก้อย เบื้องซ้าย เบื้องขวาที่สุดลงไปแล้ว ก็ต้องทวนกลับขึ้นมา อย่างนั้นตลอด นิ้วก้อยเบื้องซ้าย จนมาถึงนิ้วหัวตลอดถึงเท้าเบื้องเอว แล้วก็ลงไปเท้าขวา ขึ้นมาอย่างนั้นอีก ตลอดเวลาก็ขึ้นมาตามส่วนอวัยวะของหน้าอก ขั้นเอวนี่ถึงสันหลัง ถึงซี่โครง หน้าอก ถึงกะโหลกศีรษะขึ้นมาอย่างนี้ เรียกว่า อนุโลม ปฏิโลม ถอยเข้าถอยออกของใจ สภาวะบางชนิดของจิตของผู้ที่เป็นใหม่อย่างนั้น

เมื่อน้อมพินิจพิจารณาอย่างนั้น บางทีจะเกิดความเบื่อหน่าย เกิดความสังเวชสลดใจอย่างนั้น ให้น้ำหูน้ำตาไหล เกิดความสังเวชสลดใจ ว่าเรานี้ก็จะต้องแตกตาย โดยไม่มีข้อสงสัยประการใดทั้งปวง ใจในสภาวะอย่างนั้น มันเกิดความสงบแล้ว เมื่อนึกไปแล้วมันก็เป็นเช่นนั้น เป็นธรรมดาของการประพฤติปฏิบัติ แต่ท่านเรียกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกว่า ปีติ แต่ลักษณะของปีติอย่างนี้ ก็เป็นปีติไปเพื่อที่จะคลายซึ่งความเพลิดเพลินของใจนั่นเอง เมื่อใจนั้นสงบเข้าอย่างนั้นแล้ว ก็จำเป็นต้องเกิดปีติ เกิดในสิ่งที่ไม่เคยเป็น มันก็ต้องเป็นขึ้นกับชีวิตอย่างนั้น

เมื่อพิจารณามากเข้ามากเข้า บางทีระลึกถึงส่วนใดอย่างนี้ ให้หลุดออกไป มันก็หลุด ฝึกให้ลูกตาหลุด ลูกตาก็เห็นหลุดออกไป แล้วก็เพ่งอยู่อย่างนั้น ก็กำหนดเข้ามาใส่ มันก็ใส่ได้อย่างเก่า กำหนดตาช้ายออกไป ตาซ้ายก็ออก กำหนดเอาเข้ามาก็เข้า นี่ต้องพิจารณาให้ละเอียด แม้แต่ฟันมีกี่ซี่ ฟันล่าง ฟันบน มีกี่ซี่ นึกให้ละเอียดลออลงไป อย่าได้ละเว้น

ยิ่งเกิดปฏิภาคเท่าไร มากเท่าไรแล้ว ก็ยิ่งต้องกำหนดให้ละเอียดลงไป แต่เมื่อเป็นปฏิภาคอย่างนั้น เมื่อเราค้นคว้ามากเข้ามากเข้า ปฏิภาคนั้นย่อมจะจางลง ความที่ปฏิภาคจางเช่นนั้น เราอย่าเข้าใจว่าสมาธิเสื่อม ลักษณะของปฏิภาคเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างนั้น เมื่อพิจารณาให้มากให้ละเอียดลออลงไปแล้ว ใจจะอยู่กับลำดับที่พิจารณาอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา อย่างนี้อย่าเข้าใจว่าปฏิภาคเสื่อม ปฏิภาคนั้น เสื่อมไปจริง หายไปจริง เพราะมันเกิดปัญญา เมื่อเกิดปัญญาอย่างนั้น ละเอียดลออมากเข้ามากเข้า ปฏิภาคนั้นก็จางไปไม่ปรากฏ ผู้ที่เป็นอย่างนั้นอย่าเข้าใจว่าสมาธิเสื่อม

ถ้าเราสังเกต ดูให้เที่ยงแท้ของใจที่พิจารณาอยู่อย่างนั้น มันจะเป็นหนึ่ง ไม่วิ่งไปในที่ใดทั้งหมดเลย อยู่เฉพาะกาย อันนี้อันเดียวตลอดเวลาที่เรานึกอย่างนั้น อย่างนี้ เพิ่งเข้าใจว่าเป็นแนวสมาธิอันที่จะหนีจากทุกข์ แนวทางเรียกว่ามัคโค ที่จะออกจากทุกข์ของใจ ใจในขณะนั้นไม่มีอารมณ์เข้ามากวัดแกว่ง มาแก่งแย่งกับใจที่พิจารณาอยู่อย่างนั้นตลอดเวลา เมื่อพิจารณามากเข้าเมื่อเห็นเหนื่อยพอสมควร เป็นเวลาตั้งชั่วโมงสองชั่วโมง อย่างนี้เราก็ถอยจิตเข้ามาพัก พอสมควรก็ถอยจิตกลับมาพิจารณาอีกอย่างนั้น

เมื่อเห็นว่าจิตมีกำลังดีแล้ว ก็ค้นลงไปให้ตลอดเวลา บางทีนั่งอย่างนั้นให้ตลอดทั้งคืนก็นั่งได้ ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า กำลังของใจที่ปล่อยวางขันธ์ทั้งหมด หรือเรียกว่า อารมณ์ทั้งหมดนั้น มันประกอบไปด้วยความเพลิดเพลินในขณะพินิจพิจารณาอย่างนั้น เรียกว่าปัญญาอันแท้จริง ที่จะเกิดกับใจของผู้ที่ปฏิบัติอันนั้น อย่าเข้าใจว่าสมาธิ หรือเรียกว่า ปฏิภาคนั้นเสื่อม นี่ต้องเข้าใจอย่างนั้น

ความที่เป็นเช่นนั้น เพราะใจที่ดำเนินไปพิจารณาอย่างนั้น ท่านเรียกว่า เป็นลักษณะของปัญญากับสติเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ค้นนึกถึงส่วนต่างๆ อยู่อย่างนั้นใจไม่พะวักพะวนไปกับสิ่งใดทั้งหมด นึกตั้งแต่เบื้องบน ตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ตลอดร่างกายไปจนถึงปลายเท้าขึ้นมาตลอดเวลาอยู่อย่างนั้น แล้วก็ทวนขึ้นมาอีก มาถึงเบื้องบน ลงจากเบื้องบนไปหาเบื้องล่าง เอาอยู่อย่างนี้นั่ง ๓-๔ ชั่วโมง ไม่มีการเหน็ดการเหนื่อย เมื่อยล้า สบายที่สุดของชีวิตที่เราเข้ามาบำเพ็ญพรหมจรรย์

เพราะฉะนั้นจะต้องตั้งใจอย่าไปเพลิดเพลินกับสิ่งหนึ่งสิ่งใด เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว อย่าคุยมาก อย่าไปอวดมาก แต่อันนี้จะมีทิฐิมานะอันแฝงเจือเข้ามาอยู่ในหัวใจของบุคคลผู้เป็นเช่นนั้น สำคัญว่าตัวฉันดี ตัวฉันประเสริฐ ตัวฉันไม่มีใครสู้ได้ อันนี้ต้องระวังไว้ อย่าเพลิดเพลินกับสิ่งเหล่านั้น เพราะสภาวะอย่างนี้ ความคิดเมื่อพิจารณาอย่างนั้นแล้ว ความคิดเห็นในบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้น ต้องระมัดระวัง เมื่อในบางสิ่งบางอย่างเกิดขึ้นเช่นนั้น ต้องพยายามเข้าไปค้นกาย พิจารณากายของตัวอย่างเดิม อย่าไปยุ่งอย่างอื่น อย่าไปคิดเรื่องโลก เรื่องสงสาร เพลิดเพลินในการเทศน์ การวาทะอะไรทั้งหมด ต้องให้เข้าใจอย่างนั้น ต้องหวนกลับเข้าไป ค้นคว้าอย่างเดิมอย่างนั้น


พระอุโบสถวัดโนนนิเวศน์ปัจจุบัน สมัยนั้นยังไม่มี

อันนี้เป็นหลักสำคัญ มันมีสิ่งแว่วๆ เข้ามาในหู เพราะฉะนั้นต้องเตือนสักหน่อย เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งอกตั้งใจให้เต็มที่ลงไป ในระดับของใจกำลังดีอย่างนี้แล้ว ขอให้ตั้งใจเต็มที่ลงไปเถิด ผลที่จะได้รับคือ ความสงบของใจ เมื่อค้นคว้าพินิจพิจารณาใจลงไปกายลงไปเท่าไร ใจนั้นยิ่งเกิดความสงบทุกทุกนาที ทั้งวันทั้งคืน ยืนเดินนั่งนอน จะเกิดแต่ความสงบของใจอยู่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นอย่าได้นอกรีตนอกรอยไปเล่นพิธีต่าง ๆ นานา ให้พิจารณาร่างกายของเรา ให้ตัดส่วนหยาบส่วนละเอียดของกายออกให้มาก เมื่อจะเห็นหรือไม่เห็น ไม่ต้องวิตก เมื่อส่วนปัญญาที่ละเอียดมากเข้าเท่าไรแล้วอย่างนั้น ปฏิภาคนั้นจะดับไปทันที แต่อย่าวิตกว่าสมาธิเสื่อม การพินิจพิจารณาอยู่อย่างนั้นเอง เป็นเหตุให้เจริญขององค์ปัญญาวิปัสสนานั่น

การปฏิบัติของเราจากป่าช้าโนนนิเวศน์จนถึงหนองน้ำเค็มบรรลุถึงผลอันน่าพึงใจ ไม่เสียดายอาลัยทุกสิ่งในโลก คำสอนของพระศาสดาประจักษ์ใจ หายสงสัย ลังเลเคลือบแคลงในพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า ซาบซึ้งในพระคุณของท่านพระอาจารย์มั่นที่สั่งสอนอบรมมา

การที่เราได้อยู่ปฏิบัติพระผู้ทรงคุณเช่นนี้ เป็นความโชคดีเหลือหลาย เราจะได้รู้ในสิ่งที่เราไม่รู้ แต่ละวันจะมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับท่านทั้งด้านภายนอกและภายในมาก ตาต้องดูท่านตลอดอย่าให้คลาดเคลื่อน หูต้องฟังท่านตลอด ไม่ว่าท่านจะพูดค่อยหรือแรง ใจต้องคิดตลอด ปัญญาอย่าอยู่นิ่งเฉย ถ้าไม่รวดเร็วดังนี้ก็จะไม่สามารถอยู่กับท่านได้

ธุดงค์จากอุดรถึงสกลนคร


คุณแม่นุ่ม ชุวานนท์

ท่านพักจำพรรษาที่วัดโนนนิเวศน์ จังหวัดอุดรธานี เป็นเวลา ๒ พรรษา นับแต่จังหวัดเชียงใหม่มา พอออกพรรษาปีที่ ๒ แล้ว คณะศรัทธาทางจังหวัดสกลนครมี คุณแม่นุ่ม ชุวานนท์ เป็นต้น ซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์เก่าแก่ของท่าน พร้อมกันมาอาราธนานิมนต์ท่านให้ไปโปรดทางจังหวัดสกลนครซึ่งท่านเคยอยู่มาก่อน ท่านยินดีรับอาราธนา คณะศรัทธาทั้งหลายต่างมีความยินดี พร้อมกันเอารถมารับท่านไปที่จังหวัดสกลนคร

ในปลายปี พ.ศ. ๒๔๘๔ เราได้เดินทางติดตามท่านพระอาจารย์มั่นไปพักที่วัดป่าสุทธาวาส จังหวัดสกลนครด้วย ฉะนั้นในระยะ ๓ ปีนี้เราเป็นพระอุปัฏฐากประจำ

เมื่อเดินทางถึงสกลนครและพักอยู่ที่วัดป่าสุทธาวาสได้ ๒-๓ วัน หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโลก็มีจดหมายมานิมนต์ท่านพระอาจารย์มั่น เนื่องจากหลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านพระอาจารย์มั่นจึงมอบหมายให้เราเดินทางไปอุบลฯ แทน เพื่อดูแลอุปัฏฐากในอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์และกราบเรียนตามที่ท่านพระอาจารย์มั่นสั่งมา เราจึงออกเดินทางโดยรถยนต์ยังจังหวัดอุบลราชธานี และเดินเท้าไปพบกับหลวงปู่เสาร์ ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
วัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร

จังหวัดอุบลราชธานี

อุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์

ก่อนหน้าที่เราจะมาถึงวัดดอนธาตุนั้น มีอยู่วันหนึ่งตอนบ่ายหลวงปู่เสาร์นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้น มีเหยี่ยวตัวหนึ่ง ได้บินโฉบไปโฉบมาเพื่อหาเหยื่อ จะด้วยกรรมแต่ปางใดของท่านไม่อาจทราบได้ เหยี่ยวได้บินมาโฉบเอารังผึ้ง ซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่พอดิบพอดี รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาด้านข้างๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ ผึ้งได้รุมกันต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลด พวกมันจึงพากันหนีไป จากเหตุการณ์ที่ผึ้งต่อยนั้นมา ทำให้หลวงปู่เสาร์ป่วยกระออดกระแอดมาโดยตลอด

เมื่อมาถึงวัดดอนธาตุได้ ๒-๓ วัน หลวงปู่เสาร์ท่านอาการหนักขึ้นโดยลำดับ เราอยู่ปฏิบัติท่านจนกระทั่งหายเป็นปกติดีแล้ว

วัดดอนธาตุ บ้านทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี เนื้อที่ราวๆ ๑๓๐ ไร่ มีแม่น้ำมูลล้อมรอบ เป็นเกาะอยู่กลางน้ำ เป็นวัดที่ท่านหลวงปู่เสาร์มาสร้างเป็นองค์แรก แต่ก่อนบางส่วนในบริเวณที่วัดเป็นทุ่งนาชาวบ้าน เมื่อหลวงปู่เสาร์ท่านมาภาวนา ญาติโยมเกิดความเลื่อมใสจึงถวายเป็นที่วัด บริเวณเกาะกลางแม่น้ำมูลนี้จึงเป็นที่วัดทั้งหมด

เดิมทีเขาเรียกกันว่า ดอนทาก เพราะมีตัวทากเยอะ เป็นป่าดิบชื้น ชาวบ้านเข้ามาหาของป่าถูกตัวทากกัด มีตัวทากยั้วเยี้ยเต็มไปหมด ชาวบ้านจึงเรียกเพี้ยนจากดอนทากกลายเป็นดอนธาตุ อาจจะเป็นเพราะหลวงปู่เสาร์ท่านเข้ามาอยู่ด้วย เขาจึงเรียกว่าดอนธาตุ

ตอนที่เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) มาหาหลวงปู่เสาร์ ท่านอยู่ที่นี่ท่านไม่ค่อยเทศน์นักหรอก มีอยู่ครั้งหนึ่งเมื่อเข้าหาท่าน ดูแลท่านเรื่องอาพาธ เมื่อท่านหายป่วยร่างกายมีเรี่ยวแรง ญาติโยมขอฟังเทศน์ท่านว่า

“หลวงปู่เทศน์ให้ฟังหน่อยพวกขะน้อย (ฉัน) อยากฟังธรรม” โยมที่มาถวายภัตตาหารเช้า เขานิมนต์ให้เทศน์ หลังจากท่านฉันเช้าเสร็จ

“ทำให้ดู มันยังไม่ดู ปฏิบัติให้ดูอยู่ทุกวัน มันยังไม่ปฏิบัติตาม เทศน์ให้ฟังมันจะฟังหรือ? พวกเจ้าข้อยเฮ็ดให้เบิ่งยังบ่อเบิ่ง เทศน์ให้พวกหมู่เจ้าฟัง หมู่เจ้าสิฟังฤๅ” เมื่อหลวงปู่เสาร์พูดเสร็จ ท่านก็สั่งให้พระอาจารย์ดี ฉนฺโน ผู้เป็นลูกศิษย์ที่นั่งเป็นลำดับต่อจากท่านไปเป็นองค์เทศน์ ท่านมีปกติเป็นพระพูดน้อย ต่อยมาก ส่วนมากท่านทำให้ดู เพราะท่านมีคติว่า “เขาสิเชื่อความดีที่เฮาเฮ็ดหลายกว่าคำเว้าที่เฮาสอน” (เขาจะเชื่อในสิ่งที่เราทำมากกว่าจะเชื่อในสิ่งที่เราพูด)

ธุดงค์ประเทศลาว

หลังจากหลวงปู่เสาร์ท่านหายจากอาพาธแล้ว ธาตุขันธ์กระปรี้กระเปร่า ท่านจึงเดินทางไปทำบุญอุทิศให้ท่านแดดัง ผู้เป็นอุปัชฌาย์ของท่านซึ่งอยู่ที่หลี่ผี ประเทศลาว (ตามปกติหลวงปู่เสาร์จะซอบออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ฝั่งประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุเป็นประจำทุกปี)

หลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาวก่อน เราจึงเดินธุดงค์ติดตามไปทีหลัง ความจริงแล้วเราจะไม่ธุดงค์ติดตามท่านไปจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ตั้งใจว่าจะกลับสกลนครไปหาท่านพระอาจารย์มั่นที่บ้านโคกก่อนเลยก็ได้ แต่เมื่อมานึกถึงคำสั่งของท่านพระอาจารย์มั่นก็ให้หวนรู้สึกประหวัด ๆ อยู่ในใจว่า

“เจื้ยะเอ้ย... ดูแลหลวงปู่เสาร์แทนผมให้ดีนะ ถึงการป่วยอาพาธของท่านจะหายก็อย่าได้ไว้วางใจเป็นอันขาด”

เมื่อเป็นดังนี้เราจึงจำเป็นต้องเดินธุดงค์ติดตามหลวงปู่เสาร์ไปประเทศลาว เพราะมีความมั่นใจในความรู้พิเศษของท่านพระอาจารย์มั่นว่า “ท่านต้องทราบเหตุการณ์ล่วงหน้าในเรื่องอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นแน่นอน จึงกำชับให้เราดูแลหลวงปู่เสาร์เป็นอย่างดี” ท่านเน้นว่า “อย่าได้ไว้วางใจ” เหมือนกับท่านบอกเป็นนัย ๆ แต่ท่านไม่พูดตรง ๆ จะเป็นการทำนายครูบาอาจารย์ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเคารพรักหลวงปู่เสาร์มาก

ขณะหลวงปู่เสาร์เดินทางล่วงหน้าไปประเทศลาว นครจาปาศักดิ์ก่อนแล้ว ทางฝ่ายเรา (พระเจี๊ยะ) และพระเพ็งผู้เป็นหลานของท่าน ครูบาแก้ว ครูบาเนียม และเณร กับผ้าขาวก็ออกเดินทางด้วยเท้า จากดอนธาตุ มุ่งไปยังเขตสุวรรณคีรี ริมแม่น้ำโขง ซึ่งใกล้กับปากแม่น้ำมูล ซึ่งเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง

 
หลี่ผีที่ประเทศลาว

เราได้พาหมู่คณะพักค้างคืนที่บนภูเขาที่เขตสุวรรณคีรี ต่อมาได้มีผู้มานิมนต์ให้ไปพักอยู่ที่ใกล้ๆ กับแม่น้ำโขง เป็นที่มีป่าใหญ่มาก มีสัตว์นานาชนิด เช่น ช้าง เสือ หมี และในน้ำยังมีปลาโลมาน้ำจืดเสียงร้องดังเหมือนเสียงวัว อีกทั้งสถานที่นั้นยังเป็นสถานที่ที่ชาวบ้านเกรงกลัวมาก เพราะใครจะไปตัดไม้ไม่ได้ หากตัดต้นไม้ก็จะมีอันเป็นไปคือเจ็บไข้ได้ป่วย

ในป่านั้นมีไม้ยางใหญ่ๆ เขาทำเป็นตะท้าวดักเสือ เมื่อเสือผ่านลอดเข้ามา ตะท้าวก็จะหล่นมาทุบเสือตาย เราไม่รู้ไปยกเอาไม้ออก ต้นไม้ก็มาแทงเอาขาต้องเอาน้ำมันมาทา เดินไม่ได้ตั้งนาน เจ็บปวดมากไม่รู้ว่าเขาทำดักเสือ

เราพาหมู่คณะปฏิบัติพักอยู่ที่ป่าดงใหญ่นี้ได้ไม่นานนัก ได้นำคณะธุดงค์ไปยังนครจำปาศักดิ์ตามคำนิมนต์ของโยมคำตันในระหว่างนั่งเรือไปนครจำปาศักดิ์แล้วมุ่งตรงไปทางปากเซ-ปากซัน ปีนั้นน้ำเยอะเชี่ยวกรากมาก ล่องเรือไปตามกระแสน้ำ เรือมันจึงแล่นเร็วพอไปถึงตรงสะดือน้ำใหญ่ บังคับเรือไว้ไม่อยู่ เรือหมุนติ้วๆ บึ้ดๆ ๆ งี้ มันหมุนตั้งยี่สิบรอบมั้ง วื้อๆ ๆ ถ้าเป็นเรือใหญ่มันก็หมุนสักเดี๋ยวก็ไปได้ แต่เราไปเรือพายเล็กๆ ถึงตรงสะดือน้ำก็หมุนเคว้งคว้าง เราก็ตะโกนบอกสั่งให้พวกฝีพายช่วยกันงัดเรือออกไปอีกด้านเราต้องใช้ไม้พายช่วยงัด จึงหลุดออกมาได้ ไม่งั้นตาย คนตายแยะตรงนี้ มันดูดลงไปตาย ถ้าเกิดล่มขึ้นมาเราอาจจะไม่ตาย เพราะเราว่ายน้ำเก่ง แต่มันต้องเอาจีวรออก ถ้าเอาออกไม่ทันก็ตายเหมือนกัน มันเป็นสะดือน้ำ หมุนวนน่ากลัว

    
 


วัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ ประเทศลาวในปัจจุบัน

วัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์

เมื่อเรือเลียบฝั่ง เราได้พาพระเณรทั้งหมดไปพักยังวัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ มุ่งเพื่อจะไปให้ทันหลวงปู่เสาร์ แต่คลาดกัน หลวงปู่เสาร์ได้ธุดงค์ไปที่หลี่ผีก่อน

พักที่วัดอำมาตย์พอสมควรแล้ว ต่อจากนั้นได้ธุดงค์ต่อไปที่ห้วยสาหัว เขตนครจำปาศักดิ์ ห่างตัวเมืองราว ๑๐ กว่ากิโลเมตร พักอยู่ที่นี่ราว ๔ เดือน เป็นหมู่บ้านที่มีผู้อยู่อาศัยราว ๑๘ หลังคาเรือน ในการธุดงค์ครั้งนี้ เราพักอยู่กับพระเพ็งสององค์เพียงเท่านั้น

หลวงปู่เสาร์มรณภาพ

ในกาลต่อมา พระครูเม้าวัดอำมาตย์ ให้คนถือจดหมายมาบอกให้ทราบว่าหลวงปู่เสาร์ป่วยหนักและท่านกำลังจะเดินทางมาโดยทางเรือ มาถึงนครจำปาศักดิ์ ประมาณ ๕ โมงเย็น ให้เรากับพระเพ็งผู้เป็นหลานของหลวงปู่เสาร์ มารอรับท่านหลวงปู่เสาร์ เรือของท่านหลวงปู่เสาร์จะมาถึงนครจำปาศักดิ์ ประมาณ ๕ โมงเย็น

   
ท่าน้ำทางขึ้นวัดอำมาตย์

โบสถ์ไม้ (เดิม) วัดอำมาตย์ ซึ่งหลวงปู่เสาร์กราบก่อนมรณภาพ ปัจจุบันรื้อแล้วและก่อสร้างหลังใหม่

 

พระพุทธรูปในโบสถ์ที่หลวงปู่เสาร์กราบก่อนมรณภาพ


ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
มื่อเรือของหลวงปู่เสาร์มาถึง เราพร้อมกับพระเพ็งก็ลงไปรับท่านในเรือ พบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมีอาการหนักมาก จึงจัดเปลหามเข้าไปในวัดอำมาตย์ พาท่านเข้าไปในอุโบสถที่ทำด้วยไม้ ท่านก็ทำกิริยาให้ประคองท่านขึ้นกราบพระเราทั้งสองก็ประคองท่านขึ้นเพื่อกราบพระ

เมื่อกราบลงครั้งที่สาม สังเกตเห็นท่านกราบนานผิดปกติจึงจับชีพจรดูจึงรู้ว่าชีพจรไม่ทำงาน พระทั้งหลายที่อยู่ในพระอุโบสถก็ว่า

“หลวงปู่เสาร์มรณภาพแล้ว ๆ ” เราจึงตะโกนพูดขึ้นว่า

“ปู่ยังไม่มรณภาพ ตอนนี้ปู่เข้าสมาธิอยู่ ใครไม่รู้เรื่องอย่าเข้ามายุ่ง”


โฉนดวัดอำมาตย์ ที่นครจำปาศักดิ์ ออกในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ ซึ่งเดิมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรสยาม

จึงพยุงท่านจากอิริยาบถนั่งเป็นอิริยาบถนอน แต่ทำได้ยาก เพราะท่านมีอาการจะดับขันธ์อยู่แล้วขณะที่พยุงให้ท่านนอนลงนั้น สังเกตเห็นมีพระเณรนั่งร้องไห้อยู่หลายรูป เราจึงไล่พระเณรเหล่านั้นออกไป เมื่อหลวงปู่เสาร์เข้าสู่อิริยาบถนอน ท่านก็หายใจยาวๆ ๓ ครั้งนี้แล้วท่านก็ถึงแก่กาลกิริยาโดยสงบ เมื่อเวลา ๑๗.๓๐น. วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๘๕ (สิริอายุรวม ๘๓ ปี)

เราจึงได้จัดเรื่องงานศพทุกอย่างสุดความสามารถ ให้สมกับหน้าที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นไว้ใจและมอบหมาย จัดแจงทุกอย่างที่เห็นว่าเป็นสิ่งที่สมควรทำ ส่งโทรเลขไปบอกคุณวิชิตที่จังหวัดอุบลราชธานี และหาครกใหญ่ ๆ มารองตำถ่าน เราถอดอังสะเหน็บเตี่ยว หาไม้ใหญ่ ๆ มา ยกตำๆ ตัวนี่ดำหมด ตำถ่านใส่โลงท่าน เราตำเองทั้งหมด ถ่านนี้ใส่รองพื้นโลงเพื่อดูดน้ำเหลืองไม่ให้เหม็น วางถ่านรองพื้นโลงเสร็จแล้ว เอาผ้าขาวปูทับอีกทีหนึ่ง ถ่านต้องเลือก อย่าเอาที่แตกๆ เวลาปูลงที่พื้นโลงให้ถ่านสูงประมาณ ๑ คืบ ใช้ถ่านประมาณ ๒ กระสอบก็เพียงพอ


พระอาจารย์ทอง อโสโก

เมื่อตำถ่านเสร็จแล้วตัวดำหมดเลย เราลงโดดน้ำโขงตูม...ตูม... เราเป็นคนแข็งแรง ทำอะไรคนอื่นทำไม่ทัน เมื่อเอาถ่านรอง ผ้าขาวปู ก็เอาศพท่านวางให้เรียบร้อย แล้วขอขมา ตั้งศพไว้ระยะหนึ่งให้ชาวจำปาศักดิ์มาสักการะบูชา เมื่อเห็นสมควรจึงนำศพท่านลงเรือกลับอุบลฯ ข้ามฝั่งโขงแล้ว ต่อมาคุณวิชิต โกศัลวิตร ซึ่งเป็นลูกศิษย์ท่านกับพระเถระมีพระอาจารย์ทอง เป็นต้น และญาติโยมชาวจังหวัดอุบลฯ จึงได้จัดขบวนรถยนต์ไปรับศพท่านกลับมายังจังหวัดอุบลราชธานี

ส่วนเราเมื่อนำศพหลวงปู่เสาร์ลงเรือกลับอุบลฯ แล้ว เราจึงเดินธุดงค์จากประเทศลาวเข้าทางจังหวัดอุบลราชธานี อำนาจเจริญ มาพักที่วัดพระอาจารย์ทอง อโสโก ศิษย์ผู้ใหญ่ของหลวงปู่เสาร์ เดินต่อมาทางนครพนม สกลนคร เพื่อร่วมจำพรรษากับท่านพระอาจารย์มั่น และกราบเรียนเรื่องการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์ให้ท่านพระอาจารย์มั่นทราบ

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พรรษาที่ ๖ (พ.ศ. ๒๔๘๘)

จำพรรษาที่วัดบ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอโคกยรีฝัพรรณ

จังหวัดสกลนคร

กลับจากประเทศลาวมุ่งสู่สกลนคร

ในระหว่างที่เรา (พระเจี๊ยะ) ได้รับคำสั่งจากท่านพระอาจารย์มั่นให้ไปดูแลอาการอาพาธของหลวงปู่เสาร์ที่วัดดอนธาตุ อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลฯ นั้น ท่านพระอาจารย์มั่นได้พาหมู่คณะเดินทางออกจากวัดป่าสุทธาวาส มาพักที่บ้านนาสีนวลและบ้านนามนชั่วระยะกาลหนึ่ง แล้วจึงเข้ามาพักที่เสนาสนะป่าบ้านโคกด้วยความผาสุกทั้งกายและจิตใจ ไม่มีการเจ็บไข้ได้ทุกข์

ดังนั้นขณะที่เรากำลังเดินทางกลับจากแขวงนครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว ก็ได้ทราบข่าวว่า ท่านจะพักอยู่จำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก เราจึงรีบเร่งฝีเท้าออกเดินทางจากอำนาจเจริญ จาริกรอนแรมตามหมู่บ้าน ตำบลมาเรื่อยๆ พักตามป่าช้า ท้องทุ่ง ลอมฟาง เขาป่า ภูผาหิน เดินเท้า ค่ำที่ไหนก็นอนมันที่นั่น เพราะอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นมาเกือบสามปี ได้ประสบการณ์ในการอยู่ตามป่ามาบ้างพอสมควรกินก็เริ่มกินง่าย ถึงจะตายก็คิดว่าสะดวก

การเดินธุดงค์ในระยะนี้ จึงนับว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะได้พิจารณาธรรมเต็มความสามารถ เพราะไม่มีสิ่งใดก่อกวน พระพุทธองค์จึงตรัสธรรมะเกี่ยวกับการอยู่ป่าไว้มาก เพราะพระองค์ ประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานในป่า ในอนุศาสน์ที่พระอุปัชฌาย์พร่ำสอนเมื่อเราบวช ก็สอนให้ไปอยู่ป่า อยู่ตามรุกขมูลร่มไม้

ย่างเข้าสู่เดือนมีนาคม ฤดูแล้งแล้วอากาศร้อนอบอ้าว หาพักตามร่มไม้ชายเขา ร่มยางใหญ่ มีทางลมพัดผ่าน ก็พอไล่อากาศร้อนอบอ้าวหนีไปได้บ้าง การออกมาจากท่าน อาจจะว้าเหว่อยู่บ้าง แต่การออกมาปฏิบัติภารกิจตามคำสั่งของท่าน ก็เป็นความอุ่นใจภายใต้ร่มบารมี จะเดิน จะทำ จะพูด จะคิดอะไร มีเสียงเตือนของท่านแว่วมาทางโสตประสาทเสมอ เหมือนเราเดินวนเวียนอยู่ใต้ร่มไม้ร่มใหญ่ใบดกหนา อีกทั้งใต้พุ่มไม้นั้น ก็มีน้ำให้อาบดื่มกิน นำพาความรำพึงหวังให้สดชื่นแก่จิตใจได้ไม่น้อย

ชีวิตพระป่าถ้าทำให้มันพะรุงพะรังนัก มันหนักตนเอง “มันถ่วงหัวทุบหาง” ท่านพระอาจารย์มั่นท่านว่าอย่างนี้ หนักปัจจัยสี่ ไปที่ไหนรกรุงรัง ท่านพระอาจารย์มั่นท่านสอนอย่างนี้เสมอ ลาภสักการะย่อมฆ่าคนโง่ที่หลงงมงายได้ ว่าตัวได้ตัวดีกว่าคนอื่นเขา อันนี้เราจำเอาจนขึ้นใจ

ท่านสอนว่า “ถ่วงหัว ทุบหาง” เหมือนกับเวลาเขาดักสัตว์ในป่า เขาเอาก้อนหินเทินกันไว้แบบหมิ่นเหม่เอาไม้ค้ำไว้ ใส่เหยื่อเข้าไปวางไว้ กระรอก กระแต ลิง ค่าง อะไรพวกนี้เห็นอาหารนั้นก็รีบวิ่งปรี่เข้าไปเอาเหยื่อด้วยความอยาก เมื่อเข้าไปกินเหยื่อจะวิ่งชนไม้ที่ค้ำก้อนหินที่วางดักนั้นก้อนหินนั้นก็จะหล่นลงมาทุบหัวตาย ในที่สุดสัตว์เหล่านั้นก็เป็นอาหารของมนุษย์ผู้ซึ่งฉลาดกว่า ภาษาทางภาคอีสานเขาเรียกว่า “ดักอีทุบ” สัตว์ตัวไหนหลงเข้าไปในกลลวงที่เขาหลอก ก็มีแต่ตายอย่างทรมานเท่านั้น

สมณะที่ออกเจริญสมณธรรมตามป่าตามเขาก็เช่นเดียวกัน ไปเจอเสียงเยินยอสรรเสริญว่าขลังอย่างนั้น ดีอย่างนี้ มีลาภสักการะ มีคนนับถือมากเข้าแล้วลืมตน ลืมพระธรรมคำสอนของครูบาอาจารย์ จิตใจไพล่ไปยินดีในปัจจัยสี่เหล่านั้น ก็จะถูกสิ่งเหล่านั้นทับหัวใจ ทุบหัวใจ ให้กลายเป็นผู้ไร้ศีลธรรม ไร้ยางอาย พิจารณาอะไร นั่งภาวนาอย่างไรก็ยกจิตไม่ขึ้น จิตนั้นถูกกดทับด้วยกิเลสอย่างหยาบ เมื่อพิจารณาถึงคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่นที่แว่วมาอยู่เรื่อยๆ จึงไม่เกี่ยวยุ่งด้วยผู้คน นำธรรมะที่ท่านสอนมาพิจารณาตีให้แตกด้วยอริยสัจสี่ คลี่คลายไม่ลดละ จิตตอนนั้นปราดเปรียวหมุนโดยอัตโนมัติ

เมื่อรอนแรมภาวนาตามป่าทางอุบลฯ นครพนม มุกดาหาร แก่กาลพอสมควร จึงเดินตัดเข้าสกลนคร ในระหว่างทางนั้นผ่านป่าดงทึบ ต้นไม้ใหญ่โอบไม่รอบป่ายังคงเป็นป่า สัตว์เสือยังมีมาก แบกกลดเข้าป่าออกป่า ขึ้นภู ลงเขา เดินไปนานๆ จะพบหมู่บ้านสักหลัง ส่วนมากเป็นชาวไร่ ขุดดินทำไร่ในป่าลึกๆ เดินเหนื่อยยากลำบากเหลือเกินนะ บางทีนั่งพักใต้ร่มไม้อากาศร้อน ๆ ในตอนกลางวันกระหายน้ำ น้าหมดก็อดทนเอา เดินไปสักเดี๋ยวก็เจอชาวบ้านป่า เมื่อเห็นพระก็กุลีกุจอนำน้ำมาถวายด้วยศรัทธา โดยที่เราไม่ต้องบอก บางแห่งก็ผ่านทุ่งกว้างมีแต่ฝูงวัวฝูงควาย พวกเด็กเลี้ยงควายหยอกล้อหัวเราะร่าร้องเพลงกันลั่นตามทุ่งนา

เมื่อพิจารณาไปหลายๆ อย่างด้วยปัญญาสามัญธรรมดานี่แหละ “โอ !... เขาหาอยู่หากินตัวเป็นเกลียว อดอยากลำบากแค้น แสนทุกข์แสนทน... เราก็มาหาธรรมลำบากก็ต้องทนเพื่อลดทุกข์ ปลดเปลื้องใจ เขาหากิน เราหาธรรม เขาแสวงเรื่องโลก เราแสวงธรรม”

ตกพลบค่ำก็นั่งภาวนา ถ้ามีทางพอเดิน ก็เดินจงกรม เผื่อว่าจะได้ไม่เก้อเขินเมื่อท่านพระอาจารย์มั่นทักถามเรื่องธรรมปฏิบัติ คือกลัวท่านดุเอา ว่าออกไปไม่ตั้งใจปฏิบัติ

เมื่อเดินทางมาถึงสกลนคร ก็ตรงดิ่งเข้าไปที่อำเภอโคกศรีสุพรรณ บ้านโคก ตรงไปยังป่าช้าบ้านโคก เป็นที่ที่ท่านพระอาจารย์มั่นพำนัก เมื่อถึงแล้วก็รีบเข้าไปกราบเรียนความเป็นไปทุกสิ่งอย่างเกี่ยวกับการมรณภาพของหลวงปู่เสาร์


เสนาสนะท่านพระอาจารย์มั่น ที่วัดป่าบ้านโคก
อ.โคกศรีสุพรรณ จ.สกลนคร

เข้าจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก

ก่อนเข้าพรรษา ปี พ.ศ. ๒๔๘๕ ได้มีพวกญาติโยม มาร่วมสร้างเสนาสนะเพื่อภิกษุผู้อยู่จำพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นจึงได้มอบให้เราไปควบคุมการก่อสร้างเสนาสนะจนแล้วเสร็จ ได้จำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นในปีนั้น และพระอาจารย์มหาบัวก็ได้มาร่วมจำพรรษาอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นในปีนั้นด้วย

ฉายา “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง”

ในระหว่างพรรษา ท่านพระอาจารย์มั่นชอบเรียกเราว่า “เฒ่าขาเป๋” หรือบางทีท่านก็เรียกว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ตามแต่ท่านจะพูดและสอนเพื่อเป็นคติ ตอนหลังท่านอาจารย์มหาบัวท่านก็เมตตาเรียกเหมือนกัน

อยู่มาวันหนึ่งท่านพระอาจารย์มั่นได้พูดถึงหลวงปู่ขาวว่า “หมู่เอ๊ย!... ให้รู้จักท่านขาวไว้นะ ท่านขาวนี่เธอได้พิจารณาถึงที่สุดแล้ว” หลังจากท่านกล่าวชมหลวงปู่ขาวแล้ว ท่านก็หันมาพูดเรื่องเราว่า

“เออหมู่เอ๊ย!... มีหมู่มาเล่าเรื่องการภาวนาให้เราฟังที่เชียงใหม่เว้ย... เธอปฏิบัติของเธอสามสี่ปีเหมือนเราลงที่นครนายก ‘มันลงเหมือนกันเลย’ ท่านย้ำว่าอย่างนั้น ท่านองค์นี้ภาวนา ๓ ปี เท่ากับเราภาวนา ๒๒ ปี อันนี้เกี่ยวเนื่องกับนิสัยวาสนาของคนมันต่างกัน”

การที่เรานำสิ่งที่ครูบาอาจารย์ชมมาเล่า ไม่ได้หมายยกตนเทียมท่าน แต่การที่ฝึกปฏิบัติเร็วช้านี้ แล้วแต่บุญกรรมและความเพียรของใครของมัน ที่พูดให้ฟังนี้ไม่ได้เทียบกับท่าน แต่นำสิ่งที่ท่านพูดมาพูดให้ฟัง จะได้รู้ว่าเบื้องหลังเราปฏิบัติมายังไง

การภาวนา การปฏิบัติ และชีวิตความเป็นอยู่ปัจจุบัน มันเกี่ยวเนื่องกับกรรมดีกรรมชั่วในอดีตและปัจจุบัน แล้วก็มาส่งผลให้เป็นไปในอนาคต คำว่าอนาคตก็คือ ปัจจุบันไปถึงเข้าแล้วก็ประสบชะตาอย่างนั้นอย่างนี้ ไม่ใช่การคาดเดาเอาว่าตอนนั้นจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้

แต่การประสบกับสิ่งต่างๆ ในชีวิตนั้นแหละ คือการรวมประมวลเอากรรมในอดีตปัจจุบันและอนาคตมาไว้ด้วยกัน เหมือนอย่างบางคนประสบชะตากรรมในทางร้ายในชีวิต หมดหวังสิ้นแรงใจ ระทมทุกข์ไม่มีทางออก ทั้งที่ปัจจุบันพากเพียรทำสัมมาชีพ แล้วในที่สุดเขาก็ปลิดชีพตัวเอง พร้อมทั้งฆ่าลูกและภรรยา เพราะเขาเหนื่อยหน่ายการที่จะอยู่อย่างไร้ศักดิ์ศรี แต่เขาไม่ทราบว่าความจริงในอดีตชาติเขาได้ทำให้คนอื่นย่อยยับไม่รู้กี่ครั้งกี่หน พอเกิดมาเป็นมนุษย์ทำอะไรก็หลงทะนงตนไม่เชื่อบาปกรรม เชื่อมั่นว่าตนบัญชาการได้หมด ปฏิเสธหลักธรรมที่จะนำมาประกอบใจ เมื่อประสบชะตากรรมที่โหดร้าย แล้วก็นำพาความน้อยอกน้อยใจ เสียอกเสียใจมาเป็นเครื่องครอบงำจิต ในที่สุดก็ทำสิ่งที่เสียหายแก่ตนและคนอื่นเพราะคิดว่า วิธีนี้เป็นหนทางที่ฉลาดที่สุด และเป็นทางออกที่ดีเยี่ยม


ศาลาการเปรียญวัดบ้านโคกที่ท่านพระอาจารย์มั่นใช้แสดงธรรมอบรมพระเณร

คำว่า ประสบชะตากรรมที่โหดร้าย เพราะการประมวลมาของกรรมนั้นก็คือ ในอดีตเขาเคยทำความชั่วเสียหายไว้มาก กรรมนั้นก็ย้อนมาให้ผลในปัจจุบัน ปัจจุบันนั้นแหละเป็นปัจจุบันของอนาคตในอดีต กรรมนั้นจึงประมวลมาให้ผลเป็นครั้งไป แล้วแต่ผลเสวยและความรุนแรงของความดีชั่ว ถ้าความดีมากๆ ความดีนั้นก็จะให้ผลถึงที่สุด การดำเนินชีวิตที่อยู่ภายใต้กฎแห่งกรรม อันเป็นวัฏจักรที่พาหมุนวนนี้ การเดินทางของจิตมันจึงยืดยาวแทบจะหาที่ยุติไม่ได้ เพราะกิเลสเป็นเหตุให้สัตว์ทำกรรมดี-ชั่วปะปนกันไป แล้วก็พากันเสวยผลแห่งกรรมนั้น โดยไม่มีสิทธิพิเศษปฏิเสธการกระทำนั้นๆ ว่าไม่ได้ทำไม่ได้ สิ่งใดที่ทำสิ่งนั้นต้องเป็นสิ่งที่ทำ ไม่เป็นอื่น ทำดีที่สุด แม้จะปฏิเสธว่าข้าพเจ้าไม่ได้ทำดีความดีนั้นก็ต้องให้ผล แม้แต่บุคคลนั้นจะปฏิเสธ ความชั่วก็เหมือนกัน

ตัวอย่างเช่นพระองคุลีมาล ท่านฆ่าคนมามากทำไมท่านสำเร็จอรหันต์ได้ การที่ท่านฆ่าคนมามาก พระพุทธเจ้าจะมาช่วยให้ท่านเป็นคนดีนั้น รู้สึกว่าจะไม่ยุติธรรม เหมือนๆ กับว่าพระองค์จะทรงลำเอียงไม่ช่วยสาวกองค์อื่นๆ ที่ไม่ได้ฆ่าคนให้พ้นทุกข์ให้หมดไปบ้าง ความจริงพระพุทธองค์พิจารณาเห็นจิตของพระองคุลีมาลนี้ ได้ท่องเที่ยวอยู่ในวัฏสงสาร สร้างสมแต่ความดีมามาก มากกว่าด้านชั่ว คือในหมื่นๆ ชาติ ล้วนแต่เป็นคนดีมีศีลธรรม ความดีในอดีตของท่านมันมากกว่าความชั่วในปัจจุบันเป็นไหนๆ นั่นแหละเป็นเหตุให้พระพุทธเจ้าฉุดลากเธอขึ้นมา จากความชั่วนั้นได้ แล้วก็บรรลุอริยธรรม เหมือนกับตาชั่งที่ใช้ชั่งสิ่งของ ของชิ้นไหนสิ่งใดมันหนักกว่า มันก็กดตาชั่งนั้นลงไปได้มาก ตามความหนักเบา กรรมดี-ชั่วก็เหมือนกัน ความดีมันมากๆ มันก็กดความชั่วให้จมดินไปได้ ยิ่งความดีมากขึ้นเรื่อยๆ ความชั่วก็ค่อยหายไปๆ จางไปๆ

เจ็บป่วยด้วยโรคปวดเส้นเอ็น

เมื่อเราจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านโคกกับท่านพระอาจารย์มั่น เราได้เกิดเป็นโรคชนิดหนึ่งคือโรคเส้นเอ็น รู้สึกปวดเส้นอย่างแรงคล้ายถูกงูรัด เป็นจากเอวลงมา อาการปวดขยายออกไปทั้งตัวเดินไม่ได้ ครูบาทองปาน ซึ่งเป็นสหธรรมิกที่เคยอยู่เชียงใหม่กับหลวงปู่มั่นด้วยกัน ได้ทำยาขึ้นขนานหนึ่ง โดยเอาข้าวสารแช่น้ำและตำเป็นน้ำแป้งขาวๆ ประมาณ ๔-๕ ขวดเหล้า แล้วเอาบอระเพ็ดกำใหญ่มาตำ แล้วเอาน้ำใส่ กรองได้น้ำบอระเพ็ดพอประมาณ ๔-๕ ขวดเหล้าเหมือนกัน เสร็จแล้วเอาน้ำแป้งและน้ำบอระเพ็ดที่ตำนั้นผสมกัน แล้วเอาไปฝังทั้งขวดไว้ที่ใต้บันไดบ้านสามคืน จึงขุดเอามาฉันเวลาฝังให้จุกขวดโผล่จากดินประมาณ ๑ นิ้วฟุตตามพระวินัย น้ำแป้งข้าวนั้นพระจะฉันนอกเวลาไม่ได้ จึงต้องฉันระหว่างเช้าถึงเที่ยง ยานี้ฉันประมาณ ๓ วัน โรคที่เจ็บปวดตามเส้นนั้นก็หายไป ตำรายานี้ท่านว่าเป็นตำรายาของพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม มีคุณสมบัติแก้ไข้มาลาเรียได้ด้วย ขนาดของยาที่ฉันนี้ ให้ฉันวันละ ๑ ขวดเหล้า จนยาหมด

ระหว่างที่เราป่วยอยู่นี้ ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเมตตาจัดอาหารมาให้ฉัน แต่เราไม่ฉัน กราบเรียนท่านกลับไปว่า “ครูบาจารย์ ถ้าจะตายก็ให้มันตายไปเถอะ” แต่ก็ไม่เป็นอะไร ต่อมาอีก ๒ วันก็หายเป็นปกติ

หลวงปู่มั่นเรียกเฒ่าขาเป๋

หลวงตามหาบัวเล่าเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะกับท่านพระอาจารย์มั่น (ที่เสนาสนะป่าบ้านโคก ตำบลตองโขบ อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร) เรา (หลวงตา) เห็นเถียงกันตาดำตาแดง แต่เถียงท่านทีไรอาจารย์เจี๊ยะหน้าผากแตก หลวงปู่มั่นท่านใส่หน้าผากแตก แต่ก็แปลกอันหนึ่งนะ พอยอมทันทีท่านก็หมอบทันทีเลย ใส่บ๊งเบ๊งๆ เอากันกับท่านนะ พอใส่ถูกสนับ ทางนี้พับหมอบเลย ท่านรักกันเหมือนพ่อกับลูก อาจารย์เจี๊ยะกับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นเรานี่นะ เราไปสังเกตดู อู้!...แปลกอยู่นะ ท่านไม่เรียกว่า ท่านเจี๊ยะล่ะ ท่านเรียกว่า “เฒ่าขาเป๋”

คือขาของท่านข้างหนึ่งมันเป็นอะไรไม่รู้นะ ปวดหัวเข่า ต้องได้ฉีดยาแอสไพรินอยู่เรื่อยๆ พอบรรเทาๆ แต่ไม่หายขาด เดินโขยกเขยกๆ ท่านจึงเรียก “เฒ่าขาเป๋” ท่านเรียกอย่างนั้น ท่านเรียกด้วยความรักความเมตตา มันซึ้งนะ ท่านว่าอะไรก็ดี ท่านดุอะไรก็ดี มันซึ้งแปลกนะ

อย่างท่านอาจารย์เจี๊ยะกับหลวงปู่มั่นโต้กันอย่างนี้ใส่กันเปรี้ยงๆ อาจารย์เจี๊ยะก็ไม่ถอยง่ายๆ นะ ใส่เปรี้ยงๆ จนกระทั่งพอถึงที่สนับ (หมายความว่าสนับมือที่ใช้ตี คำว่าสลบหมายถึงเข้าใจ) ใส่นี้ปั๊บ สลบหมอบเลย ทุกทีเลย เราสังเกตดูนะ เปรี้ยงปร้างๆ ไม่กี่ประโยค สักเดี๋ยวหมอบเลย แล้วก็พูดกันธรรมดา พอเสร็จจากทะเลาะกันแล้ว ก็คุยกันธรรมดาๆ เหมือนไม่เคยมีอะไรต่อกัน เราก็เป็นคนสังเกตนะ เราไปอยู่ทีแรกดูก็แปลกนะ ลักษณะของหลวงปู่มั่นกับอาจารย์เจี๊ยะนี่เหมือนพ่อแม่กับลูกแท้ๆ ไม่ได้ผิดอะไรกันเลย ท่านสนิทกันขนาดนั้น สนิทกันด้วยความเมตตาของท่านองค์นี้แหละ องค์รักษาบริขารของท่าน

 

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
หลวงปู่เจี๊ยะกำลังเดินจงกรมขณะไปรักษาอาการอาพาธที่จังหวัดราชบุรี

ท่านอาจารย์เจี๊ยะ ตอนท่านอยู่ที่นั่นท่านละเอียดลออมาก กริยาภายนอกเป็นอย่างหนึ่ง แต่เวลาท่านเอาความละเอียดความสะอาด โถ!... ใครจะสู้ท่านได้วะ มีดนี้ท่านฝนเลื่อมวับๆ อะไรไปแตะนิดหนึ่งไม่ได้นะ มีดนี้สำหรับหั่นผักอะไรๆ ถวายหลวงปู่มั่นเรา ท่านเป็นคนเก็บรักษาเอง ใครไปแตะของท่านไม่ได้นะ พอเสร็จแล้วท่านจะไปลับหิน ทุกอย่างมองดูแผล็บๆ อะไรไปถูกนิดหนึ่งรู้ทันที พอเวลาท่านมาศาลาปั๊บ ท่านจะจับมีดมาดู ถ้าพอเห็นรอย “ใคร! ๆ มาจับมีดเรานี่ ใคร! ๆ” ท่านไล่เบี้ยเลยเชียว (หัวเราะ) เพราะฉะนั้นแหละ ท่านจึงละเอียดขนาดนั้น ไม่ว่าสบง จีวรอะไร เรื่องความสะอาดนี่ยกให้ท่านนะ ท่านละเอียดลออที่สุด ดูรักษาบาตรนี่ก็เหมือนกัน ใครไปแตะบาตรหลวงปู่มั่นไม่ได้ ท่านจริงจังรักษาขนาดนั้นล่ะ ท่านละเอียดมากทีเดียว แต่กิริยาที่ท่านแสดงนั้นมันอยู่ภายนอกไม่น่าดู เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะพูดอะไรต้องระวัง ถ้าจะพูดเกี่ยวกับอาจารย์เจี๊ยะนี่นะ บางคนเขาจะยกโทษกระทั่งเรานี่ มันบ้าต่อบ้าเอาอะไรมาพูดให้เขาฟังกันนี่ เอาเรื่องอาจารย์เจี๊ยะบ้ามาพูด หลวงตาองค์นี้ก็บ้าอีกแหละ เลยเป็นบ้า สอง สาม ไปเลย ผู้ฟังก็เลยพลอยจะเป็นบ้าไปด้วยกัน สามบ้าเข้าใจมั้ย

เพราะฉะนั้นเราจึงไม่ค่อยพูดนะ ถ้าเป็นวงภายในลูกศิษย์ลูกหา ให้รู้เรื่องของท่านนะ เราพูดยันได้เลย อาจารย์เจี๊ยะนี่ “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ก็เคยอยู่ด้วยกันมาสักเท่าไร ภายนอกภายในฟัดกันซะพอแล้ว เข้าใจหรือเปล่าล่ะ ไม่ลงตรงนั้นจะลงตรงไหนมนุษย์เราน่ะ สาวกลงพระพุทธเจ้าก็ลงตรงนั้น พุทธบริษัททั้งหลายลงพระพุทธเจ้า ลงถึงขีดก็ลงแบบเดียวกัน ไม่ใช่ลงเพียงคำบอกเล่าเฉยๆ ลงเพราะเหตุผลด้วย ต่างอันต่างรู้ ต่างอันต่างจริง ต่างอันต่างเห็นด้วยกัน ทีนี้ต่างองค์ต่างเห็นด้วยกันแล้วยันกันได้ อันนี้ก็เค็มเป็นยังไง เค็ม... หรือว่าอันนี้หวาน ไหนพอใส่เข้าลิ้นปั๊บ อ้อ!... ใช่แล้วนั่น ก็เครื่องรับมีเหมือนกัน ธรรมะของพระพุทธเจ้าเหมือนรสชาติต่างๆ นะ ลิ้นนี่มันเป็นเครื่องรับ เป็นเครื่องยืนยัน อันนั้นจะเผ็ด จะเค็มอะไรก็เป็นหลักธรรมชาติของอันนั้น อันนี้ไปสัมผัสเข้าปั๊บ อ้อ!...เค็ม อ้าว!...ลองดูซี เค็ม... อ้อ!...ใช่แล้ว โอ้!...อันนี้หวาน อ้าว...ลองดู อ้าว...หวาน นั่นมันรับกันอย่างนั้น

นั่นแหละธรรมพระพุทธเจ้า เมื่อรู้ด้วยกันเห็นด้วยกันแล้ว เหมือนกับรสชาติต่างๆ ที่สัมผัสด้วยลิ้นด้วยปากของเรานี่แหละ แล้วอาจารย์เจี๊ยะก็ โห!...ตั้ง ๔๐ กว่าปีวะ หือ...ไม่ใช่ ๔๐ กว่าปีนะ ตั้งแต่ท่านหลวงปู่มั่นล่วงไปตั้ง ๔๐ กว่าปี พ.ศ. ๒๔๘๕ อยู่ด้วยกันมาตั้งแต่นู้น... แล้วก็เรื่อยเข้าออก เข้าออก พบกันเรื่อย ท่านเป็นคนจริงจังมาก ท่านไม่ค่อยเรียนมากแหละ

ถ้าเป็นลูกศิษย์ลูกหาเราก็พูดให้ฟังกันอย่างนี้ ใครมองท่านอย่าไปมองแต่กิริยาภายนอกอันนั้น อันนี้มันเป็นนิสัยอันหนึ่ง คือนิสัยอันนี้มันละไม่ได้ พระพุทธเจ้าท่านก็ทรงรับสั่งไว้แล้ว นี่แสดงไว้แล้ว นิสัยวาสนา มันเป็นของละไม่ได้ เป็นของประจำนิสัยของตนเอง ประจำตัวของตัวเอง เป็นแกนของนิสัย อันหนึ่งๆ แต่ละบุคคลๆ ละได้เฉพาะพระพุทธเจ้าพระองค์เดียวเท่านั้น นั่นท่านก็บอก ทางดีท่านก็บอก ทางชั่วท่านก็บอก เป็นความเคยชินมา อย่างที่เคยพูดให้ฟังว่า

สนฺตกาโย สนฺตวาโจ สนฺตมโน สุสมาหิโต

วนฺตโลกามิโส ภิกฺขุ อุปฺสนฺโตติ วุจฺจตีติ

ใช่ไหมท่านมหา (ท่านหันมาพูดกับพระมหาองค์หนึ่ง) มันก็มาจากธรรมบทนั่น ผมนานแล้ว ผมเรียนผ่านไปตั้งแต่ท่านยังไม่เกิดนี่ จะให้ผมไม่ลืมได้อย่างไร (หัวเราะ) ผมก็ต้องลืมได้ละสิ (หัวเราะ) นี่แหละที่จะยกภาษิตขึ้นมานี้ เพราะมีภิกษุรูปหนึ่ง แต่ก่อนท่านเป็นปุถุชน กริยาท่านเรียบตลอดเวลาดุจผ้าพับไว้ด้วยดี ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดบรรดาพระทั้งหลาย คาดว่าท่านเป็นพระอรหันต์ทั้งนั้น จนกระทั่งเข้าไปกราบทูลพระพุทธเจ้า ท่านเป็นยังไงองค์นี้ ท่านราบเรียบนักหนา ไม่ว่าจะอยู่สถานที่ใด เป็นอิริยาบถใด กริยาท่าทางนี่เหมือนผ้าพับไว้ สวยงามเหลือเกิน พระพุทธองค์ตรัสว่ายังไม่สิ้น

พระพุทธองค์ตรัสต่อไปว่า ท่านรูปนี้มีอุปนิสัยเดิมมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ท่านเคยเกิดเป็นราชสีห์ เกิดเป็นราชสีห์ติดต่อกันมาหลายชาติ จนกระทั่งได้มาเกิดเป็นมนุษย์ได้มาบวชนี้แหละ ท่านจึงมีกริยาท่าทางดี กริยาของท่านจึงเรียบไปเลยอย่างนี้ แล้วเวลานั้นพอพูดอย่างนี้ก็ยกภาษิตนี้ขึ้น

พระพุทธองค์จึงนำเรื่องนี้เทศนาว่าการสั่งสอนพระ พระทั้งหลายได้บรรลุมรรคผลนิพพานน้อยเมื่อไหร่ในวันนั้น ทั้งพระสันตกายด้วย เมื่อแปลออกมาก็ได้ความว่า ผู้มีกายอันสงบ ผู้มีวาจาอันสงบ คือสงบจากบาปนะ ไม่ใช่สงบแบบคนตาย เข้าใจรึเปล่า คนตายทิ้งไว้ในโลง มันก็อยู่อย่างนั้น เฉย... มันตายมันก็สงบละสิ สงบแบบนั้น แต่ว่าผู้มีกาย วาจา ใจ อันสงบนี่ หมายถึงว่า สงบจากบาป กาย ไม่คึกไม่คะนองไปทางบาป ก่อไฟเผาตัวเอง วาจาก็ไม่ทำร้ายป้ายสีผู้หนึ่งผู้ใด ไพเราะเพราะพริ้ง ด้วยเหตุด้วยผล ใจก็มีแต่ความสงบร่มเย็น นั่น เป็นผู้ปล่อยวางโลกามิสเสียได้ นั่นแหละเรียกว่า ผู้สงบ

หลวงตาเล่าเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะไล่เด็ก

วันหนึ่งก็มีน้ำหลากมาจากภูเขา เขาทำคลองมาจากภูเขา ลงมาใส่นาเขานี่นะ ทีนี้มันผ่านหน้าวัด เราก็เดินจงกรมอยู่ที่ริมคลองทางนี้ ท่านก็เดินอยู่ทางนั้น มันมองเห็นกันอยู่ ทีนี้พวกเด็กมันก็เล่นน้ำละซิ อึกทึกครึกโครมอยู่ ที่หัวจงกรมท่าน ท่านก็กระทืบเท้านี่ ปึงปังๆ ฮะแฮ่มๆ เด็กก็แตกฮือวิ่งเข้าป่าหมด ออกจากนั้นก็โน่น เข้าบ้านเลย

พอตกเย็นมาหลวงปู่มั่นก็ว่า “ท่านเจี๊ยะ ท่านไปทำอะไรเด็ก”

“ก็มันมาอึกทึกก็ไล่ซิ” ท่านพูดอย่างนั้นล่ะ พูดอย่างสบายเลยนะ (หัวเราะ)

“วันหลังอย่าไปทำนะ ทำอย่างนั้นไม่ดี” อาจารย์เจี๊ยะก็นิ่งนะ เราสังเกตดูท่านก็นิ่ง


หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน

พอวันหลังก็มาอีก จะเป็นเด็กพวกใหม่หรือพวกเก่าก็ไม่รู้แหละ มาอีก เพราะมันเป็นทำเลดี น่าเล่น เด็กก็มาเล่น ท่านก็เดินจงกรมอยู่ เราก็เดินอยู่ ทีนี้เด็กกำลังเล่นอึกทึกครึกโครม ก็มีผู้ชายคนหนึ่งเขามาจากทุ่งนานั่น เขามาเห็นเด็กเล่นอึกทึก ผู้ชายคนนี้เขาก็เป็นคนของวัด เขารู้เรื่องของวัดนะ เขาก็คงว่าเด็กพวกนี้มาทำอะไรอึกทึก ท่านภาวนา ท่านเดินจงกรม เขาคงคิดว่าอย่างนั้น เขาก็มาทำแบบคล้ายๆ อาจารย์เจี๊ยะนั่นแหละ มาก็มาทำฮะแฮ่มๆ ใส่ ทำท่าปุ๊บปั๊บๆ เด็กก็แตกฮืออีกล่ะ กูตาย... ฮื่อ...วันนี้ท่านอาจารย์ใหญ่คงจะเอาใหญ่อีกแหละ เรานึกในใจนะ เพราะทำที่เก่าด้วย พอตกเย็นขึ้นไป อาจารย์เจี๊ยะยังไม่ได้นั่งเลยนะ

“ท่านเจี๊ยะ ก็เมื่อวานนี้พูดกันแล้ว ว่ายังไง บอกไม่ให้ไปทำกิริยาอย่างนั้นกับเด็ก แล้ววันนี้เสียงแตกฮืออีกล่ะ”

“ก็มันไม่ใช่ผมนี่น่ะ” อาจารย์เจี๊ยะว่า ท่านพูดอย่างนี้นะ พูดตรง ๆ อย่างนี้

“ไม่ใช่ท่านแล้วเป็นใครวะ” ท่านว่า

อาจารย์เจี๊ยะก็บอกว่า ก็เป็นโยมเขามาจากทางโน้น ทางนี้ท่าน (หลวงปู่มั่น) ก็ยังไม่เชื่อนะ ท่านยังจะดุท่านอาจารย์เจี๊ยะอีกนะ เราก็เลยช่วย ใช่แล้ว คือมีผู้ชายคนหนึ่งเขามาจากนั่น ชื่อว่า...อย่างนั้น เราบอกเลย แล้วเวามาไล่เด็ก เขาคงเห็นเด็กนี่มาทำอึกทึกครึกโครมที่นั่น เขาเลยไล่ ไม่ใช่ท่านเจี๊ยะ ไม่ใช่ท่านเจี๊ยะ เพราะตอนนั้นท่านห้าพรรษานี่ เราแปดพรรษา ท่านก็เลยนิ่งเงียบไปเลย โอ้.!.. มันเป็นอย่างนั้น

หลวงปู่เจี๊ยะเย็บผ้าผิด

หลังจากนั้นต่อมาอีก ทีนี้เย็บผ้า เย็บผ้าผิด เราเดินจงกรมในป่านี่ ศาลากับป่ามันก็ไม่ห่างกัน ฟังเสียงบ๊งเบ๊ง ๆ มันอะไรนา ไอ้เรามันตัวสั่นอยู่ในป่านั่น เราไปใหม่ๆ นี่ เพราะเสียงไม่ใช่เสียงธรรมดานะ เสียงลั่น พอเงียบเสียง เราก็มาเห็นท่านคุยกัน ธรรมดาธรรมดาเรานี่

“เอ๊ะ !่ ตะกี้ท่านดุใครน่ะ” พอดีเราขึ้นไป ท่านเย็บผ้าเสร็จแล้ว ท่านอาจารย์เจี๊ยะก็ลงมา

เราถาม “เอ๊ะ ! ตะกี้ท่านดุใคร ?”

“ก็ดุผมน่ะสิ” อาจารย์เจี๊ยะตอบอย่างขึงขัง

“แล้วท่านดุทำไม?”

“ก็ผมเย็บผ้าผิด จะไม่ให้ท่านดุได้ยังไง”

ว่าอย่างนี้ คือท่านเย็บผ้าผิด อาจารย์เจี๊ยะเย็บผ้าผิด หลวงปู่มั่นดุ ท่านพูดอย่างมีเหตุผลนะ ก็ผมเย็บผ้าผิด จะไม่ให้ท่านดุได้ยังไง ธรรมด๊า ธรรมดา

กิจประจำวันของท่านพระอาจารย์มั่น

ตอนเช้าออกจากที่ภาวนา แล้วลงเดินจงกรมก่อนบิณฑบาต พอได้เวลาแล้วก็ออกบิณฑบาต หลังจากฉันเสร็จ จากนั้นเข้าทางจงกรม เดินจงกรมจนถึงเที่ยงเข้าที่พัก พักจำวัดบ้างเล็กน้อย ลุกขึ้นภาวนา แล้วลงเดินจงกรม

บ่าย ๔ โมงเย็นปัดกวาดลานวัดหรือเข้าที่พัก สรงน้ำแล้วเข้าทางจงกรมอีกเป็นเวลาหลายชั่วโมง คืนหนึ่ง ๆ ท่านพักจำวัดราว ๔ ชั่วโมงเป็นอย่างมากในเวลาปกติ ถ้าเป็นเวลาพิเศษก็นั่งสมาธิภาวนาตลอดรุ่ง ไม่พักจำวัดเลย

ในวัยหนุ่มท่านทำความเพียรเก่งมาก ยากจะมีผู้เสมอได้ แม้ในวัยแก่ยังไม่ทิ้งลวดลาย เป็นแต่ผ่อนลงบ้าง ตามวิบากที่ทรุดโทรมลงทุกวันเวลา ที่ผิดกับพวกเราอยู่มาก คือจิตใจท่านไม่แสดงอาการอ่อนแอไปตามวิบากธาตุขันธ์

ความอดอยากขาดแคลน

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าเรื่องความอดอยากขาดแคลนว่า

ท่านพระอาจารย์มั่นเมื่อเราไปอยู่กับท่านสี่แล้งกับสามปีเศษ ๆ กาแฟนี่..มาสังเกตดูในระยะ ๓-๔ ปีที่ไปอยู่ สมัยนั้นก็ยังพอมีบ้าง น้ำตาล กาแฟ อย่างนี้เป็นปีๆ ไม่เคยได้กินเลย ฉันข้าวแล้วก็น้ำเป็นปัจจัยสำคัญเท่านั้นเอง ต่างกันกับพวกเราสมัยนี้ อยากเวลาไหนก็กินได้เวลานั้น

เพราะฉะนั้นมันต่างกัน ท่านเป็นผู้มีชื่อเสียงโด่งดังจะต้องการสิ่งใด จะอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้ทั้งนั้นแต่ไม่เอา ท่านต้องการเข้าไปอยู่ในที่กันดาร ขณะหนึ่งที่ปีสุดท้าย ก่อนที่เราจะกลับไปอยู่ที่บ้านนาสีนวล ทางเหนือจังหวัดสกลฯ ทางเข้าไปหมู่บ้านราว ๓๐ กิโลเมตร หมู่บ้านนั้นยากจนทำไร่ทำสวนพอประมาณ ไร่นาก็มีนิดๆ หน่อยๆ เพราะเป็นภูเขา ไปบิณฑบาตมาอย่างนี้ ก็ไม่ค่อยมีกับข้าวที่จะฉัน ถ้ามาสมัยนี้ จ้างให้เราไปอยู่ แถมให้ค่าจ้างวันละ ๕๐๐ บาท ยังไม่เอาเลย นึกแล้วปลงสังเวชสลดใจ ท่านก็อาพาธ ก็เพิ่งจะค่อยดีๆ ขึ้นนิดหน่อยเท่านั้น เข้าไปอยู่ในที่นั้น อยู่กับท่านอดอยากและลำบากมาด้วยกัน เมื่อมานึกถึงทุกวันนี้แล้วน้ำตาเกือบจะไหลออกมาทุกที นึกถึงท่าน ท่านมีคุณธรรมอันประเสริฐเป็นที่น่ากราบไหว้

สมัยนั้นเรายังเป็นพระเด็กๆ บวชอายุได้ ๖ ปี ยังไม่ค่อยดูธรรมวินัยเท่าไหร่ เมื่อครั้นกลับมาจากนั้นแล้ว ได้เอาบุพพสิกขาฯ กับมหาขันธ์มาตรวจตามหลักพระวินัยแล้ว จะหาสิ่งที่ไปติความบกพร่องในด้านพระวินัยของท่านนี้ ดูเหมือนมันจะไม่มีเอาเลยว่าอย่างนั้นเถอะ เพียบพร้อมไปด้วยนานาประการต่างๆ เป็นผู้ที่ตั้งใจสอนกุลบุตรจริงๆ ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้องความเหนื่อยยากอย่างไรอย่างนี้สู้อดทน เป็นผู้ที่มีแววตาอันฉลาดแหลมคมทุกชนิด สมกับว่าเป็นครูเป็นอาจารย์ น่ากราบน่าไหว้ น่ารักน่าใคร่ ว่าถึงความรักแล้วรักยิ่งกว่าพ่อกว่าแม่ของเรา

ในขณะที่อยู่กับท่าน บางวันไปนั่งน้ำตาน้ำหูไหล นึกถึงบุญคุณท่าน บางทีฟังเทศน์ท่านแล้วอย่างนี้ ให้หวนคิดว่า “เราจะเป็นคนอกตัญญูไม่ได้” เกือบๆ จะนับครั้งนับหนได้ที่เราถูเนื้อถูตัวให้บิดามารดา นี้เกือบจะไม่มีเลย มีบ้างเป็นบางครั้งบางคราว ดังนั้นจึงจำไว้ในใจว่า วันหนึ่งเราต้องไปทดแทนบุญคุณบิดามารดาให้ได้

ส่วนที่เราไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นนั้นต้องไปอาบน้ำ ถูเนื้อถูตัว ถูแข้งถูขา ซักผ้าให้นานาประการต่างๆ ท่านเป็นผู้มีความมัจฉริยะหน่อย แต่มัจฉริยะในทางที่ดี คือเป็นผู้ที่รู้จักใช้ในอัฐบริขาร อย่างผ้าขาดอย่างนี้มิใช่จะทิ้ง ต้องปะแล้วปะเล่า เป็นผู้ที่ปะมีความชำนิชำนาญ นี่ประวัติของท่าน เป็นผู้มีความสันโดษ ทีเหลือคณานับในด้านการอัฐบริขาร ว่าถึงการปฏิบัติก็มีความคล่องแคล่วชำนิชำนาญ น่าเป็นครูบาอาจารย์โดยแท้จริง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 04:57:26 PM โดย บอร์ดธรรมะ »

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พรรษาที่ ๗-๑๐ (พ.ศ. ๒๔๘๖-พ.ศ. ๒๔๘๙)

จำพรรษาที่ เสนาสนะป่าบ้านนาสีนวล บ้านนาสีนวล ตำบลตองโขบ

อำเภอโคกศรีสุพรรณ จังหวัดสกลนคร

ในรัศมีท่านพระอาจารย์มั่น

หลังจากได้อยู่ร่วมกับท่านพระอาจารย์มั่นเป็นเวลา ๓ ปี ๔ แล้งแล้ว ผ่านฤดูแล้งปี ๘๖ ท่านพระอาจารย์มั่น ท่านปรารภจะไปจำพรรษาที่เสนาสนะป่าบ้านนามน เราเห็นว่า ท่านมีลูกศิษย์ลูกหามากขึ้นแล้ว ท่านอาจารย์มหาบัวก็เป็นที่ตายใจ ท่านเก่งฉลาด เป็นที่ตายใจในเรื่องเกี่ยวกับท่านพระอาจารย์ได้เป็นอย่างดีเยี่ยม เรื่องข้อวัตรปฏิบัติที่เราเคยทำมาเป็นเวลานานสมควรกับท่านอาจารย์มหา เพราะท่านมีวิชาความรู้ กล้าสู้หน้าไม่อายใคร และจะเป็นประโยชน์อันยิ่งใหญ่แก่หมูคณะต่อไปในอนาคต เหมือนดั่งนิมิตที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำนายไว้ที่ดอยคำ บ้านแม่ปั๋ง อำเภอพร้าว จังหวัดเชียงใหม่ว่า

“ท่านองค์นี้ ลักษณะเหมือนท่านเจี๊ยะ แต่มิใช่ท่านเจี๊ยะ จะทำประโยชน์ให้แก่หมู่คณะ ท่านนิมิตเห็นพระหนุ่ม ๒ รูป นั่งช้าง ๒ เชือก ติดตามท่านซึ่งนั่งสง่างามบนช้างตัวขาวปลอดจ่าโขลงเป็นช้างใหญ่ พระหนุ่มสองรูปนี้จะสำเร็จก่อนและหลังท่านนิพพานไม่นานนัก และจะทำประโยชน์ใหญ่ให้พระศาสนา”

เมื่อเราเห็นท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา ก็ตรงตามลักษณะที่ท่านทำนายไว้ก็เบาใจเป็นที่ยิ่ง ถึงได้กับอุทานภายในใจว่า

“นี่แหละ องค์นี้แหละต้องเป็นองค์ที่ท่านทำนายไว้อย่างแน่นอน เจอแล้ว ทีนี้”

เมื่อท่านอาจารย์มหาบัวเข้ามา รู้สึกว่าท่านเมตตาเป็นพิเศษ ข้อวัตรปฏิบัติอะไรท่านตั้งใจปฏิบัติรักษาสุดความสามารถ สุดชีวิตเหมือนดังที่เราเคยทำ ความเพียรท่านก็แรงกล้า มีสติปัญญาไวเป็นเลิศ สมเป็นผู้มีบุญมาเกิด ประเสริฐด้วยความดี อย่างนี้อีกไม่นานต้องพบพานธรรมอันเลิศ บุญเขตอันประเสริฐจะบังเกิดในวงพุทธศาสน์ เป็นปราชญ์ทางธรรม ค้ำชูพระศาสนาเหมือนอย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นทำนายเอาไว้อย่างแน่นอน

เมื่อคิดดังนี้จึงดำริว่า สมควรที่หมู่ผู้ที่ไม่เคยมาจะได้ช่องเข้าศึกษาปฏิบัติ ในขณะนั้นพระเณรที่ติดตามและลูกศิษย์ของท่านพระอาจารย์มั่นมีมากขึ้นโดยลำดับ ชื่อเสียงเรื่องคุณธรรมของท่านเป็นที่เลื่องลือขจรไปทั่วทุกทิศ เราจึงเข้าไปกราบลาท่านและปลีกตัวอยู่องค์เดียวเร่งความเพียร พยายามสืบเสาะหาว่า ท่านอาจารย์ขาวอยู่ที่ไหน เพราะท่านเป็นพระที่ท่านพระอาจารย์มั่นรับรองว่า เป็นพระถึงที่สุดแห่งธรรมแล้ว ได้ทำไว้ในใจว่า ถ้าทราบข่าวว่า ท่านอาจารย์ขาวอยู่ที่ไหน เราจะดั้นด้นเข้าไปกราบให้จงได้

    
    
 วัดบ้านนาสีนวล และ เสนาสนะพระอาจารย์มั่น ที่วัดบ้านนาสีนวล

ศึกษาธรรมกับหลวงปู่ขาว

เมื่อเราออกจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้วก็เพียรค้นหาท่านจนเจอ แล้วก็มาได้ศึกษาคุยสนทนาธรรมกับท่านในเรื่องการปฏิบัติได้ถามเรื่องต่างๆ นานา เพราะท่านเป็นผู้เฒ่าผู้แก่มีความชำนิชำนาญ เราสมัยยังเป็นเด็กอยู่ก็ต้องศึกษากับครูบาอาจารย์ สิ่งใดผิด สิ่งใดถูก แล้วก็ได้เป็นประโยชน์ เพราะฉะนั้นการค้นคว้าจึงเป็นหลักสำคัญมาก ค้นลงไป ค้นให้มาก ค้นเข้าไปพิจารณาไปเพื่อให้เห็นความจริง

เวลาไปเจอะปู่ขาว กี่ที ๆ ท่านก็ถามว่า “เจี๊ยะเป็นไงเอ๊ย ค้นบ่ ค้นบ่?”ท่านถามเราบ่อย ๆ

“ค้นครับ” เราก็ตอบท่านอย่างนั้น

“เออ! เอาอย่างนั้นสิ” ท่านพูดให้กำลังใจ ว่าที่ทำนั้นถูกต้องไม่ผิด

ตอนหลัง ๆ เมื่อเจอะคุยกันกับท่าน ท่านก็ถามอย่างเดิม เราก็ตอบท่านอย่างเดิมว่า

“ค้นครับครูบาจารย์ ค้นครับ ค้นแยะ”

“เอ้อ!...อย่างนั้นสิ มันถึงจะดี” ท่านว่าอย่างนั้น

ออกจากท่านแล้วก็เดินทางไปพักอยู่บริเวณป่าช้าบ้านนาสีนวล จำพรรษาที่บ้านนาสีนวล วนเวียนอยู่ในรัศมีของท่าน บ้านนาสีนวล ห่างจากบ้านนามนไม่มากนัก เดินทางไปมาได้สะดวก วันอุโบสถก็เดินทางมาร่วมทำอุโบสถกับท่าน รับโอวาทเทศนาธรรมที่ท่านแสดงไม่ว่าจะไปที่ไหน ประหนึ่งว่าท่านดูเราอยู่ตลอดเวลา

การภาวนาในระยะนี้เดินทางปัญญาโดยตลอดไม่หยุดยั้ง ออกพรรษาเที่ยวแสวงหาที่วิเวกเสมอมิได้ขาด ได้โอกาสเป็นภาวนาชำระจิตอย่างเดียว ไปง่าย อยู่ง่าย กินง่าย อย่างที่ท่านพระอาจารย์มั่นสอน เราก็ไม่ได้กังวลอะไร มีธรรมตุนไว้เป็นที่เพียงพอ พอเป็นพอไป พออยู่พอตาย ไม่เสียชาติที่เกิดมาพบพระพุทธศาสนา การศึกษาเล่าเรียนก็ไม่มีอะไร ศึกษาที่ใจเป็นสำคัญ จดจำคำสอนบ้างไม่ถึงกับห่างตำรา ถึงเวลาจำเป็นจะได้นำมาใช้

เราออกจากท่านพระอาจารย์มั่น โอ๊ย!...เที่ยวไปอยู่ตามป่า ลำบากอยู่กับท่าน อาศัยบารมีท่านสบาย ออกจากท่านลำบากหน่อย คิดถึงท่าน บางทีน้ำตาไหล ท่านโอบอุ้มใจเราได้หมด บางทีก็ไปหาท่านอาจารย์ฝั้น ท่านอาจารย์พรหม ท่านอาจารย์ขาว ท่านอาจารย์กว่า ท่านอาจารย์กู่ ท่านอาจารย์สิงห์ ท่านอาจารย์มหาปิ่น ท่านอาจารย์กงมา ที่วัดดอยฯ เหล่านี้เรารู้จัก เราเป็นเด็ก ท่านเป็นพระผู้ใหญ่กันแล้วแต่กับอาจารย์หลุยคุ้นกับท่านเป็นพิเศษ ท่านทำเสนาสนะถวายท่านพระอาจารย์มั่น เราไปช่วยท่านบ่อย ๆ ถึงจะไปเที่ยวกรรมฐานในที่ไกล ๆ แค่ไหนก็ตาม แต่เวลาใกล้เข้าพรรษาก็วนเวียนอยู่ในรัศมีท่านพระอาจารย์มั่น ไม่ให้ห่างไกลท่านนัก

บางคราวก็ขึ้นไปภาวนาที่ดอยธรรมเจดีย์ กลับไปทางหนองน้ำเค็ม อุดรฯ ที่หนองน้ำเค็มนี้ท่านพระอาจารย์มั่นเคยส่งให้เราไปอยู่ ท่านบอก

“เจี๊ยะเว้ย...ไปอยู่หนองน้ำเค็ม”

“ผมไม่ไปหรอก ผมจะอยู่ใกล้ ๆ กับครูบาจารย์”

“เฮ้ย...บอกยาก”

“ก็ผมมาเพื่อครูบาจารย์อย่างเดียว ผมไม่ไปอยู่ที่อื่นหรอก”

แต่เมื่อออกจากท่านมาแล้วก็ไปอยู่บ้างอย่างที่ท่านสั่ง ออกพรรษาก็เดินเที่ยวไปเรื่อย ๆ ป่าเขาทางภาคอีสานไปเกือบหมด บางทีก็เที่ยววิเวกไปตามเทือกเขาภูพาน หรือบางครั้งก็ข้ามไปฝั่งลาว ชั่วระยะกาลที่สะดวกตามปกตินิสัยที่เป็นคนชอบอิสระ แต่จะไปที่ใดก็ตาม มักจะวนเวียนเข้ามากราบท่านพระอาจารย์มั่น เพราะระลึกเสมอว่า ท่านเป็นเจ้าชีวิตและเป็นผู้ให้ประทีปธรรมเสมอมา... ไปหลายที่จำไม่ได้หมด ไปหาธรรม ไม่ได้ไปหาจำฮิ...

พรรษาที่ ๑๑-๑๒ (พ.ศ. ๒๔๙๐-๒๔๙๑)

จำพรรษาที่วัดทรายงาม บ้านหนองบัว ตำบลหนองบัว

อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

เนื่องจากเราจากบ้านเกิดมานานเป็นเวลา ๙ ปีแล้ว เราก็เฝ้ารำลึกถึงพระคุณของบิดามารดาอยู่ไม่ห่าง อยากจะทดแทนคุณท่านด้วยอรรถด้วยธรรม แทนข้าวน้ำปลาอาหารทรัพย์สินเงินทอง อย่างที่ชาวโลกเขาตอบแทนกัน กอปรกับเวลานั้นทราบข่าวจากพระที่มาจากทางหนองบัวจันทบุรีว่า โยมแม่ป่วย จึงนับว่าเป็นเหตุสมควร ที่จะเดินทางกลับมาถิ่นฐานบ้านเดิม อีกทั้งคิดถึงท่านพ่อลีผู้เป็นบุพพาจารย์สอนธรรมะมาก่อน

เมื่อคิดอย่างนี้ เราธุดงค์จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือมาทางภาคตะวันออกอันเป็นถิ่นฐานบ้านเดิม แวะพักตามชายป่าชายเขา รุกขมูลร่มไม้ การสัญจรไปมาในระยะนั้นถนนหนทางยังไม่สะดวก ไปที่ไหนส่วนมากเดินไปด้วยเท้า ไม่ค่อยมีรถยนต์

กรรมฐานทุกวันนี้จึงแตกต่างกับกรรมฐานสมัยก่อนมาก เป็นกรรมฐานขุนนาง เนื้อตัวโดนแดดโดนลมไม่ได้ กลัวจะดำ หรูหราฟุ่มเฟือยมากเหลือเกิน ธุดงค์ขึ้นรถไปเลยบางทีนั่งเรือบินไปธุดงค์ เพียงแค่ขณะจิตแรกนี้มันก็ไม่เป็นธรรมเสียแล้ว

เราอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นลำบากเหลือเกินอาหารการกินไม่บริบูรณ์เหมือนทุกวันนี้ กินพริกกินเกลือ เพียงแค่นี้กอยู่ปฏิบัติธรรมได้แล้ว เดี๋ยวนี้อาหารมากมายกองทับหัวพระแล้ว จึงทำให้พากันนิสัยเสียไปหมด อยู่กับท่านเรื่องกินจึงไม่กังวลภาวนาอย่างเดียว

นี้แหละจึงบอกให้ทราบว่า กรรมฐานแบบท่านพระอาจารย์มั่นนั้น ท่านสู้ตายเพื่ออรรถธรรมจริง ๆ ไม่เห็นแก่ปากแก่ท้อง แต่กรรมฐานขุนนางนี่สิ ลาภเกิดก่อนธรรม มันผูกมัดรัดจิตไว้หมดปฏิบัติภาวนาจึงไม่ไปไหนไหน วนๆ ไปอยู่ขอบนรกนั่นแหละ คือวนๆ คลุกคลีอยู่กับพวกชาวบ้าน แถวบ้านร้านตลาดนั่นแหละ ไม่กล้าที่จะไปไหนไกลๆ เพื่อธุดงค์หรอก

ในระหว่างที่เราธุดงค์กลับทางบ้านเกิดนั้น การพิจารณาด้วยปัญญามันรวดเร็วดั่งใจ กำหนดนี่ ถึงไหนถึงนั้น ไม่พรั่นพรึง พิจารณากายถอยหน้าถอยหลัง เบื้องบนเบื้องล่าง อนุโลมปฏิโลม พิจารณาซะจนจิตนี้ราบเป็นหน้ากลอง ถึงความเป็นสภาพหนึ่งเดียว ประจักษ์ใจในพระธรรมที่ปรากฏสุดที่จะพรรณนา

สิ่งที่ท่านพระอาจารย์มั่นพร่ำสอนว่า “คัมภีร์ธรรมนั้นอยู่ที่กายกับจิต พิจารณาเข้าไปเป็นของดี ไม่ต้องไปหาที่อื่นไกล ก็มาปรากฏเป็นประจักษ์ยานอันเด่นดวง”

เมื่อเราวิตกยกจิตขึ้นมาด้วยสมถะ มากเกินไป จิตมันก็ดับ เมื่อเราวิจารณ์คือ พิจารณามากเกิน ไม่พักจิต จิตมันก็ดับ ดังนั้นทั้งสมถะและวิปัสสนา เราทิ้งไม่ได้ต้องบำเพ็ญให้ชำนิชำนาญ ถ้าบำเพ็ญอยู่ไม่หยุดไม่ถอยแบบนี้เราก็จะหลุดพ้นจากกิเลสไปได้

ไม่ว่าเราจะไปอยู่ที่ใด จะสุขหรือทุกข์ คำสอนของท่านพระอาจารย์มั่นจะมากระตุ้นเตือนอยู่เสมอว่า “การปฏิบัติอย่างให้เนิ่นช้า อย่าให้เสียเวลาในชาติปัจจุบัน” เมื่อนึกถึงคำสอนของท่านอย่างนี้ก็เร่งความเพียรโดยตลอด

เมื่อเดินทางเข้ามาถึงกรุงเทพฯ ก็เข้าไปขอพักกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น) ที่วัดบวรฯ ทุกๆ ครั้งที่ผ่านทางกรุงเทพฯ จะเข้าไปพักกับท่านเสมอๆ



 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 05:00:25 PM โดย บอร์ดธรรมะ »

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
เหตุที่สนิทสนมกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า

สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น)

เมื่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น) ท่านเสด็จมาสอบสวนเรื่องต่างๆ ที่มีคนเข้าไปกราบบังคมทูลฟ้องที่วัดทรายงาม ท่านมาพักที่วัดทรายงามเป็นเวลานานๆ โยมพ่อโยมแม่เรามีความเลื่อมใสท่านยิ่งนัก หรือแม้แต่ผู้คนในถิ่นแถวนั้นที่ทราบข่าว ต่างก็ทยอยมากราบเข้าเฝ้า ท่านเป็นพระไม่ติดในลาภยศ สรรเสริญ สุข โลกธรรมไม่สามารถครอบงำท่านได้ น้อยนักที่ในชีวิตหนึ่งๆ จะมีสมเด็จพระสังฆราชเจ้าออกธุดงค์

เมื่อพระองค์มาประทับที่วัดทรายงาม เราได้ไปปฏิบัติท่านสม่ำเสมอ จัดน้ำให้ท่านสรง อยู่รับใช้ใกล้ชิดท่านโดยตลอด จึงสนิทกับพระองค์ท่านตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

ในภายหลังที่ท่านเสด็จกลับวัดบวรฯ แล้วก็ตาม เมื่อมีโอกาสจึงได้นำสามเณรไปฝากเรียนหนังสือที่วัดบวร กับพระองค์ท่าน พระองค์ก็ทรงเมตตารับไว้เสมอๆ เพราะพระองค์ชอบให้เด็กๆ บวชเณร อยากได้เณรเยอะๆ

ในฤดูผลไม้มาก ออกลูกออกผล โยมพ่อโยมแม่ก็นำผลไม้ต่างๆ ตามฤดูกาล นั้นๆ เข้าไปถวายท่านทีละมากๆ พระองค์เมื่อเห็นโยมของเรามักจะทักอย่างสนิทกัน มักเรียกว่า “โยมแฟ.. อย่างนั้นอย่างนี้เสมอ”

ต่อมาในระยะหลังเมื่อเรากลับจากท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว เราก็จะแวะพัก ที่วัดบวรฯ เสมอ สมเด็จท่านจัดให้พักกุฏิลออ ก่อนจาก ท่านก็เมตตาบอกเสมอว่า “มีโอกาส...เข้ามาพักด้วยกันใหม่นะ”

เมื่อเรามาพักที่วัดบวรฯ บ่อยๆ จึงรู้จักมักคุ้นกับพระเถระที่วัดบวรฯ หลายรูป สมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช องค์ปัจจุบันนี้ก็คุ้นกับท่านมาก ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (วิชมัย ปุญฺญาราโม) นี่ถือว่าเป็นสหธรรมิกกันเลย สนิทกับท่านมาก งานศพโยมพ่อโยมแม่ท่านไปแสดงธรรม ไปช่วยเหลือตลอด ที่คุ้นกับพระเถระผู้ใหญ่เหล่านี้ ส่วนมากสาเหตุเบื้องต้นเริ่มจากการคุยสนทนาธรรมะทางภาคปฏิบัติกัน ท่านชอบสอบถามพระป่า เกี่ยวกับเรื่องจิตตภาวนา เพื่อตรวจสอบความรู้ที่ท่านเรียนมาและในเรื่องที่เราปฏิบัติมาว่าความจริงแห่งธรรมที่เราปฏิบัติกับที่ท่านเล่าเรียน มันไปในทิวแถวแนวทางเดียวกันมั้ย

ตอบปัญหาธรรมสมเด็จพระสังฆราชเจ้า (ชื่น)

ในคราวที่กลับจากท่านพระอาจารย์มั่นนั้น เข้ามากราบสมเด็จฯ ท่านที่วัดบวรฯ พระองค์ได้รับหนังสือธรรมะของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำภาษีเจริญ พระองค์เมื่อนำมาอ่านแล้วถามเราขึ้นว่า

“เจี๊ยะ! เราอ่านหนังสือของหลวงพ่อสดวัดปากน้ำ เขาเขียนว่า การเพ่งพระพุทธรูปนั้นเป็นมรรค เธอคิดว่าอย่างไร”

เรากราบทูลไปว่า “แล้วพระองค์พิจารณาว่าการเพ่งอย่างนั้นเป็นมรรคหรือไม่?” พระองค์ทรงนิ่ง แล้วหันมามองเรา แสดงอาการว่า พระองค์อยากทราบความคิดของเราในเรื่องนี้ จึงกราบทูลไปว่า “กระหม่อมคิดว่า ถ้าจะเป็นมรรคก็ต้องคิดพิจารณา อันนำไปสู่ภาวนามยปัญญา การเพ่งพระพุทธรูป เช่นนั้น ก็ต้องหาเหตุผลว่าเพ่งเพื่ออะไร ได้อะไร แต่การนั่งเพ่งมองเฉยๆ หาเหตุผลไม่ได้ ไม่น่าจะมีประโยชน์อะไร” กราบทูลท่านเท่านี้เราก็หยุด เพราะกลัวจะไปเฟ้อไปแบบไร้เหตุผล เป็นคำพูดที่ไม่มีที่จบ อันแสดงถึงความไม่รู้จักประมาณของคนที่พูด เดี๋ยวจะเป็นกรรมฐานดงหลงป่า ภาษาธรรมเรี่ยราด ขาดเหตุผล

 
 
กุฏิลออ วัดบวรนิเวศวิหาร
ที่หลวงปู่เจี๊ยะไปพักเวลาเข้ากรุงเทพฯ

พระองค์จึงตรัสขึ้นว่า “เออ...ว่าต่อไปซิ...กำลังฟังอยู่หยุดทำไม?”

เราจึงกราบทูลต่อไปอีกว่า “การพิจารณานั้นควรเพ่งเข้ามาภายใน ควรรู้ข้างในก่อน ไม่ควรปล่อยจิตออกจากวงกาย เวทนา จิต ธรรม สติปัฏฐานสี่ควรพิจารณาตั้งลง ณ ที่กายจิตนี้ ถ้าปล่อยให้จิตส่ายแส่ออกไปที่อื่น ในสภาวะที่ใจไม่สามารถคุ้มครองตนเองได้นั้น กระหม่อมคิดว่า ไม่ควรอย่างยิ่ง จะเป็นสมุทัยไปเสียอีก แต่ถ้าย้อนเข้ามาพิจารณาภายในกายตนเอง อันเป็นส่วนวิปัสสนา เพื่อละทิฏฐิมานะ เพื่อละอหังการ ความหลงตน อหังการ ความทะนงตนนั้น เป็นการสมควรอย่างยิ่ง เป็นมรรค กระหม่อมคิดว่า เป็นมรรคแท้”

“การพิจารณากาย เป็นกายานุปัสสนานั้น เธอพิจารณาอย่างไร?” พระองค์ตรัสถามด้วยความสนพระทัย ไม่ทรงแสดงอาการว่าทดสอบ แต่เป็นพระกริยาที่อยากจะสนทนาธรรม ด้วยความที่พระองค์เป็นผู้ประพฤติธรรม

“จะสมควรหรือ? กระหม่อม” เรากราบทูลเพราะเกรงจะไม่บังควร จะเป็นการเอามะพร้าวไปขายสวน

“สนทนาธรรม ไม่สมควรตรงไหน นักบวชไม่สนทนาธรรม จะสนทนาอะไรล่ะ” พระองค์ตรัสย้ำ แบบไม่ทรงถือตัว

กระหม่อมคิดว่า “การพิจารณากายนั้น ต้องมีสมาธิเป็นพื้นฐานก่อน การพิจารณานั้นจิตจึงจะมีกำลัง พิจารณาเพ่งตัดกายออกเป็นชิ้นๆ ซึ่งในขณะที่พิจารณาอย่างนั้น จิตดำเนินในทางสมาธิมรรค มรรคองค์อื่นๆ จะเป็นมรรคสมังคีโดยพร้อมพรั่ง เมื่อพิจารณาถึงเหตุถึงผล จิตจะเด่นดวงขึ้นมา จิตนั้นจะอยู่เหนืออริยสัจเหนือมรรค เป็นไปเพื่อความรู้แจ้ง ดับสนิทไม่มีเชื้อเหลือ”

“เออ!...ดี พระป่านี่ดี... เรียนตำราเดิมของพระพุทธเจ้าได้ดี” พระองค์พูดสั้นๆ เท่านั้น เราก็กราบลาไปพักที่กุฏิลออ...

กลับถึงวัดทรายงาม “โยมแม่ร้องไห้"

เมื่อเราเดินทางจากกรุงเทพฯมาจันทบุรี ก็เข้าไปพักที่วัดป่าคลองกุ้งแล้วเดินทางต่อไปที่วัดทรายงาม โยมพ่อโยมแม่ทราบข่าวว่ามาเท่านั้นแหละวิ่งออกมาจากบ้าน ร้องห่มร้องไห้กันใหญ่ โยมแม่บอกว่า

“ลูก ไปยังไง ทำไมไม่ส่งข่าวมาทางบ้านบ้าง อยู่หรือตาย ไม่สบายหรือป่วย ให้แม่รู้ว่ามีชีวิตอยู่ก็ยังดี?” โยมแม่พูดพร้อมร้องไห้ซิก ๆ เอามือปาดน้ำตาที่ไหล อาบหน้าอยู่ตลอด ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยสบาย

เราก็ตอบไปว่า “โยมแม่...ก่อนไปก็ร้องไห้ กลับมาก็ร้องไห้ นี่ถ้าอยู่บ้านปกติ ไม่ต้องไปไหน โยมแม่ก็คงจะร้องไห้เหมือนเดิม หรืออาจจะเป็นเหตุให้โยมแม่ร้องไห้มากกว่าเดิมก็ได้ โยมแม่...สิ่งที่ล่วงมาก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ก็มาแล้ว เห็นโยมแม่อาตมาก็ดีใจเหมือนกัน” โยมแม่นั่งฟังนิ่งทำตาปริบๆ น้ำตาคลอ

โยมแม่จึงพูดว่า “ลูกเอ๋ย...แม่ก็ป่วย ร่างกายก็ไม่ดี เกิดตายไปก่อน ไม่ได้เห็นหน้าลูก แม่จะเสียใจมาก เวลาป่วยไข้ไม่สบายมากก็นึกถึงแต่ลูกๆ ขาดใครคนใดคนหนึ่งไปก็อดห่วงใยไม่ได้ นี่ไปเป็น ๙ ปี ๑๐ ปี ไม่มีวี่แววว่าตายหรืออยู่ ก็ห่วงอยู่ไม่หาย นี่ไปอยู่กับท่านพระอาจารย์มั่นมาได้อะไรมาบ้าง?”

“บุญที่บวชในชาตินี้ ทดแทนบุญคุณพ่อแม่ได้ อย่างไรโยมพ่อโยมแม่ก็ไม่ตกนรก” เราพูดเพียงเท่านั้น โยมแม่ก็ยิ่งร้องไห้โฮใหญ่เข้าไปอีก

ปี ๒๔๙๐-๒๔๙๑ เรากลับมาจำพรรษาที่บ้านเกิดนั้นมีพระจำพรรษาด้วยกัน ๑๑ รูป

ตอนนั้นการพิจารณาอะไรรวดเร็วได้ดั่งใจ จึงมีหลักแล้ว ไม่กังวลอะไรเดินทางกลับมาที่บ้านเกิดวัดทรายงาม พอดีมาพบกับท่านอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต และท่านอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต ซึ่งท่านก็มาพักจำพรรษาอยู่ที่วัดทรายงามนี้ เมื่อเจอท่านทั้งสองแล้ว ท่านจึงพูดกับเราว่า

   
พระอาจารย์จันทร์ เขมปตโต

พระมหาทองสุก สุจิตโต

“เจี้ยะเอ้ย!.. ท่านไปอยู่กับครูอาจารย์มั่นตั้งหลายปี พวกเรานี้ได้จากท่านพระอาจารย์มั่นมาตั้งนาน คิดถึงท่าน อยากฟังธรรม อยากรับโอวาทอันเป็นอุบายอันแยบคาย อันนำมาซึ่งธรรมปีติ พอดีแหละกับที่ท่านมา ท่านมานำหมู่เพื่อนที่นี้ พวกผมจะไปกราบท่านอาจารย์มั่น ท่านจงเฝ้าวัด”

เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนั้นเราก็ทำหน้าที่รักษาการณ์ดูแลเรื่องราวต่างๆ อยู่ต่อมาเห็นหนังสือธรรมะเกี่ยวกับการปฏิบัติ ที่พระมหาสมณะเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ท่านบรรยายไว้เกี่ยวกับเรื่องการพิจารณากาย เมื่อนำมาอ่านดู เกิดความปีติน้ำตาไหล เพราะสิ่งที่เราทำอยู่นั้นโดยไม่ได้ดูจากตำราแต่ตรงกับตำรา นอกจากการปฏิบัติตรงกับตำรา มีตำราวิสุทธิมรรคแล้ว ทางด้านวินัย เมื่อนำมาอ่านทีหลังที่ท่านพระอาจารย์มั่นพาดำเนิน พาปฏิบัติถูกต้องตามหลักธรรมวินัยไม่มีผิดเพี้ยนเลยแม้แต่น้อย เกิดความปลื้มปีติว่า ครูบาอาจารย์เรานี้ สอนเพื่อมุ่งพระนิพพานอย่างประจักษ์ใจจริงๆ เราก็ภูมิใจในสิ่งที่ได้ดำเนินมาพร้อมทั้งผลที่ได้ปฏิบัติ

ปลายปี ๒๔๙๑ หลังจากที่จำพรรษาอยู่ที่วัดทรายงามนี้แล้ว ออกพรรษากรานกฐินเสร็จแล้วก็ได้ออกไปเที่ยวธุดงค์ตามที่ต่างๆ หาที่สงัดวิเวกกายจิต ปลอดผู้คนที่จะมาเกี่ยวข้อง บางทีมันรำคาญคน ต้องแกล้งไล่มันหนีไปไกลๆ เราจะได้ภาวนาสะดวก เทือกเขาสอยดาว เขาตานก เขาสุกิม ฯลฯ เราไปเที่ยวภาวนามาหมดแล้ว สมัยก่อนไม่มีวัด ไม่มีผู้คน มีแต่ช้าง เสือ สัตว์ป่าเยอะแยะ เข้าไปภาวนาสงบสงัดดี

ตอนย่างเข้าสู่ต้นปี ๒๔๙๒...ออกไปภาวนาตามป่าเขา จิตเกิดความอัศจรรย์เป็นอย่างยิ่ง

...เมื่อจิตเกิดความมหัศจรรย์อย่างนั้น จิตหมุนเพื่อการกำจัดไปโดยถ่ายเดียว เหมือนหมอยาที่มีปัญญาเดินทางเข้าไปในป่า นำรากไม้กิ่งไม้มาเป็นยาได้ทุกชนิดฉะนั้น

จิตได้พิจารณาอยู่อย่างนั้น แต่ว่ามันมีอยู่ช่วงหนึ่งคือ เวลาที่เราพิจารณากายมากขึ้นเพียงไรแล้ว นี่พิจารณาเป็นชั่วโมง นึกอยู่ในตัวเรานี่ เป็นชั่วโมงอยู่อย่างนั้น ไม่ให้มีอารมณ์คิดเข้ามาก่อกวนเลย แล้วเวลาที่เราเลิกจากการนั่งภาวนาอย่างนั้น เราก็มานั่งสมาธิ คือไม่ต้องใช้ความคิดตัวนี้มาเข้าความสงบมันก็สงบ แจ้งแจ่มใสอยู่อย่างนั้นเป็นชั่วโมงๆ แล้วทำไมมันเป็นได้นี่สิ เราไม่มีความเชื่อมาก่อนเลย ว่ามันจะเป็นไปได้ แต่พอทำเข้าจริงๆ แล้วมันเป็นนะ เป็นจนเกิดมหัศจรรย์ ยิ่งทำก็ยิ่งดีขึ้น ทุกวันทุกคืน ไม่เอาอะไรแล้ว ถึงจิตนั้นจะสงบเป็นอัปปนาสมาธิแน่นขนาดไหนก็ตาม เงื่อนธรรมที่ท่านพระอาจารย์มั่นได้กล่าวสอนตักเตือนไว้ก็คือ “ตีกายให้แตกด้วยอริยสัจ” นั้นจำเป็นต้องดำเนินไม่ให้เนิ่นช้า

จิตนั้นคล้ายเป็นอิสระเต็มดวง แต่เรายังไมวางใจในการพิจารณา จับติดโดยตลอด ด้วยการพิจารณาด้วยการหยั่งทราบ จิตนั้นเป็นอิสระคล้ายปุยนุ่นที่ล่องลอยไปบนอากาศ ไม่มีอะไรให้มันยึดติด แต่เมื่อมาพิจารณาให้ดีอีกทีหนึ่ง “ปุยนุ่นที่ล่องลอยไปในอากาศ แม้จะดูเป็นอิสระดี แต่มันก็ยังตกเป็นทาสของกระแสลม เลื่อนลอยไปตามอำนาจของแรงลม การปฏิบัติของเรานี้ก็เช่นกัน จำเป็นต้องพินิจพิจารณาทางปัญญา ทบทวนแล้วทบทวนเล่า เพราะยังตกอยู่ภายใต้อวิชชา”
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 05:01:46 PM โดย บอร์ดธรรมะ »

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
“คว่ำวัฏจักร วัฏจิต ที่เชิงเขาบายศรี”


กุฏิสงฆ์ที่สัดยางระหง

ต้นปี ๒๔๙๒ ...ขณะที่เราเข้าป่าดงไปภาวนานั้น เกิดป่วยเป็นไข้มาลาเรียอยู่ในป่าโดยลำพัง เข้าไปในดงมาลาเรีย ในเชิงเขาบายศรี อำเภอท่าใหม่ บ้านยางระหง อันเป็นป่าทึบ โรคไข้มาลาเรียนี้ได้คร่าชีวิตชาวบ้านแถบนี้มามาก ขึ้นชื่อว่าผู้ใดสามารถถากถางป่าแถบนี้เป็นเจ้าของอยู่รอดได้ นับว่าเป็นคนเก่งกาจมากๆ และยังมีสัตว์ป่า เช่น ช้าง เสือ หมี งู หมูป่า กวาง เก้ง อยู่มาก ชาวบ้านโดยทั่วไปเป็นพรานล่าสัตว์ หาของป่ามาเลี้ยงชีพ

ในขณะป่วยนั้นรู้สึกว่า จิตมันเป็นธรรมชาติที่อัศจรรย์ตลอดเวลา แต่ว่ามันพูดยาก มันต้องประกอบกับร่างกายต้องสมบูรณ์ ลมหายใจทุกชนิดต้องให้บริบูรณ์ เมื่อเราทำได้อย่างนั้นต้องค่อยๆ ผ่อนลมหายใจพิจารณา พิจารณาอยู่อย่างนั้นจนเต็มที่จนจิตลงได้ แล้วก็ต้องตามดูลมหายใจไปด้วย ผ่อนลงไป...ผ่อนลงไป... ทีแรกมันอยู่ตรงนี้ พออยู่ตรงนี้หมด... หมด... หมด... หมดขึ้นมาเรื่อย หมดขึ้นมาเรื่อย อยู่ตรงนี้ อยู่ตรงนี้ ยังมีอีกนิดๆ เราก็พิจารณาอยู่ ยังไม่หมดนี่ พิจารณาค้นอยู่อย่างนั้นตลอด

แต่การพูดให้ฟังมากกว่านี้ไม่ดีจะเป็นการอวด แต่มันเป็นความจริงที่เราประสบ แล้วทีหลังออกมาจากป่า ไข้ก็กำเริบมาเรื่อยๆ อดข้าวภาวนาสู้อยู่ ๒-๓ วัน บอกให้ท่านเฟื่องฟัง แหม!...ไม่เหมือนคราวอยู่ วัดยางระหง อยู่บ้านดินแดง (ที่คุกเกษตรนักโทษ) มันยังมีลมหายใจ ลมหายใจมันแรง กายยังเต้นแรง เพราะสังขารของจิตดับแรง กายมันตึ๊บๆ ๆ ๆ ได้รับรู้ มันไม่สนิท มันต้องประกอบกัน ไม่มีหลับหรอกจิตที่เป็นสมาธิ ใครที่บอกว่าจิตที่เป็นสมาธิหลับไปเหมือนหัวตอ อย่าไปเชื่อเขา มันไม่จริง เราเอาหัวยืนยัน ถึงแม้ตัดหัวเราออก เราก็ไม่เชื่อ เพราะได้พิสูจน์ด้วยการปฏิบัติมาแล้ว

พอพิจารณาตรงนี้มันดับหมดแล้ว เราก็หยุดความคิด คือเรียกว่า “หยุดความค้น” ลองวางปั๊บ แหม!...มันขาดเชียว การขาดครั้งนี้ ไม่เหมือนการขาดลงอย่างที่ผ่านๆ มา

พอจิตวางปั๊บ... จิตมีอิสรภาพอย่างสูงสุด ปล่อยวางสังขารโลก คว่ำวัฏจักร วัฏจิต แหวกอวิชชาและโมหะอันเป็นประดุจตาข่าย ด้วยการฮุกหมัดเด็ดคือวิปัสสนาญาณ เข้าปลายคาง อวิชชาถึงตายไม่มีวันฟื้น พระพุทธเจ้าพระองค์อยู่ที่ใดทราบได้อย่างประจักษ์ใจ คำว่า “เป็นหนึ่ง” นั้น ไม่มีความหมายใดจะอธิบายต่อได้อีก ภพชาติที่หมุนวนมาตั้งกัปตั้งกัลป์นั้น เป็นความโง่ที่ไม่อาจให้อภัยได้ ชาติสังขารอยู่ที่ใด ใจไม่เกี่ยวเกาะ สิ่งที่จิตเคยเกี่ยวเกาะ ถูกลบด้วยธรรมชาติที่เป็นหนึ่งนั้น จะว่าบริสุทธิ์ก็พอจะคาดเดาได้ แต่ธรรมชาติอันนี้หยั่งลึกเกินอธิบาย เป็นอจินไตยสำหรับปุถุชน ไม่ควรถามคิดให้ปวดหัว

ความงกเงิ่นเนิ่นช้า ถูกเราทำลาย และถากถางเข้าไปใกล้โดยตลอด ถูกทะลุทะลวงด้วย ปัญญาญาณโหมโรมแรงด้วยศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา เป็นกำลังหนุน ด้วยการบ่มอินทรีย์มาเป็นอย่างดี

ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม่มีช่องทางให้อวิชชาเดิน ถูกปิดด้วยมหาสติ มหาปัญญา วิปัสสนาญาณตีตะล่อมเข้าภายใน หักล้างอวิชชา อันเป็นตัวการ จิตปล่อยจิต เป็นธรรมอันเดียว เป็นธาตุที่บริสุทธิ์เป็นมหัศจรรย์ ยิ่งกว่าความมหัศจรรย์ทางสมาธิปัญญาใดที่เคยผ่านมา

เพลงที่แม่หญิงเหนือเคยร้องว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้า รองลงมาขันธ์สี่ ทุกข์อยู่ในโลกนี้ ลงอยู่ข้อยผู้เดียวนั้น” กลายมาเป็นสิ่งที่มีความหมายเสียแล้ว

คำว่า “ทุกข์อยู่ในขันธ์ห้ากลายเป็นสุขอยู่ในขันธ์ห้า” ถึงแม้ขันธ์นี้จะเป็นของหนัก แต่ก็หนักตามหลักธรรมชาติ ไม่เหมือนกิเลสหนักที่ระคนปนด้วยขันธ์

คำว่า “ทุกข์อยู่ในโลกนี้ ลงข้อยผู้เดียวนั้น กลับกลายมาเป็นสุข อยู่ในโลกนี้ ลงข้อยอยู่ผู้เดียว” ถึงกับอุทานภายในใจว่า อโห วต อจฺฉริยํ ...โอ!...อัศจรรย์หนอๆ เห็นแล้วที่นี่ ธรรมที่เราเสาะแสวงหา เป็นอุทานธรรมที่เกิดขึ้นในขณะนั้นอย่างถึงใจ

ลุกขึ้นกราบพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ที่ถึงใจอยู่แล้วด้วยความถึงใจอีก พุทธานุสติ ธัมมานุสติ สังฆานุสติ ตลอดจนข้อปฏิบัติอรรถธรรม เป็นความถึงใจอย่างที่สุด บุญคุณข้าวน้ำ ที่บิดามารดา ตลอดจนสาธุชนทั้งหลายชุบเลี้ยงมา เป็นความหมายแห่งมหาคุณโดยแท้จริง ธรรมปิติผุดขึ้นอิ่มเอิบสุดจะประมาณได้

 
ระลึกถึงบุญคุณคำสอนของท่านพระอาจารย์มั่น ที่เป็นผู้เลี้ยงดูเรามาเป็นเวลานานด้วยอรรถ ด้วยธรรม ถ้าไม่มีท่านพระอาจารย์มั่นเพียงองค์เดียว การปฏิบัติของเราคงไม่มีในวันนี้ ท่านเป็นผู้รู้จริงทุกสิ่งอย่าง บุญคุณของท่านนี้เทิดทูนตลอดอนันตกาล

คำว่า “พุทธสาวก” ประจักษ์จิตอย่างแท้จริง

คำว่า “ขาดสูญ” เหมือนดั่งถูกตัดคอขาด ไม่มีวันนำมาติดต่อชีวิตได้แล้ว ทราบชัดด้วยการหยั่งทราบว่าขาดอย่างแท้จริง ไม่มีสองกับอันใด เรือแห่งชีวิตที่เคยล่องลอยอยู่กลางแม่น้ำ ไม่มีภพ ให้ลอยอีกต่อไป รากเหง้าของมารถูกตัดทำลายแล้ว

เรือแห่งชีวิตที่เราเคยขี่มานาน ด้วยอำนาจแห่งกิเลส กรรม วิบาก อันเป็นประดุจลูกคลื่นนั้น เมื่อถึงชายฝั่งแล้ว เราก็ทิ้งเรือไม่แบกเรือขึ้นฝั่งไปด้วย

เรือคืออะไร ก็คือศีล คือธรรมทั้งหลาย ที่ปฏิบัติมา เป็นประดุจลำเรือ อาศัยปัญญาเป็นเครื่องนำทาง อาศัยพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องส่องทิศ อาศัยครูบาอาจารย์เพื่อเดินสู่จุดหมาย มีพระธรรมวินัยเป็นแผนที่ มีพระสงฆ์เป็นลูกเรือ เมื่อถึงฝั่งอย่างที่เราต้องการแล้ว ย่อมทิ้งเรือต่างๆ ไว้เบื้องหลัง เป็นเอกจิต เอกธรรมชั่วนิรันดร

จึงมานึกย้อนหลังเมื่อคราวที่เราสอนตน ด้วยการเอาหญิงลิเกมานึกเป็นครูสอน เมื่อครั้งบวชเข้ามาใหม่ว่า “หญิงลิเกเหล่านี้ เขาร้องรำทำเพลงทั้งคืนทั้งวันไม่เห็นเหน็ดเหนื่อยนั้น บทธรรมที่เปรียบนั้น มาประจักษ์ใจในคืนวันนี้ ธรรมดาหญิงลิเกผู้เพิ่งจะเริ่มเรียนฟ้อนรำขับร้อง เมื่อขึ้นสู่เวทีย่อมประหวั่นพรั่นพรึง เมื่อได้ยินเสียงดนตรีย่อมตกใจ มีกิริยางกเงิ่นขับร้องฟ้อนรำด้วยความยากลำบาก แม้จะพยายามตั้งใจ ก็ยังมีลีลาอันผิดพลาดพลั้งพลาดอยู่เสมอๆ

แต่สำหรับหญิงนักลิเกผู้เชี่ยวชาญ ในศิลปะการร่ายรำขับร้องดีแล้ว เมื่อก้าวขึ้นสู่เวที และได้ยินเสียงดนตรี ย่อมจะมีจิตใจฮึกเหิม ร่าเริงเบิกบาน ประกอบลีลาการร่ายรำได้อย่างคล่องแคล่ว เข้ากับจังหวะดนตรี โดยไม่ต้องตั้งใจ ไม่งกเงิ่น ประหนึ่งว่าแข้งขาตีนมือออกไปเองตามปกติวิสัยของมัน นี่อย่างใด พระผู้ประพฤติตามพระศาสดาด้วยความเทิดทูนเพื่อก้าวลงสู่พระนิพพานก็อย่างนั้น”

แต่ก่อนเมื่อเรายังหนาแน่นไปด้วยกิเลส ย่อมปฏิบัติตามพระธรรมวินัยด้วยความยากลำบาก ต้องมีสติสัมปชัญญะคอยควบคุม ต้องมีปัญญาคอยชี้ขาด แม้กระนั้นก็ยังผิดพลาด ย่อมงกเงิ่นในธรรมะสมาคม

แต่สำหรับผู้ฝึกจิตใจจนถึงที่สุดแล้ว ผ่านแล้ว บรรลุถึงจุดหมายแล้ว การปฏิบัติตามพระธรรมวินัยกลายเป็นปกตินิสัย เป็นเครื่องอยู่อันสบายๆ ปฏิบัติอย่างสบายโดยไม่ต้องตั้งใจ เพราะการปฏิบัติเรื่อง ศีลาจารวัตร ไม่ใช่เรื่องหนัก แต่เป็นธรรมเครื่องอยู่อันแสนสบาย ความอดทน ความเพียรตลอดจนคุณธรรมข้ออื่นจึงเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ นี้คือผลแห่งการพากเพียรปฏิบัติ ด้วยการเอาชีวิตเข้าแลก


ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พรรษาที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๔๙๒)

จำพรรษาที่วัดถ้ำขวัญเมือง ตำบลนาโพธิ์ อำเภอสวี

จังหวัดชุมพร

ธุดงค์ทางภาคใต้

หลังจากที่เราเป็นสมภารเฝ้าวัดทรายงามตามคำขอของพระอาจารย์มหาทองสุก สุจิตฺโต และพระอาจารย์จันทร์ เขมปตฺโต อยู่เป็นเวลา ๒ ปี ก็ไม่มีวี่แววว่าท่านอาจารย์ทั้งสองนั้นจะกลับมาอีก เมื่อเป็นเช่นนั้นจึงมาใคร่ครวญพินิจพิจารณาว่า “อันการที่เราเดินทางมาบ้านเกิดนี้ ไม่ได้หวังมาเกี่ยวเกาะกับตระกูลญาติพี่น้องให้ยุ่งไป มาก็เพื่อโปรดบิดามารดา เพื่อทดแทนพระคุณของท่านเพราะพระคุณบิดามารดายิ่งใหญ่นัก เมื่อเปรียบเทียบคุณของท่านแล้ว แผ่นดินเท่ากับใบไผ่ ทะเลก็เท่ากับถาด ภูเขาลูกโต ๆ ก็เท่ากับจอมปลวกเท่านั้น คือนำมาเทียบกับคุณของท่านไม่ได้”

จึงพิจารณาว่า “เราไม่ได้มาเฝ้าวัดหรือต้องการเป็นสมภาร การที่เรามาอยู่ที่นี่ก็นานพอสมควรแก่ธรรมแล้ว” ด้วยอุปนิสัยที่ชอบท้องถ้ำ ชอบป่าเขาที่สงบสงัด จึงปรารภกับตนเองว่า “ภาคใต้เป็นภาคที่เรายังไม่เคยไปมาก่อน ท่านพ่อลีท่านไปประกาศศาสนธรรมอยู่ทางใต้ การที่เราลงทางใต้ก็เป็นการเดินตามรอยเก่าครูบาอาจารย์ ไปแสวงหาถ้ำเป็นที่สงบสงัดไร้ผู้คนที่รู้จัก ประกอบกับจิตเวลานั้นเป็นอิสระเต็มที่แล้ว การอยู่การไปที่ใดจึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพราะไม่มีอะไรเป็นเครื่องฉุดลากให้เนิ่นช้าได้อีก ถึงความอิ่มพอสมบูรณ์โดยประการทั้งปวง พระพุทธเจ้า พระอรหันต์สาวก สมัยพุทธกาลท่านก็มีปกติหลีกเร้นอยู่สบายในถ้ำเงื้อมผา เป็นวิหารธรรมเสมอ”

ยิ่งท่านพระอาจารย์มั่นผู้เป็นอาจารย์ประสิทธิ์ประสาทความรู้ให้แก่เรา ท่านดำเนินเป็นแบบอย่างโดยสมบูรณ์ ปรารภความมักน้อยสันโดษ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ ปรารถนาวิเวกเสมอๆ แม้ในวัยชราท่านปฏิบัติ ไม่ได้เพื่อฆ่ากิเลสตัวใด แต่ท่านปฏิบัติเพี่อเป็นธรรมเครื่องอยู่สบายๆ ของพระอริยเจ้าเสมอๆ ไม่มีย่อหย่อนท้อถอย แสดงวิสัยแห่งปฏิปทาของนักปราชญ์

เมื่อดำริอย่างนั้นแล้ว จึงออกเดินทางจากจันทบุรีมาพักที่วัดบวรนิเวศน์วิหารกับสมเด็จพระสังฆราชเจ้า วชิรญาณวงศ์ (ชื่น) พักกับท่านได้พอสมควรแล้ว ก็ขึ้นรถไฟเดินทางไปทางใต้ ลงรถไฟที่อำเภอสวี จังหวัดชุมพร แล้วเดินต่อไปด้วยเท้า ค่ำที่ไหนพักที่นั่น เพราะแต่ก่อนยังเป็นป่า ไม่มีบ้านผู้คนกระจัดกระจายมากมายเหมือนทุกวันนี้ บางทีก็เข้าไปพักตามสวนตามไร่ชาวบ้านอาศัยบิณฑบาตฉันไปวันๆ เหมือนแมลงผึ้งลิ้มเกสรดอกไม้แล้วก็บินไปไม่อาลัยเสียดายฉะนั้น

การที่เราไปอยู่ตามป่าตามเขา หรือท้องถ้ำเงื้อมผา อันมีสัตว์ร้ายต่างๆ เราต้องเป็นคนช่างสังเกต ช่างคิดพินิจพิจารณา ใคร่ครวญให้รอบคอบ ถึงแม้เราจะเรียนธรรมจากภายในตัวของเราแล้ว เราก็ต้องเรียนธรรมจากภายนอกเพื่อเป็นการฝึกสติปัญญาของเรา

        
ถ้ำขวัญเมือง จังหวัดชุมพร

วัดถ้ำขวัญเมือง จังหวัดซุมพร

เมื่อเรามาอยู่ที่บริเวณป่าอำเภอสวีได้ระยะหนึ่ง จึงได้เดินเที่ยวภาวนาไปเรื่อยไปพักที่ป่าแห่งหนึ่ง อยู่ที่นั่นได้ไม่นาน มีชาวบ้านมาบอกว่า มีถ้ำสวยงาม ป่าดี สัตว์ยังเยอะอยู่ เป็นวัดเก่าร้าง ไม่มีใครอยู่นิมนต์ท่านอาจารย์ไปอยู่บูรณะหน่อย เห็นว่าเป็นถ้ำเราก็เดินทางไปตามคำนิมนต์


กำนันฮุ้น (อัมพร บุญญากาส)
โยมอุปัฏฐากหลวงปู่สมัยอยู่ชุมพร
เรามาอยู่ที่ถ้ำแห่งนี้สัปปายะดีมาก (ตอนหลังชื่อถ้ำขวัญเมือง) ถ้ำไม่ใหญ่โตอะไรนัก พออาศัยได้ แต่ว่าข้างในยังแคบไปหน่อย เป็นภูเขาหินเล็กๆ มีต้นไม้ใหญ่ๆ มีเครือไม้เถาวัลย์พะรุงพะรัง มองแทบไม่รู้ว่าเป็นถ้ำ ไม่มีใครกล้าเข้ามา ชาวบ้านกลัวเพราะมันเปลี่ยวมาก มีศาลเจ้าพ่อ มีเศษของเก่าของโบราณเรี่ยราดอยู่ตามพื้น บางแห่งมีร่องรอยคนมาขุดหาสมบัติ

เวลานั้นก็จวนใกล้จะเข้าพรรษาแล้วจึงคิดว่า เออ...อย่างไรเสีย ปี (๒๔๙๒) นี้เราคงต้องจำพรรษาที่นี่ จึงจัดแจงที่พักที่อยู่บนถ้ำ ภาวนาอยู่ที่นี่สบาย ปลอดโปร่งดี เมื่ออยู่มาก็มีญาติโยมรู้จักมากขึ้น โยมอุปัฎฐากที่มาอยู่ช่วยเหลืออะไรทุกอย่างเมื่อยามขาดแคลน คือกำนันฮุ้น (นายอัมพร บุญญากาส)และครูเฮียง ทั้งสองคนนี้เป็นผู้มีศรัทธามาก บ้านเขาอยู่ในตัวอำเภอสวี

เราอยู่จำพรรษาที่ถ้ำนี้ ได้ตกแต่งถ้ำใหม่ สถานที่ไม่เสมอ ปรับแต่งให้เสมอ แต่งท้องถ้ำให้อยู่ได้ ได้เอาไฟเผาแล้วทุบบางส่วนให้ดูดีขึ้น ทำลายศาลเจ้าพ่อทิ้ง เราเข้าไปอยู่เป็นเจ้าพ่อแทน

ชาวบ้านกลัวกันใหญ่ กลัวว่าเราจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ไม่เห็นเราเป็นอะไร กำนันฮุ้นเห็นเราขยันขันแข็ง ชอบอกชอบใจ กำนันพร้อมด้วยชาวบ้านจึงมานิมนต์ให้เราอยู่เป็นเจ้าอาวาส สร้างวัดให้ถาวร

เขาบอกสัญญาว่า จะหาเงินมาช่วยสร้างวัด ขอให้พระคุณเจ้าอยู่ที่นี่ เราเห็นท่าไม่ดี กลัวจะเป็นภาระผูกพัน ออกพรรษาแล้วจึงเผ่นหนี ธุดงค์ต่อไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราช เข้าไปขอพักอยู่ที่วัดมเหยงค์พักอยู่ที่นี่ชั่วระยะกาลไม่นานนัก จึงเดินทางต่อไปยังจังหวัดสงขลา

ควนจง-ภูเขาล้อม

 
โยมทิม ทองประดับเพชร
ผู้เคยอุปัฏฐากดูแลหลวงปู่เจี๊ยะ
เข้ามาที่จังหวัดสงขลา เข้าไปพักบ้านคุณโสพิศ เป็นคนรู้จักกัน เป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี เดินทางต่อไปบังอำเภอนาหม่อม บ้านนาหม่อม เข้าไปภาวนาแถววัดควนจง (ภูเขาล้อม) ท่านพ่อลีท่านมาวางรากฐานไว้แล้ว อยู่ที่นี่สะดวกดี สถานที่พักเป็นป่าช้าบ้านควนจง ควนหมายถึงเนินเขาเล็กๆ ไม่ถึงกับว่าเป็นภูเขา ชาวบ้านแถวนี้เขาเคารพรักท่านพ่อลีมาก ในขณะที่พักอยู่วัดควนจงนี้ มีโยมทิม ทองประดับเพชร เป็นผู้อุปัฏฐากดูแล ตอนนั้นแกอายุ ๒๕ ปี (ปัจจุบัน ๘๐ ปี) เมื่อเขารู้ว่าเป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี เขาจะยินดีต้อนรับมาก มักจะถามเสมอว่า “ครูบาเจี๊ยะขาดเหลืออะไร ด้วยปัจจัยสมควรแก่สมณะบริโภคให้บอกนะ”

หลังจากนั้นก็เดินทางไปพักที่ใกล้ๆ กับควนกรม เป็นที่ที่ท่านพ่อลีมาสร้างไว้ ท่านอาจารย์พรหม (คนละองค์กับอาจารย์พรหม จิรปุญฺโญ) ท่านอาจารย์เม้า ท่านอยู่ที่นั่น เราก็เข้าไปพักกับท่าน วัดมีคลองน้ำใหญ่ไหลผ่าน ไปรวมกับคลองอู่ตะเภาที่หาดใหญ่ อยู่กลางทุ่งนา อุดมสมบูรณ์มากอีกด้านมีต้นไทรใหญ่ๆ มีทางเดินเท้าเข้าไป อยู่ภาวนากับท่านได้ระยะหนึ่ง เราก็เดินธุดงค์ต่อไปยังวัดควนมิตร อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา

วัดควนมิตร-บ้านพรุ

วัดควนมิตร ก็เป็นที่ที่ท่านพ่อลีเคยมาอยู่จำพรรษา ๒ พรรษา ชาวบ้านแถวนี้รู้จักท่านหมด เราได้มาเจอท่านถวิล (จิณฺณธมฺโม) ซึ่งเป็นสหธรรมิกคนบ้านเดียวกัน นิสัยใจคอก็ใกล้เคียงกัน นิสัยท่านตรงไปตรงมาเหมือนกันกับเรา ในระหว่างที่พักอยู่ที่วัดควนมิตรนี้ ได้เดินธุดงค์ไปภาวนาที่ควนไม้ไผ่ ท่านถวิลขอติดตามไปด้วย ห่างจากควนมิตรประมาณ ๘ กิโลเมตร อยู่ภาวนาที่ควนไม้ไผ่ได้ระยะหนึ่ง ก็เดินทางกลับมาที่วัดควนมิตรอีกครั้ง เรามาอยู่ที่วัดควนมิตรนี้ ได้คุ้นเคยกับท่านพระครูรัตนโสภณ (แก้ว)

 
เสนาสนะที่หลวงปู่เจี๊ยะเคยมาอยู่พักอาศัยปฏิบัติธรรม ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดควนจง (ภูเขาล้อม)
 
ใกล้กับเสนาสนะมีธารน้ำไหลผ่าน
เราพักอยู่ที่บนเนินเขาควนมิตรเป็นเวลาแรมเดือน จึงอยากไปวิเวกบ้างตามประสาคนไม่อยู่สุข คืออยู่ที่ไหนนานๆ มันเบื่อ ไปภาวนาอยู่ตามป่าเขาน่าจะดีกว่า เพราะบางทีคนแถวภาคใต้เขาไม่ค่อยชอบพระกรรมฐาน เพราะเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอเค้าไม่มีอำนาจ เราไปอยู่แล้วไม่ค่อยเป็นสุข ไปอยู่กับครูบาจารย์ก็ต้องครูบาจารย์ที่ให้ทัศนะเราได้ ไปอยู่กับอาจารย์ที่ให้ทัศนะไม่ได้ ก็ไม่อยากอยู่ ไอ้ตัวนี้สำคัญที่สุด ไอ้พระบางองค์ มันถือดี มันนึกว่า มีความรู้ นักธรรมเอก นักธรรมโท ไอ้สมบัติขี้หมาอะไร ว่าตรงๆ ตำราเรียนมามันใช้ไม่ได้หรอก การเรียนกิริยาของใจไม่ต้องเอาอะไรมากหรอก เอาภาวนา “พุทโธ” ตัวเดียวพอแล้ว ว่าอยู่อย่างนั้นให้มันสวย ใจมันจะดื้อเราไปยังไงล่ะ เราเคยเอาชนะมันมาแล้วถึงมาคุย

เมื่อคิดอย่างนั้น จึงเตรียมจัดบาตร สะพายกลด เข้าไปบอกท่านพระครูฯว่าจะไปเที่ยวภาวนาแถวๆ บ้านพรุ อำเภอหาดใหญ่หน่อย ทราบข่าวว่าท่านอาจารย์เม้าท่านมาอยู่ที่นั่น จะมาสร้างวัดใหม่ที่ห้วยยางบ้านพรุนั้น(ปัจจุบันเชื่อว่าวัดกอไม้พอก) เมื่อบอกลาท่านเสร็จก็ออกเดินทางลัดมา พักมาตามป่ายางเรื่อยๆ เข้ามาถึงบ้านพรุ ก็เข้าไปพักภาวนาที่ห้วยยางกับท่านอาจารย์เม้า ในระยะนั้นตรงกับเตือนพฤศจิกายน ๒๔๙๒
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 05:05:21 PM โดย บอร์ดธรรมะ »

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
นิมิตถึงท่านพระอาจารย์มั่นที่บ้านพรุ

เมื่อเข้ามาพักอยู่ที่ห้วยยางบ้านพรุได้ไม่นาน คืนวันพฤหัสบดี แรม ๕ ค่ำ เดือน ๑๒ นิมิตเห็นท่านพระอาจารย์มั่น นอนตาย เปลือยกายอยู่ ในนิมิตนั้นท่านงดงาม ชัดเจนมาก เหมือนกับว่าท่านอยากจะมาแสดงอะไรบางอย่างให้เรารู้ ประหนึ่งจะเป็นเครื่องแสดงว่า ท่านจะลาโลกลาสงสารเข้าสูแดนวิมุตติ อันเป็นอนุปาทิเสสนิพพาน คือการดับกิเลสไม่มีเบญจขันธ์เหลือ เข้าฟูทางสายเอก คือวิสุทธิธรรมล้วนๆ

ท่านพระอาจารย์มั่น เราเคารพรักท่านเป็นที่สุด ชีวิตจิตใจนี้มอบให้ได้เลย ไม่เสียดายถ้าท่านต้องการ เพราะท่านเป็นเจ้าบุญเจ้าคุณ(ธรรม) ล้นเกล้าล้นกระหม่อมจริง ๆ การที่พระสาวกมีพระอานนท์ เป็นต้น กล้าพลีชีพแทนพระพุทธเจ้า ในขณะที่ช้างนาฬาคีรีกระโจนตกมันมา เพื่อจะทำลายพระพุทธองค์พระอานนท์เอาชีวิตของท่านเข้าขวางกั้นไว้ ก็เพราะความถึงใจด้วยสายใยแห่งธรรมอย่างนี้เอง เราเคารพในท่านพระอาจารย์มั่น ก็ตั้งใจอย่างนั้นเหมือนกัน


วัดควนมิตร อ.จะนะ จ.สงขลา
ถ้าเรื่องของท่าน ใครอย่ามาแตะ มาว่า เราไม่ยอม ตอนอยู่กับท่าน หน้าที่อะไรก็ตาม ต้องทำให้ดีทั้งหมด ให้สะอาดเรียบร้อยและทำให้ได้ดี ถ้าไม่ดี ทำมันจนดีจนพอใจ ถึงจะยอมหยุด

เมื่อเกิดนิมิตในตอนกลางคืน เราภาวนาก็ประหวัดๆ ภายในใจเสมอๆ เหมือนจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกี่ยวกับองค์ท่าน ในตอนเช้าวันนั้นเองได้ออกจาริกเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ได้ถามลุงกายทันทีว่า

“ลุงกาย...มีข่าวหลวงปู่มั่นบ้างมั้ย?”

ลุงกายบอกว่า “ไม่มีครูบา...”

“เราก็เอ๊ะ!... อยู่ภายในใจลึก ๆ”

กลับจากบิณฑบาตนั่งฉันอยู่ซักประเดี๋ยว ท่านพระครูรัตนโสภณ เจ้าคณะอำเภอให้โยมเดินทางมาบอกว่า “ข่าววิทยุออก บอกว่าหลวงปู่มั่นมรณภาพแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนนี้”

พอว่าท่านพระอาจารย์มั่นมรณภาพเท่านั้นแหละ เราลุกขึ้นจากที่ฉันข้าวทันที เดินดิ่งหลบไปทางด้านหลัง ปลงธรรมสังเวชสุดที่จะอธิบายได้ จิตก็หวนรำลึกคำพูดของท่านว่า “อายุ ๘๐ ปี ท่านจะตาย”


พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต
“ดับแล้วท่านผู้ทรงคุณอันประเสริฐ พ่อแม่แห่งวงศ์พระกรรมฐานนับจากกึ่งพุทธกาลนี้อีกต่อไป ท่านผู้ทรงคุณเช่นท่านพระอาจารย์มั่นนี้ จะไม่มีประดับโลกอีกแล้ว ท่านผู้มีบุญอย่างท่านพระอาจารย์มั่นนี้ เป็นบุตรของใคร เป็นเพื่อนของใคร เป็นพี่เป็นน้องของใคร เป็นศิษย์ของใคร เป็นอาจารย์ของใคร เกิดในประเทศใด หรือจะอยู่ที่แห่งหนตำบลใด สถานที่นั้นหรือบุคคลนั้นที่เกี่ยวข้องต้องเย็นใจ สบายใจ สุขใจและเพลินใจ”

เมื่อทราบข่าวดังนั้น เราก็รีบขึ้นรถไฟกลับทันที ในระหว่างที่เดินทางกลับมานั้นตั้งใจไว้ว่า เราจะต้องเข้าไปหาท่านพ่อลีที่วัดป่าคลองกุ้งก่อน เพื่อว่าท่านจะสั่งให้ทำอะไรเป็นพิเศษ

เราไปถึงก็ค่ำแล้ว ทราบว่าท่านพ่อลีท่านนั่งรออยู่ ยังไม่ยอมลงปาฏิโมกข์ ทั้งๆ ที่เราก็ไม่ได้กราบเรียนล่วงหน้าว่าเราจะมาหาท่าน หลังจากนั้นท่านพ่อลีก็สั่งให้ เรา ท่านเฟื่อง โชติโก และท่านเจือ สุภโร เดินทางไปร่วมงานศพท่านพระอาจารย์มั่นก่อน แล้วท่านจะเดินทางตามไปทีหลัง

ท่านพระอาจารย์มั่นเป็นมรณา-สังฆานุสติ

เมื่อไปถึงงานศพท่านพระอาจารย์มั่น เข้าไปกราบคารวะศพท่านทันที ระลึกถึงบุญคุณที่ท่านอบรมสั่งสอนมา สุดที่จะอดกลั้นทานน้ำตาไว้ได้ “กรรมใดอันที่เกล้าฯ ล่วงเกิน ขอครูบาอาจารย์จงโปรดอโหสิกรรม” แสงตะเกียงเจ้าพายุสว่างไสวทั่วบริเวณ ได้ยินเสียงผู้คนที่พลุกพล่านอยู่ด้านนอก อย่างโกลาหล ต่างมุ่งหวังเพื่อเข้ามากราบคาราวะศพท่านพระอาจารย์มั่น

จักร คือ ธรรมอันประเสริฐที่ท่านพระอาจารย์มั่น ได้หมุนเพื่อสานุศิษย์ บัดนี้เป็นวาระสุดท้ายแห่งขันธ์ที่กำลังจะมอดไหม้

ยนต์ คือ สรีระ อันมีจักร ๔ คือ ยืน เดิน นั่ง นอน

มีทวาร ๙ คือ ตา ๒, หู ๒, จมูก ๒, ปาก ๑, ทวารหนัก ๑, ทวารเบา ๑ หยุดการแล่นแล้ว

เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน อันเป็นแดนเกษม

ปุญญาภิสังขารที่เหลือไว้นี้ เป็นเพียงมรณา-สังฆานุสติ เป็นที่ระลึกกราบไหว้บูชา

พระศาสดาและพระสาวกอรหันต์ทั้งหลายก็ล่วงไปแล้ว ล่วงไปสู่แดนอมตธรรม ไม่ต่ำไม่สูง ไม่ใกล้ไม่ไกล หากดวงใจที่บริสุทธิ์ครอง

พระบรมศาสดาตรัสแล้วไว้ว่า “ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเตือนท่านทั้งหลายไว้ว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ท่านทั้งหลายจงถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด ภิกษุทั้งหลาย ธรรมวินัยใดที่เราแสดงและบัญญัติไว้แล้ว ธรรมและวินัยนั้น จะเป็นศาสดาของเธอเมื่อเราล่วงไป”

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านเป็นพุทธสาวก ไม่กลับมาหลงโลกที่เคยเกิดตายอีกต่อไป ไตรโลกธาตุทั้งหมดนี้ประมวลลงในไตรลักษณ์ ที่หมุนไปด้วย อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใครมีปัญญาเรียนถึงอย่างที่ท่านสอน ก็ไม่ต้องกลับมานอนทอดถอนใจ เดินตามหลังท่านไปสู่พระนิพพาน

    
 

พระอาจารย์มหาบัว ญาณสมปนฺโน ที่หน้าเมรุท่านพระอาจารย์มั่น

บรรยากาศพระสงฆ์และประชาชนที่มาในงานศพหลวงปู่มั่น
ทำงานถวายท่านพระอาจารย์มั่น

ในระหว่างที่ช่วยงานศพท่านพระอาจารย์มั่นนั้น มีพระเณรหลั่งไหลมาจากทิศานุทิศ ประซาชนญาติโยมมาคาวระศพมิได้ขาด ทุก ๆ คนที่เข้ามา ล้วนห่อข้าวมากินเอง คาราวานเกวียนจอดเต็มรอบ ๆ บริเวณวัดสุทธาวาส หามุ้งหาเพื่อมานอนจุดตะเกียงจุดไฟกันเอง หุงหาอาหารกินกันเอง แล้วตอนเช้า ๆ เตรียมหาอาหารใส่บาตรพระ เป็นนิมิตแห่งชัยชนะด้วยบุญญานุภาพอย่างแท้จริง ทุกอย่างเป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์ ทุกคนล้วนแต่มีน้ำตาอาลัยความดีของท่านพระอาจารย์มั่น เป็นน้ำตาสดุดีสังฆปฏิบัติ เราเป็นพระหนุ่มน้อยอยู่ ก็ได้รับคำสั่งจากท่านพระอาจารย์ฝั้นให้ไปดูแลเรื่องน้ำ เพราะน้ำขาดแคลนมาก ใช้ญาติโยมและเณรเอาอีเต้อขุดจนมือแตก น้ำก็ไม่ออก เราคิดว่า รอช้าจะไม่ทันการณ์จึงจำเป็นต้องขุดบ่อเอง ในที่สุดน้ำก็ออกจนได้ใช้ตลอดงานเป็นเวลา ๓ เดือน ยังมีอีกหน้าที่หนึ่ง ที่ท่านพระอาจารย์ฝั้นมอบหมายให้ไปทำคือ จัดทำปะรำพิธี ดูแลเสนาสนะ และคอยไล่ต้อนพระเณรที่แอบไปดูหนังที่เขานำมาฉายอยู่ด้านนอกวัด เวลาเขาถ่ายภาพเป็นที่ระลึกในงานศพเราจึงไม่ได้ถ่าย เพราะมัวแต่ทำงานยุ่งอยู่ไม่มีเวลาหยุดหย่อน

เรื่องแปลกในงานศพท่านพระอาจารย์มั่นคือ ไม่มีการขโมยของกันและกัน ไม่มีการตี ทะเลาะหรือฆ่ากัน ทั้ง ๆ ที่มีคนมาก ผู้คนก็ไม่ส่งเสียงดังเอะอะโวยวาย ในบริเวณงานไม่มีคนดื่มสุราเมรัยมากวนใจในงาน พระเณรโดยส่วนมากบอกง่ายน่าเคารพเลื่อมใส งานนี้นอกจากมนุษย์แล้วทุกอย่างเกิดขึ้นเหมือนเทพบันดาล เพราะอาหารการกินของใช้สอยกองเท่าภูเขาเลากา ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นที่ไหนมากเท่านี้มาก่อน นี้คือบุญฤทธิ์ของท่านพระอาจารย์มั่นโดยแท้

พรรษาที่ ๑๔- ๒๔ (พ.ศ. ๒๔๙๓ - ๒๕๐๓)

จำพรรษาที่ วัดเขาแก้ว ตำบลท่าช้าง อำเภอเมือง

จังหวัดจันทบุรี

ต้นปี ๒๔๙๓ เมื่อเสร็จงานศพท่านพระอาจารย์มั่นแล้ว คณะกรรมฐานระยะนั้นเหมือนบ้านแตกสาแหรกขาด ขาดที่พึ่งใหญ่ ก็ต่างองค์ต่างพยายามหาที่พึ่งน้อย อันหมายถึงลูกศิษย์ที่ท่านพระอาจารย์มั่นรับรอง บางองค์ก็ไปกับท่านพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม บางองค์ไปกับพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร บางองค์ไปกับหลวงปู่ขาว อนาลโย บางองค์ไปกับอาจารย์เทสก์ เทสฺรงฺสี บางองค์ไปกับท่านอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน บางองค์ก็เข้าธุดงค์ในป่ากับครูบาอาจารย์ที่ตนเองเคารพนับถือ กระเซ็นกระสายกันไปทั่ว แต่ต่างองค์ก็ต่างไปตามสายทางแห่งพระนิพพานเพื่อแสวงหาความหลุดพ้น เป็นที่หมายสุดท้ายเหมือนกัน

โยมแม่ป่วย

สวนเราธุดงค์ย้อนกลับจังทวัดจันทบุรีกับท่านเฟื่องเข้ามาพักที่วัดป่าคลองกุ้ง ทราบข่าวว่าโยมแม่ไม่สบาย ป่วยหนัก จึงเดินทางมายังวัดทรายงาม บ้านหนองบัว ช่วยโยมพ่อดูแลโยมแม่ เป็นพระทำอะไรไม่ได้มากนัก ส่วนมากก็ไปเป็นกำลังใจ ไปพูดธรรมะให้ฟังบ้าง ส่วนมากโยมแม่ไม่คอยฟังเพราะเห็นเราเอะอะเสียงดัง ก็คนนั้นทำอย่างนั้นไม่ถูก ทำอย่างนี้ไม่ถูก เราก็ดุเอาสิ โยมแม่เป็นคนเรียบร้อย พูดจาไพเราะ ชอบพระเรียบร้อย ส่วนเราก็เรียบร้อย แต่เรียบร้อยตามนิสัยวาสนาอาภัพ

อาการป่วยของโยมแม่รักษาเป็นปีอาการก็ไม่ดีขึ้น เพื่อเยียวยารักษาโยมแม่ให้หาย เงินทองมีเท่าไหร่ทุ่มลงหมดไม่มีคำว่าเสียดาย ขอแต่เพียงโยมแม่หายเท่านั้นเป็นที่พอใจของลูก ๆ ทุกคน ยานั้นต้องเดินทางมาซื้อถึงกรุงเทพฯ ของหลวงมานิตย์ ต้องไปซื้อมากินเป็นประจำ

เมื่ออาการของโยมแม่ดีขึ้นบ้าง ก็เข้าไปหาท่านพ่อลีที่วัดป่าคลองกุ้ง กราบเรียนท่านที่จะไปภาวนาตามป่าตามเขาดังที่เคยไปเสมอมา ท่านพ่อจึงสั่งว่า “ท่านเจี๊ยะให้ท่านไปอยู่ที่เนินเขาแก้วนะ ที่นั่นวิเวกดี สัปปายะเหมาะ” เมื่อท่านพ่อสั่งอย่างนั้น จึงต้องไปอยู่ที่เนินเขาแก้วตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

(โยมแม่เสียชีวิตอายุ ๙๓ ปี วันที่ ๑๗ มีนาคม พ.ศ.๒๕๑๗ โยมพ่อเสียชีวิตอายุ ๙๙ ปี วันที่ ๖ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๒๐)

พระอาจารย์เจี๊ยะ พระผู้มาปฏิสังขรณ์วัดเขาแก้ว

พระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านมาเป็นเจ้าอาวาส ปี ๒๔๙๓ และเป็นผู้ที่ปรับปรุงปฏิสังขรณ์วัดนี้ให้เป็นวัดที่มีสภาพมั่นคงคือ พระอาจารย์เจี๊ยะ จุนฺโท เพราะเดิมวัดนี้ไม่มีอะไรถาวรนอกจากมีศาลาเพียงหลังเดียว นอกนั้นเป็นกุฏิชั่วคราว ความทรุดโทรมก็มีมากขึ้น พระอาจารย์เจี๊ยะท่านจึงติดต่อให้ญาติโยมผู้มีศรัทธาสร้างกุฏิถาวรถวาย สร้างด้วยคอนกรีต ๔ หลังมั่นคงถาวรมาก นับว่าในขณะนั้นมีเพียงวัดเดียวเท่านั้นในคณะกรมฐานที่มีกุฏิตึกอยู่ ด้วยความสามารถของพระอาจารย์เจี๊ยะนี้เอง

ต่อมาศาลาการเปรียญทรุดโทรมลง ท่านจึงจัดการสร้างศาลาการเปรียญขึ้นใหม่ หลังใหญ่โตมาก ในบรรดาศาลาด้วยกันแล้วในจังหวัดจันทบุรี ต้องยกให้วัดเขาแก้ว เพราะเข้าไปในศาลาเหมือนเข้าไปในโบสถ์วัดพระแก้ว เพราะเยือกเย็นเหมือนกัน

พื้นที่ภายในบริเวณวัด ท่านก็พัฒนาการจนเป็นสถานที่น่าอยู่น่าอาศัย มีผลไม้มาน่าดูชม เช่น เงาะ ทุเรียน กระท้อน ฯลฯ

เดิมท่านพ่อลีมาปักกลดบริเวณเนินเขาแก้วนี้ ตรงนั้นมันเป็นต้นมะม่วง ไม้มะม่วงนั้นใบมันร่วงเพราะเป็นฤดูแล้ง ตามโคนต้นมะม่วงมีมดแดงเต็มไปหมด ท่านพ่อลีกปักกลดอยู่อย่างนั้นไม่ย้ายไปไหน

ตาสอนและยายทัตสองผัวเมียมาเห็นเขา ก็นิมนต์ท่านพ่อว่า “ท่านพ่อ อยู่ตรงนี้ไม่ได้หรอกมดแดงมันเยอะ ขอให้ย้ายไปตรงอื่นเถอะ”

“ไม่ย้าย เราจะอยู่ตรงนี้ ถึงแม้นเอาข้าวของมาถวายตรงที่อื่นเราก็ไม่รับ เราจะอยู่ตรงนี้ ปักกลดตรงนี้แหละ ”

ทีนี้เมื่อสองตายายนำเอาอาหารข้าวของมาถวาย มดแดงมันก็มาเยอะแยะ ยิ่งเหยียบใบไม้ดังแกรก! แกรก! มดแดงมันมาใหญ่ทีเดียว กรูมา อู้ฮู! มากทีเดียว มดแดงมันมามากมายเหลือเกินเป็นกองทัพมด แต่มันไม่กัดท่านพ่อสักตัวเดียว ท่านอยู่เป็นเพื่อนกันกับมด สักพักหนึ่ง มดมันก็ทยอยกันหนีเกลี้ยงอย่างน่าอัศจรรย์ เมื่อสองตายายเห็นอย่างนั้น ก็เกิดความศรัทธาเลื่อมใส นับถือท่านพ่อลีมากขึ้น ก็เลยไปป่าวร้องให้คนทั้งหลายเข้ามาทำบุญกับพระผู้วิเศษ


ซุ้มประตูทางเข้าวัดเขาแก้ว
ต่อมาจึงทำศาลาพักขึ้น แล้วก็ค่อยสร้างวัดขึ้นมาค่อยทำกัน เริ่มแรกมุงจากเสาไม้ป่า ท่านพ่อลีก็อาศัยอยู่อย่างงั้น แล้วท่านก็อยู่ คนก็เลื่อมใส เขาก็มาช่วยสร้างวัดกันขึ้น ช่วยกันตัดไม้ป่ามาสร้าง ตัดไม้ไผ่ หลังคามุงจาก เริ่มจะเป็นวัดทีแรก เพราะว่าตาสอนและยายทัต สองคนผัวเมียบริจาคที่ตรงนี้ให้

หลังจากนั้นมา พ.ศ. ๒๔๙๓ ท่านพ่อลีก็มอบให้ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะมาอยู่แทน

“โบสถ์นั่น ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะก็เป็นคนตีหิน ทุบหิน ทำเองไม่มีหยุดหรอก สำคัญมากในเรื่องทำงาน หินนี่ขนมาก้อนใหญ่ๆ ขน ตี ทำ ก่อสร้าง ท่านแข็งแรง ท่านได้ผู้ใหญ่จ่าง รักศักดิ์ เป็นผู้อุปัฏฐากช่วยสร้างเพราะเขาเป็นคนมีเงิน เข้ามาช่วยท่านสร้างวัด เรื่องการก่อสร้างท่านละเก่งที่สุด ไม้แผ่นใหญ่ ๆ ไปหามาจากในดงลึก ๆ โน่นแหละ ไม้เต็ง ไม้รัง ไม้แดง ขนมา ท่านเก่งทางนี้

ท่านก่อสร้างเสร็จ ท่านเป็นคนบ๊งเบ๊ง ๆ เป็นคนจีน ลูกคนจีน นิสัยท่านก็ไม่ค่อยจะสบอารมณ์กันกับผู้คน นิสัยพะลึงพะลังอย่างนั้นแหละ มาครั้งแรกสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ท่านจะมาเอาที่ตรงนั้นทำวัง พระอาจารย์เจี๊ยะมาเริ่มสร้างใหม่ๆ เริ่มสร้างวัดเขาแก้วเป็นรูปร่าง ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะอยู่เป็นขรัว พอเป็นขรัว สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณีก็เอาต้นโพธิ์มาปลูกไว้นั่นแหละ สมเด็จพระนางเจ้าฯ ก็เริ่มจะเป็นเจ้าภาพวัด ภายในพระทัยก็คงคิดที่จะเป็นผู้อุปการะวัดเขาแก้ว ท่านเริ่มเข้าวัดและตั้งใจจะบูรณะวัดให้เจริญด้วย

ขรัววัดเขาแก้ว


คณะศรัทธาที่ร่วมสร้างกุฏิถวายหลวงปู่เจี๊ยะ
(วันถวายกุฏิ ปี พ.ศ.๒๔๙๗)
อยู่มาวันหนึ่งเป็นวันเกิดท่านผู้หญิงผ่อง ผู้เป็นน้องสาวสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี ท่านหญิงคิดปรารถนาจะเข้ามาทำบุญถวายพระ เข้ามากราบพระอาจารย์เจี๊ยะที่ศาลา และพระทั้งหลายก็ลงมาพร้อมเพรียงกัน เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะเข้ามานั่งก็ “ขาก...ถุยๆ” ทำอยู่ยังงี้ท่านผู้หญิงผ่องท่านก็ประทับอยู่ที่นั่น ก็มองๆ นึกตำหนิอยู่ภายในใจ

เมื่อท่านผู้หญิงเสด็จกลับจึงเรียกผู้ใหญ่พา ซึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้านในสมัยนั้นเข้าไปถามว่า “ผู้ใหญ่พา...ขรัววัดเขาแก้วทำไมท่านถึงเป็นอย่างงั้น กริยาท่าทางไม่เรียบร้อยเลย”

ผู้ใหญ่พาก็ตอบว่า “ท่านเป็นลูกคนจีนนะครับ ไม่ใช่จะเสียหายอะไร การเสียหายไม่มีเลย กิริยาของท่านนี้ไม่รู้จะทำยังไง การขาก...ถุยๆ ท่านนั่งนิ่งๆ ไม่ได้ ต้องขยับไหล่ งึกงักๆ ๆ อันนี้เป็นนิสัยประจำ ท่านเป็นยังไงก็อยู่อย่านั้น ท่านไม่มีมายากับใครหรอกครับ เรื่องการก่อสร้างการบริหารวัดนี่ โอ๊ย!...ท่านเก่งมากขยันเหลือเกิน ขยันตัวเป็นเกลียว ทำเอง ถกเขมร ทำคล่อง เสียอย่างเดียวกิริยาตรงนี้ แต่ใจท่านดีมากครับ”

ท่านหญิงจึงถามผู้ใหญ่พาต่อไปอีกว่า “เล่าประวัติขรัววัดเขาแก้วให้ฟังซิ ท่านเป็นมายังไง?”

ผู้ใหญ่พาก็กราบทูลว่า “ท่านเป็นคนใจสำคัญนะครับ เป็นลูกคนจีน บ้านเดิมอยู่ที่หนองบัว ในการทำงานที่กระผมเห็นมา ไม่มีใครแข็งเท่าท่าน ความเพียรพยายาม โอ้!... ท่านตั้งใจทำเหลือเกิน ท่านเก่งเหลือเกิน ไม่ใช่คนจนอนาถา ก่อนมาบวชท่านเป็นคนนักเลงอยู่ แล้วก็มาบวชเป็นลูกศิษย์ท่านพ่อลี ท่านพ่อลีไม่ใช่พระธรรมดา ท่านพ่อลีต้องมองลึกแล้วว่า อาจารย์เจี๊ยะนี้ดีจึงมอบที่ตรงนี้ให้

 
ศาลาการเปรียญที่หลวงปู่สร้างไว้ที่วัดเขาแก้ว
ตั้งแต่ผมเห็นพระมา ขรัววัดเขาแก้วนี้นี่บริหารวัดดีไม่มีใครเกิน ท่านสู้สุดตัว หินก้อนใหญ่ๆ ทุบเองแหลกหมด ท่านไม่ต้องไปง้อใคร ทำเองทั้งนั้น บางทีไปค้างวันค้างคืน หาคนไปช่วยเอาไม้อยู่ในป่าโน่น!...โป่งน้ำร้อนโน่น ไกลเท่าไรก็ไปเอามาจนได้ ตอนหลังนี่ท่านไปเรียกใคร เขาก็ไม่ไป สู้ท่านไม่ไหว ทำทั้งวันทั้งคืน ท่านจะเอาอะไร เอาให้ได้ ถ้าไม่ได้ท่านไม่หยุด เก่งเหลือเกิน ถึงท่านกิริยาภายนอกเป็นอย่างนั้น เรื่องเสียหายไม่มีหรอกครับ เรื่องวาจาท่านก็เป็นคนพูดตรงไปตรงมา จะให้ท่านพุดหวานๆ อย่างนั้นอย่างนี้ท่านพูดไม่เป็นหรอก ถ้าวันไหนเห็นท่านพูดหวานๆ ชาวบ้านคงช็อกตาย สถานที่ที่ท่านควรจะพูดค่อยๆ ท่านก็พูดไม่ค่อย สถานที่ที่ควรจะพูดแรงๆ ท่านกลับพูดค่อยๆ เวลาใช้ญาติโยมทำงาน “พวกมึงมาทำไอ้นี่ให้หน่อย...โว้ย มาช่วยกันบ้างซีที่วัด” ท่านมักจะพูดอย่างงี้

ผมก็เคยขอโอกาสพูดกับท่าน (อาจารย์เจี๊ยะ) บ่อยเหมือนกัน เคยสะกิดท่านบ่อยๆ ว่า “ท่านอาจารย์พูดทำไมเอะอะนัก ค่อยๆ พูดซะหน่อยจะเป็นไร ญาติโยมเขามานั่งกันเต็มอยู่นั่น ทำไมเอะอะเสียงดังอะไรอย่างเงี้ย” ท่านก็ตอบว่า “เราก็เป็นของเราอย่างนี้อยู่ทุกวัน มันจะแปลกตรงไหน ภายในใจเราไม่มีอะไรกับใครหรอก เคยพูดดังๆ มานั่งเงียบมันโหวงเหวง มันพิลึกชอบกล” ท่านว่าอย่างนั้น


พระอุโบสถวัดเขาแก้ว
ที่หลวงปู่เจี๊ยะสร้าง
ท่านหญิงลองคิดดูซิครับว่าจะมีพระที่ไหน ที่จะเป็นอย่างนี้ได้บ้าง ท่านมาบิณฑบาตบ้านผม เดินเข้ามาในบ้านเลย “เฮ้ย!..ตำน้ำพริกกุ้งแห้งเกลือให้กูหน่อย” พริกเกลือกุ้งแห้งท่านชอบ ท่านไม่เคยเสียหายอะไร มีแต่กิริยาวาจานี่แหละ ที่ทำให้คนเขาแปลก ทำให้คนเขาแตก ไม่กล้าเข้าใกล้

บางทีท่านไปบิณฑบาตก็นั่งรถไปเพราะขาเจ็บ ไปถึงที่ก็บอก “เอ้า!...เอาข้าวมาให้กูกิน” ตั้งบาตรเลย หนังสือพิมพ์เล่มหนึ่ง บุหรี่มวนหนึ่ง แล้วก็นั่งกระดิกเข่า ใครเขาเห็นเขาจะเอาด้วยล่ะ ภาพมันก็ลบไปเลย ครูบาอาจารย์เขาไม่สอนอย่างนั้นใช่ไหมล่ะ ท่านก็บอก “ขากูเจ็บนี่หว่า” ก็ไปอย่างนั้นทุกวัน

กราบนิมนต์ท่านว่า “ท่านอาจารย์ไม่ต้องมาบิณฑบาตเลย นอนอยู่เฉยๆ เลย จะจัดไปถวายที่วัดเอง”

ท่านบอกว่า “ไม่ได้เดี๋ยวเขาจะด่า หาว่าขี้เกียจบิณฑบาต”

“นั่นล่ะเขาจะด่าหนักล่ะไปอย่างนั้น”

พวกเราไม่คุ้นเคย ไปเห็นพระผู้ใหญ่เป็นอย่างนั้นก็สะดุ้ง “เอ๊ะ!...อะไรมาผิดวัดหรือเปล่า...อะไรเนี่ย” ในกลางพรรษาท่านออกไปบิณฑบาตช้าอยู่ครั้งหนึ่ง พระลูกศิษย์ที่ไปบิณฑบาตอายกันหมดเลย แต่ท่านไม่อาย

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พระมากินให้เป็นมงคลแล้ว

 
 
กุฏิของหลวงปู่เจี๊ยะที่วัดเขาแก้ว
“เล่าประวัติอย่างอื่นๆ ที่แปลกๆ ของท่านให้ฟังบ้างสิ ...ผู้ใหญ่พา” ท่านหญิงผ่องถามขึ้นด้วยความสนใจอย่างยิ่ง

“มีอยู่ครั้งหนึ่ง” ผู้ใหญ่พาเริ่มเล่า เขาแต่งงานกัน เขานิมนต์พระไป ๙ รูป บ้านเขาสูงแค่เอว ลูกกรงบ้านก็โหนถึงล่ะ ทีนี้แขกมันเยอะ ท่านก็โหนตัวขึ้นทางลูกกรงไปเลย ไม่ขึ้นทางบันได พอนั่งปั๊บ!! ท่านก็ถามเจ้าภาพว่า” จะสวดหรือไม่สวดล่ะ เอ้า! ประเคนกินกันเลย”

เจ้าของบ้านรีบบอกสวนมาทันทีว่า “ก็สวดเสียหน่อยซิ...พระคุณเจ้า”

ไอ้พวกเราเป็นศิษย์ลูกศิษย์ก็คิด “เฮ้ย! จะกินของเขาเฉยๆ เลยหรือเนี่ย เฮ้ย...ขำ!”

คือว่าเขาจะแต่งงาน เป็นงานมงคล สวดให้เป็นมงคลให้เจ้าภาพหน่อย ท่านกลับถามว่า “จะสวดไหม ไม่สวดให้ยกมาประเคนเลย พระมากินให้เป็นมงคลแล้วเนี่ย” เขาขอให้สวดท่านถึงนำสวด

ตอนกลับก็โดดลงทางเก่าที่ปีนขึ้นนั่นอีกล่ะ คือทางราวลูกกรง พระลูกศิษย์ที่ไปด้วยนี้ ก้มหน้ายิ้มอายกันเลย บันไดมีไม่เอา โดดขึ้นลูกกรงเลย ตรงนั้นรองเท้าเขาวางไว้เกะกะ ไม่เอา! โหนขึ้นไปเลย เรื่องโลกนี่ท่านตัดไปเลย ไม่อายหรอก ลูกศิษย์อาย บวชใหม่ประมาณ ๓-๔ พรรษาก็อายทั้งนั้น แต่อาจารย์ไม่อายหรอก ท่านทำอะไรแปลกๆ ท่านไม่เหมือนเรา มาอยู่ที่เขาแก้วนี่ท่านละปล่อยวางเยอะกับญาติโยม

เดินทางโดยรถสิบล้อ

เรื่องการโบกรถก็เช่นกัน ถ้าท่านโบกรถนี่ รถต้องจอดทุกคันนะครับเพราะท่านจะไม่ไปโบกริมๆ ถนน ท่านจะไปยืนโบกรถกลางๆ ถนนเลย แล้วไม่ใช่ไปโบกตรงนั้นเฉยๆ ไปยืนห่มจีวรตรงนั้นด้วย แล้วก็โบกมันรุงรังขนาดล่ะ กางปีกเลยมารุ่มๆ รถต้องจอดหมดล่ะ

ทีนี้เราก็มาสังเกตท่านว่า “เอ๊ะ! ทำไมท่านอาจารย์ทำอย่างนี้นะ ท่านทำอย่างนี้ทำแบบนี้ ยังกับว่าทั่วประเทศไทยเป็นพี่น้องเป็นญาติท่านกันหมด เรามอง เอ! พวกนี้พี่น้องท่านหมดเลยนะนี่ ไม่รู้เขาจะโกรธจะเกลียด หรือรถจะชนตายอย่างนี้ไม่สนใจ ไปถึงก็กางปีกยืนถ่างขากลางถนนเลย แล้วก็ห่มจีวรพร้อมเลย”

สมัยก่อนเวลาท่านมากรุงเทพฯ ก็อาศัยรถสิบล้อเขามาบ้าง รถทัวร์บ้าง รถทัวร์ก็ไม่ค่อยได้ขึ้นหรอก เอารถสิบล้อ เอา! ผมเคยไปรับท่านครั้งหนึ่ง โอ๊ย! แหงนดูท่านอาจารย์เจี๊ยะอยู่บนหลังคานั่นน่ะ ท่านตะโกน “หนาวโว๊ยๆ...หนาว” อยู่บนหลังคารถสิบล้อน่ะ ข้างล่างมันเต็ม มีผู้หญิงมาด้วย ท่านไม่เดือดร้อนกับใครล่ะ “หนาวโว๊ยๆ ลมมันโกรก”

อยู่มาวันหนึ่ง มีจดหมายส่งมาจากวัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ ท่านเจ้าคุณพรหมุนี เพื่อนท่านส่งมา ในเนื้อความจดหมายนั้นบอกว่า “เมื่อได้รับแล้วให้มาด่วนทันที”

ท่านอ่านแล้วก็ไม่รีรอเลย รีบคว้าย่าม คว้าจีวร พะรุงพะรัง รีบด่วนอย่างที่จดหมายบอกไปทันที ท่านก็จะรีบไป คือท่านเป็นคนตรงมากอย่างนั้น คว้าจีวร คว้าย่าม เดินดิ่งตรงไปหน้าวัด หน้าวัดติดถนนใหญ่ ไหล่ก็สะพายย่าม มือก็พยายามคลุมจีวร บังเอิญรถบัสประจำทาง มันก็มาพอดิบพอดี เหมือนนัดกันไว้ เมื่อรถมาพอดีจะทำยังไงล่ะ มือก็คลุมจีวรอยู่ โบกรถก็ไม่ได้ ท่านกลัวไม่ทันมั้ง ท่านจึงใช้ตีนโบก “ยกตีนขึ้นสูงๆ ลงๆ หยุด... ตะโกนด้วย หยุดเดี๋ยวนี้”

รถวิ่งผ่านไปฉิวแบบไม่สนใจ “เย็...แม่มึง...ไม่รู้จักไอ้เจี๊ยะ...ซะแล้ว”

ท่านตะโกนด่าตามหลัง เราแอบไปฟังอยู่ข้างๆ กำแพง แอบหัวเราะคิกๆ อยู่คนเดียว เอามือปิดปากไว้กลัวท่านได้ยิน เดี๋ยวโดนเตะ หาว่าหัวเราะเยาะ

บางทีในตอนกลางคืนขนาดกำลังป่วย เพราะความที่ท่านเป็นผู้ที่นอบน้อมในธรรมมาก ไม่มีชาติชั้นวรรณะเลย อย่างบางทีคุยกันกับพระเณร เฮๆ เป็นปกติอยู่เลย แต่ทันทีที่ไม่ว่า พระเณร เด็ก ผู้ใหญ่ มาพูดเรื่องธรรมะนี่ ท่านจะนิ่งฟังเฉย แสดงความเคารพทันทีเลย แปลกจริงๆ "เอ๊ะ! ทำไมอาจารย์น้อมในธรรมนัก กิริยาในธรรมกับกิริยาในโลกของท่านต่างกันนัก”

เวลาพระผู้ใหญ่พูดมา เวลาจะเอาเป็นเอาตายท่านเฉยเลย นั่งฟังเลยเรื่องธรรม เรื่องกิเลสนี้ต้องยอมรับเลย ถ้าคุยกันนี้เอาเป็นเอาตายเลย คุยมีอรรถมีธรรมท่านจะนั่งฟังเงียบ “เออ! แปลก น้อมในธรรมมากตั้งแต่เห็นมา” เพราะเราก็ไม่รู้ว่าท่านมีอะไร พวกพระที่บวชใหม่ๆ ก็ ...เอ!...ทำไมท่านอาจารย์เจี๊ยะเป็นอย่างนี้ได้นะ

เวลาเจอโยมทำผิดมาท่านเอาเป็นเอาตายเลย เวลาเขาพูดเรื่องเหตุเรื่องผล ท่านจะนั่งฟังเงียบนิ่งเลย เออๆ ๆ เราคล้อยตามท่านไม่ได้เลย บ้าตายเลยเรา กับเรื่องท่านนี้ ยากที่คนเขาจะเข้าใจได้ง่าย เดินผ่านไปผ่านมา เห็นพระเณรนั่งอยู่ก็ดุเขาเอาดื้อๆ “ไอ้ฉิบหาย!” บางทีดุพระเณรจนร้องห่มร้องไห้ “ฮือๆ อยู่นั่นแหละ” ตอนหลังจึงพูดกันว่า “ถ้าใครอยู่กับพระอาจารย์เจี๊ยะได้เนี่ย ทั่วประเทศไทยอยู่ได้หมดล่ะ เชื่อเถอะ!!”

มีอีกเหตุการณ์หนึ่ง ถ้าไม่เล่าจะข้ามไปอย่างน่าเสียดาย วันนั้นท่านมีกิจนิมนต์เข้าวัง ท่านอาจารย์เจี๊ยะก็ถามก่อนไปว่า “ต้องใช้พัดยศหรือเปล่า เพราะพัดยศอยู่ที่จันทบุรี ตอนนั้นท่านพักอยู่กรุงเทพฯ วัดบวรฯ” ทางฝ่ายศาสนพิธีในพระราชวังนั้นก็บอกว่า “ไม่ต้องใช้”

พอเข้าไปในพระราชวัง ในขณะกำลังจะลงมือฉันข้าว ทางฝ่ายพิธีที่พระราชวังนั้นจึงถามขึ้นว่า “ทำไมพระองค์นั้นไม่เอาพัดยศมา”

ท่านอาจารย์ก็ว่า “เฮ้ย! หยุดกินเดี๋ยวนี้นะ หยุดกินเดี๋ยวนี้เลย เดี๋ยวอาตมาจะไปเอาพัดยศที่จันทบุรีก่อน” บ่อนแตกเลย ฝ่ายศาสนพิธีก็รีบเข้ามาหาท่านแล้วพูดว่า ทำไมท่านอาจารย์พูดอย่างนั้น

“กูถามมึงแล้วว่ามึงจะเอาหรือเปล่า พัดยศน่ะ มึงบอกไม่เอา กูก็ไม่เอามา มึงหยุดเลย เดี๋ยวรอพัดยศจากจันทบุรี”

พอท่านกลับมาถึงวัด ท่านบอกไม่มีพัดยศเขาจะไม่ให้กูกินเสียแล้ว ไอ้ฉิบหาย!! ตอนก่อนจะไปกูก็ถามมันอย่างดีว่า “เอาพัดยศหรือเปล่า” มันก็บอกว่า “ไม่เอาๆ”

นี่แหละเรื่องอย่างนี้แหละ ใครเขาเห็น ใครเขาไม่รู้ก็ตำหนิท่าน ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะท่านสร้างศาลา สร้างกุฏิ สร้างพระอุโบสถ เป็นประโยชน์แก่พระศาสนาและชนรุ่นหลัง นอกจากนั้นท่านยังไปช่วย หลวงตามหาบัวสร้างวัด ที่บ้านสถานีทดลองกสิกรรมอีก ท่านทำประโยชน์มาก แต่ตาคนธรรมดาไม่ถึงธรรมท่าน มักมองผ่านเลยไป เลยไปชอบพระหลอกๆ มีมายาเยอะๆ เป็นอย่างนั้นไป

ครูบาอาจารย์องค์สำคัญมาเยี่ยมเสมอ

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านเป็นพระสำคัญ แต่คนโดยส่วนมากไม่รู้ ดูจากภายนอกไม่เห็นความหมายดีเด่นอะไร แต่สิ่งที่ปรากฏเป็นระยะๆ อันเป็นสิ่งแปลกมากก็คือ พระอาจารย์องค์สำคัญๆ เช่นหลวงปู่หลุย หลวงปู่ชอบ หลวงปู่ตื้อ พระอาจารย์มหาบัว พระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน พระอาจารย์สิงห์ทอง หลวงพ่อพุทธ พระอาจารย์สุวัจน์ และสายพระป่าองค์สำคัญๆ อีกมากมาย มักจะเดินทางมาเยี่ยมและกราบเยี่ยมท่านเสมอ

โดยเฉพาะพระอาจารย์วัน อุตฺตโม มาเยี่ยมบ่อยเป็นพิเศษ มาแต่ละครั้งจะแสดงความเคารพนอบน้อมต่อพระอาจารย์เจี๊ยะมาก ในช่วงระยะนั้นพระอาจารย์วันท่านโด่งดังมาก เดินทางมาทีมีลูกศิษย์นั่งรถเบนซ์ติดตามเป็นแถว เมื่อพระอาจารย์วันเข้ามาเจอพระอาจารย์เจี๊ยะ พระอาจารย์วัน จะแสดงกิริยาประดุจเณรน้อยๆ คลานเข้าไปกราบพระอาจารย์เจี๊ยะใกล้ๆ ถามอย่างนั้นอย่างนี้ ทุกๆ ครั้งที่ถามพูดจะยกมือพนมเสมอ ส่วนพระอาจารย์เจี๊ยะก็สบายๆ ไม่คลุมจีวรใส่แต่อังสะนั่งสบายเฉยๆ

พระอาจารย์เจี๊ยะถามพระอาจารย์วันขึ้นว่า “วันโว้ย!...ทำไมถึงดังวะ!”

“มันถึงคราวมันครูบาอาจารย์” พระอาจารย์วันกราบเรียน แล้วก็เอามือนวดแข้งนวดขาให้พระอาจารย์เจี๊ยะ

มีอยู่คราวหนึ่งในงานพระราชทานเพลิงศพท่านพระอาจารย์ฝั้น อาจาโร เขานิมนต์พระมาสวดมนต์ฉันเช้า ๙ รูป พระอาจารย์วันเป็นหนึ่งใน ๙ รูปนั้น พระอาจารย์วันนั่งฉันในปะรำพิธีที่สูงกว่า มองเห็นพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งฉันปะปนกับพระหนุ่มเณรน้อยอยู่ด้านล่าง พอฉันเสร็จพระอาจารย์วันก็เข้ามาขอขมาต่อพระอาจารย์เจี๊ยะว่า “ครูอาจารย์! เกล้าฯ ขอขมาที่นั่งสูงกว่า” ทำเอาพระเณรทั้งหลายตกใจกันใหญ่

อีกครั้งหนึ่งในงานฉลองพระใหญ่ วัดพระบาทภูคำ จังหวัดขอนแก่น ที่อดีตเจ้าอาวาสวัดอโศการามไปสร้างไว้ พระอาจารย์วันขึ้นนั่งบนแท่นใหญ่ในพิธี พระอาจารย์เจี๊ยะนั่งข้างล่าง พระอาจารย์วันเห็น รีบกระโดดลงมาขอขมา พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า “วัน...ไปๆ ไม่เป็นไร”

พอตกดึกๆ สงัดจากผู้คน พระอาจารย์วัน ก็เดินเข้ามากราบสนทนาธรรมะกับพระอาจารย์เจี๊ยะ เป็นเวลาชั่วโมงๆ เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพูดธรรมะ พระอาจารย์วันจะนั่งนิ่งฟัง

พระอาจารย์เจี๊ยะถามว่า “วัน...ถึงไหน พิจารณาอย่างไร?”

พระอาจารย์วันกราบเรียนว่า “ถึงตรงนั้น พิจารณาอย่างนั้น เพราะเหตุนั้น”

พระอาจารย์เจี๊ยะก็ขึงขังขึ้นมาทันทีว่า “มันต้องอย่างนั้นซิวัน เรื่องนิพพานกับเรื่อง...นี้ มันต้องพิจารณาอย่างนั้นนะ กามราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชาต้องตีให้กระจุยกระจาย” พระอาจารย์เจี๊ยะพูดซ้ำๆ อยู่อย่างนั้น พระอาจารย์วันนั่งนิ่งเงียบ

กับพระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ก็เหมือนกัน เวลาที่พระอาจารย์เจี๊ยะ มีโอกาสเดินทางไปทางภาคอีสาน ท่านให้ลูกศิษย์ติดตามหอบหิ้ว หัวปลาแห้งไปฝากพระอาจารย์สิงห์ทอง พระอาจารย์เจี๊ยะจะพูดถึง พระอาจารย์สิงห์ทองเสมอว่า “ทอง! มันขี้เล่นว่ะ แต่มันเฉียบ! มันหมดแล้วนะ มันเฉียบ! แต่มันขี้เล่นไปหน่อย เดี๋ยวเอาหัวปลาไปฝากมันหน่อยว่ะ มันชอบว่ะ”

สมัยก่อนครูบาอาจารย์ท่านเคารพรักกันมาก เห็นแล้วเข้ากันสนิทด้วยคุณธรรม ไม่เหมือนสมัยนี้แซงหน้าแซงหลัง

ในเดือนพฤษภาคม ปี ๒๕๐๐ พระอาจารย์เจี๊ยะไปช่วยงานฉลองสมโภช ๒๕ พุทธศตวรรษของท่านพ่อลีที่วัดอโศการาม หลวงปู่ตื้อนั่งรถแท็กซี่มาหาพระอาจารย์เจี๊ยะ พร้อมกับตะโกนพูดว่า “เจี๊ยะโว๊ย! วัดแตกแล้วโว๊ย” ในที่สุดก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ ตอนหัวค่ำหลวงปู่ตื้อเทศน์ ตอนดึกๆ พระอาจารย์เจี๊ยะเทศน์ เทศน์ถึงพริกถึงขิง คนที่มาในงานฟังเทศน์แตกฮือ! บางคนถึงกับฟังไม่ได้ รับไม่ได้

หลวงปู่เจี๊ยะนิมนต์ให้หลวงตามหาบัวมาอยู่สถานีทดลอง


พระอาจารย์วัน อุตฺตโม
หลวงตามหาบัวเล่าเรื่องหลวงปู่เจี้ยะไว้ว่า...

ท่านอาจารย์เจี๊ยะเข่าท่านไม่ดี ต้องฉันยาแอสไพรินตั้งแต่อยู่สกลนครด้วยกัน เข่าท่านไม่ดี เดินลักษณะกระเผลกๆ นิดๆ ทั้งๆ ที่ท่านยังหนุ่ม อยู่ด้วยกันที่บ้านโคกนามน ดูเหมือนท่านพรรษาได้ห้า เราพรรษาได้แปด ท่านเป็นตั้งแต่ท่านยังหนุ่ม แล้วต่อเรื่อยมาท่านยังไม่หาย เห็นท่านเอายาแอสไพรินมาฉัน เข่าท่านเขยกนิดๆ ไม่ปรากฏว่าหายนะ คือมีแต่เรื่อยๆ มา จนกระทั่งเพิ่มมาจนบัดนี้นะ ไม่หายโรคนะ ท่านเป็นมาก่อนหน้าไปอยู่บ้านโคกนามนเสียอีก ท่านเป็นมากี่ปีแล้วไม่หายนะ แต่เวลาท่านไปนั่นพรรษาได้ห้าเนี่ย ท่านเป็นอันนี้แล้วเนี่ย

ท่านเป็นผู้สร้างวัดบ้านสถานีกสิกรรม ตำบลพริ้วให้เรานะ เราไม่ลืมคุณท่านนะท่านเองแหละไปนิมนต์เรา ตอนนั้นเราอยู่ยางระหงกับโยมแม่ เอาโยมแม่ไปภาวนาพอ... แล้วก็พาโยมแม่ลงมาจันทบุรี เพราะให้ห่างจากอารมณ์ลูกๆ หลานๆ เราพาหนีเลย พอบวชเสร็จแล้วก็พาหนีมา เข้าไปอยู่ยางระหง ที่นั่นมันไม่มีบ้านคนนะ แต่ก่อนดงจริง ๆ ไปพักสบาย ๆ นะ แต่อาจารย์เจี๊ยะนี่ท่านเข้าไปเองเลยนะไปนิมนต์เรา ไปนิมนต์เราที่บ้านยางระหงให้มาสร้างวัดที่สถานีทดลอง ท่านบอกว่า พี่สาวเจ๊ลุ้ย คุณรัตน์ ซื้อที่ดินไว้ ๒๖ ไร่ ๓ งาน ๕๓ ตารางวา เป็นจำนวนเงิน ๑๕,๐๐๐ เงินหมื่นห้าพันแต่ก่อนแพงมากนะ ซื้อไว้หมื่นห้าพัน ท่านมานิมนต์เราให้ไปสร้างวัดที่นั่น ก็พอเหมาะพอดีท่านว่าอย่างนั้น ท่านอาจารย์ก็มีโยมแม่มาด้วย สถานที่นั่นก็กว้างพอสมควรเลยแหละ เราออกจากบ้านยางระหงไปเฉพาะกับท่าน ไปค้างที่บ้านเจ๊ลุ้ยพี่สาวท่าน เขามีโรงน้ำตาลเล็กๆ อยู่ บ้านเขาก็อยู่ห่าง ๆ ล่ะ มันสงัด พูดคำไหนมันก็ได้ยินหมดชัดเจน ไปพักอยู่โรงน้ำตาลกับท่านอาจารย์เจี๊ยะ พักอยู่ด้วยกัน มีแคร่ เขาเอาเตียงไปให้พักคืนเดียวเนี่ย นั่นล่ะตกลงกันเสร็จที่จะได้สร้างวัดนะ

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 05:11:44 PM โดย บอร์ดธรรมะ »

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พอเริ่มสร้างวัดนะ แล้วสมชื่อสมนามว่าท่านนิมนต์เราไปอยู่ บอกพี่สาวท่านอยากถวายที่ให้พระกรรมฐานว่าอย่างนั้น พอเรารับคำว่าจะอยู่แล้ว ท่านสั่งหมดเลยนะ เพราะคนแถวหนองบัวนี่เป็นลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น ท่านสั่งเลย โยมนี้หลังหนึ่ง โยมนั้นหลังหนึ่ง โยมนั้นหลังหนึ่ง สั่งเลย

เขาก็มาต่างคนต่างมาทำของเขา ไม่ได้ทำอะไรเลยนะ เราไปพักอยู่ยางระหง เขาก็ทำของเขาไม่มาเกี่ยวข้องอะไร พอทำเสร็จแล้วท่านไปนิมนต์เรามา มาที่มาอยู่เลย ท่านจัดทั้งนั้นนะ เราไม่ได้จัด

        
กุฏิของหลวงปู่เจี๊ยะที่วัดเขาแก้ว
เพราะฉะนั้นเราจึงเห็นคุณของท่าน ยังไม่ลืมนะ คุณนี่รู้สึกว่าลึกซึ้งมาก นี่อาจารย์เจี๊ยะล่ะที่นิมนต์เรามาและสร้างวัดทั้งหมดให้เราอยู่ เราไม่ได้ยุ่งอะไรเลยนะ ไม่มีอะไรที่เราจะเกี่ยวข้องกับญาติโยมเรื่องของท่านสั่งทีเดียวงุบๆ หมดเลย ศาลาเราบอกแล้วให้พออยู่เท่านั้นอย่าให้หรูหราเป็นล้าน เท่านั้นแหละนะเราก็บอก ท่านก็ทำอย่างนั้น กุฏิสูงแค่นี้ แค่นี้เราบอกไว้หมดไม่ให้สูง แค่นี้ลงปั๊บขึ้นปั๊บแล้วแอ้มด้วยจาก มุงด้วยจาก พระติดไปกับเราคราวนั้นตั้งสิบเอ็ดสิบสององค์ล่ะนะ ท่านเพ็ง ท่านเพียรท่านสิงห์ทอง ที่จำได้นะ รวมแล้วตั้งสิบสององค์ไปจำพรรษาที่นั่น เราไม่ได้ขวนขวายแม้แต่หน่อยหนึ่งเลยนะ ท่านจัดการท่านสั่งเสียหมด เพราะแถวนั้นเป็นโยมลูกศิษย์ของท่านทั้งนั้น

ท่านก็บอกเลยว่านี่ ท่านเป็นคนไปนิมนต์เรามานะ ท่านเอาอย่างนั้นนะ ต้องทำให้ดีๆ นะ ท่านก็ว่าอย่างให้โป้งป้างๆ ของท่านนั่นแหละ (หัวเราะ) เราก็มาอยู่จำพรรษาที่นั่นแหละ

ท่านเป็นนิสัยตรงไปตรงมาอาจารย์เจี๊ยะนะ เรารู้จักนิสัยท่านดี พ่อแม่ครูอาจารย์นี่เมตตาท่านมากนะ ไม่ใช่เล่นๆ นะ ดูประหนึ่งว่าเหมือนพ่อกับลูกเลย เราดูนะ ท่านทำอะไรกิริยาภายนอกท่านโผงผาง บ๊งเบ๊งนะ แต่เวลาให้ท่านทำอะไรไม่มีใครละเอียดยิ่งกว่าท่าน ทุกอย่างละเอียดหมดเลย ท่านทำ แม้แต่นั่งอยู่กับเราอย่างนี้นะ เห็นเศษด้ายอะไร เขาเรียกไหมเย็บนะ ท่านนั่งอยู่นั่นปุ๊บปั๊บ! เข้ามาจับผ้าเนี่ย

เราก็ถามท่านว่า “อะไร มันเรื่องอะไรวะ”

อาจารย์เจี๊ยะก็ตอบว่า “อาจารย์...มันอะไรน่ารังเกียจ” จับดึงปั๊บออกให้เรา ท่านละเอียดจริง ๆ ท่านจัดบริขารของหลวงปู่มั่นใครไปแตะไม่ได้นะ ละเอียดขนาดนั้น บริขารของหลวงปู่มั่นเรียบวุธ ท่านจัดพอดีเลยเรียบ บาตรทุกสิ่งท่านทำหมดเลย ใครก็ไม่เข้าไปยุ่งท่านล่ะ ความละเอียดของท่าทางในท่านละเอียดมากนะ กิริยาภายนอกบ๊งเบ๊ง ๆ ก็จริง แต่ภายในท่านละเอียดมาก ทำอะไรโอ๊ย... ทำ ทำละเอียดลออ ทราบว่าท่านเคยทำทองมาก่อน การทำทองมันต้องใช้ความละเอียด สังเกตไฟอะไรๆ นะ พวกทอง ท่านเคยทำทองมาก่อน

ท่านบอกตรงๆ เลย ท่านพูดต่อหน้าเราเลยนะ เพราะท่านเป็นนิสัยอย่างนั้น ผมกลัวอยู่สององค์เท่านั้น ท่านว่าอย่างนั้นนะ พ่อแม่ครูอาจารย์มั่นหนึ่งกับท่านอาจารย์ นอกนั้นผมไม่ได้กลัวใคร (หัวเราะ) พูดตรงๆ อย่างนี้นะ นี่ล่ะตอนที่เห็นชัดเจนนะ

วัดบ้านสถานีกสิกรรม (ปัจจุบันเป็นวัดศรัทธาวราวาส) ตั้งอยู่บ้านสถานีกสิกรรม ตำบลพลิ้ว อำเภอแหลมสิงห์ จังหวัดจันทบุรี เริ่มสร้างเมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๘ ห่างจากตลาดสถานีกสิกรรมไปทางทิศตะวันตก ๑ กิโลเมตร สถานที่ตั้งวัดสะอาดเรียบร้อย ด้วยพื้นที่เป็นดินปนทราย อยู่ในหมู่ยางพาราเป็นป่าละเมาะ ฝนตกก็ไม่ชื้นแฉะ เป็นสถานที่น่าอยู่มาก อากาศไม่อบอ้าว เพราะเป็นป่ามีร่มไม้กำบัง ป่าโปร่ง ตั้งอยู่ไม่ไกลจากน้ำตกพลิ้ว ประชาชนในย่านนี้เป็นซาวสวนทั้งสิ้น คือประกอบอาชีพทางกสิกรรม เช่น สวนเงาะ สวนทุเรียน ประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้รักความสงบ

ท่านพระอาจารย์เจี๊ยะได้สร้างถาวรวัตถุถวายท่านพระอาจารย์มหาบัว ญาณสมฺปนฺโน คือ

๑. ศาลาการเปรียญ สร้างด้วยไม้ ๒ ชั้น ยาว ๑๒ เมตร กว้าง ๘ เมตร

๒. กุฏิถาวร ๘ หลัง สร้างด้วยไม้ หลังคามุงกระเบื้อง

๓. พระพุทธรูปบูชา และธรรมาสน์เทศน์

๔. ตู้เก็บของขนาดใหญ่ ๒ หลัง และ นาฬิกา ๑ เรือน

ปี ๒๔๙๘ เมื่อท่านอาจารย์มหาบัวไปแล้ว ก็รู้สึกว่าซบเซาเงียบเหงาขาดผู้อบรมสั่งสอน ต่อมาในปี ๒๔๙๙ ท่านอาจารย์เฟื่อง โชติโก เป็นชาวบ้านเกวียนหัก อำเภอขลุง จังหวัดจันทบุรี มาอยู่ต่อเพียงหนึ่งพรรษาท่านก็จากไปอีก

ธุดงค์เขากระแจะ

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าประวัติต่อไปว่า...


วัดเขากระแจะ
ในขณะที่เราอยู่จำพรรษาที่วัดเขาแก้วนั้น เมื่อออกพรรษาปี ๒๕๐๒-๒๕๐๓ เราและพระมหาประสิทธิ์ ได้ออกเที่ยวธุดงค์ที่เขากระแจะ ซึ่งตั้งอยู่ที่เชิงเขากระแจะ บ้านคลองขวาง หมู่ที่ ๕ ตำบลแสลง อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี อาจารย์เจือ สุภโร ซึ่งเป็นหมู่เพื่อนกันได้มาอยู่ก่อนแล้ว สถานที่แห่งนี้เป็นสถานที่มีทิวทัศน์สวยงามมาก หลังวัดเป็นภูเขา ชาวบ้านเรียกกันว่าเขากระแจะ สูงประมาณ ๔๐ เส้น ด้วยเหตุนี้เองจึงเป็นรมณียสถานน่าอยู่ ตามริมชายเขามีต้นไม้ขึ้นเขียวชอุ่มร่มเย็น มีโขดหินสวยเรียงรายเป็นทิวแถว สมัยนั้นไม่มีผู้คนเดินทางเข้าไป สัตว์ป่ายังมีเยอะ เป็นสถานที่เก่าที่พระกรรมฐานเคยมาพักอาศัยอยู่ เป็นสถานที่เป็นมงคลในการภาวนา พระรูปใดเข้าไปอยู่ไม่ภาวนา ทุศีล ต้องมีอันเป็นไปทุกราย บางรูปก็ผูกคอตายบนต้นไม้บริเวณเชิงเขา

ในคราวที่เรามาภาวนาอยู่นั้น มีช้างเสือเต็มไปหมด มันเดินผ่านมาทางเขากระแจะนี้ ไปทะลุเขาแกลง เขาจะปรง เขาพระบาท ช้างมันเดินตัดทางเขากระแจะนี่ข้ามไปทางโน้น ข้ามไปอยู่เขาแกลงทางไปกรุงเทพฯโน่น เดินขึ้นไปทางเขาใหญ่โน่น สมัยก่อนเทือกป่าติดต่อกัน ป่ายังเป็นป่า เขายังเป็นเขา ลำธารยังเป็นลำธารอยู่ อาหารการกินมันเยอะ

ตอนที่เราเข้าไปอยู่ที่เขากระแจะนั้น ช้างมันเดินเหยียบแหลกหมด ในคลองด้านหลังเขา ช่องไหนที่เป็นป่าไผ่ มันจะลงไปหากินเป็นช่องเฉพาะ ตอนเรามาทีแรกๆ เป็นดงใหญ่ ต้นไม้ใหญ่ๆ

นอกจากช้างแล้วเสือก็ชุม เวลายกกุฏิที่อยู่อาศัย ต้องยกเสาสูงๆ ไม่งั้นเสร็จ จะเดินทางไปไหนมาไหนต้องไปด้วยเกวียน ถนนหนทางไม่มี ไม่มีเกวียนก็ต้องเดินเท้าเข้ามา เราเดินเท้าเข้ามาพร้อมพระมหาประสิทธิ์ เตชสิทฺโธ วัดจันทนาราม มาภาวนาหาที่สงบอยู่กัน อยู่กับคนเมือง มากเบื่อเรื่องมาก หลายคนหลายเรื่อง หลายจิตหลายใจ ส่วนมากมีแต่ใจยุ่งๆ ทั้งนั้น เขากระแจะเป็นสถานที่สำคัญมากอยู่นะ เรื่องเทวดาที่นี่สำคัญ มีอะไรมาปรากฏให้เห็นบ่อยๆ แต่ถ้าเล่าแล้วจะเป็นการอวดไป

เรื่องการดุด่าว่ากล่าวเป็นอีกเรื่องหนึ่งนะ แต่การนำธรรมะบางอย่างมาพูดจนเลยเถิดจะกลาย เป็นความไม่พอดี ท่านพระอาจารย์มั่นท่านว่า

“เหลือแต่พูด บ่จักบ่อนเบาหนัก เดินบ่ไปตามทาง สิถึกดงเสือฮ้าย”

ถ้าเราปฏิบัติไม่ดำเนินตามรอยอริยมรรคปฏิปทาแล้ว เพรากิเลสมันเหมือนเสือร้ายที่หลบซ่อน จะกินเราได้ทุกเมื่อเวลาเดินเข้าป่ารกชัฏ การพูดธรรมะก็เช่นเดียวกัน พึงระวัง พูดไปมากๆ บางทีไม่มีคนฟัง คือไม่รู้กาลเทศะ ไม่มีหนักมีเบา มีสันมีคม มีหน้ามือหลังมือ การปฏิบัติก็เช่นกัน ต้องเดินไปตามหลักธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า อย่าปลีกแวะ ไม่งั้นจะเข้ารกเข้าพง ท่านเปรียบเหมือนเสือร้าย ก็คือนรกอเวจี กิเลสตัณหาทั้งหลายนั่นเอง

พรรษาที่ ๒๕-๒๗ (พ.ศ. ๒๕๐๔-๒๕๐๖)

จำพรรษาที่วัดป่าบ้านตาด ตำบลบ้านตาด อำเภอเมือง

จังหวัด อุดรธานี

กราบฝ่าเท้าหลวงตามหาบัว

 
หลวงปู่เจี๊ยะกราบคารวะหลวงตามหาบัว
หลวงตามหาบัวเล่าเรื่องหลวงปู่เจี๊ยะ เมื่อวันที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๓๕ ที่สวนแสงธรรมว่า

“อาจารย์เจี๊ยะ...เคยจำพรรษาด้วยกันที่วัดป่าบ้านตาด ไปจำที่บ้านโคกกับหลวงปู่มั่นก็จำพรรษาด้วยกัน มาคราวนี้เลยยังไม่ได้ไปเยี่ยมท่าน ท่านเป็นผู้ป่วย เราควรไปเยี่ยมท่านถึงถูกต้อง ถ้าท่านไม่ป่วย ท่านก็ควรมาเยี่ยมเรา แต่นี่ท่านป่วย เราควรจะไปเยี่ยมท่านนะ

ท่านเป็นพระดีนะอาจารย์เจี๊ยะ พูดเรื่องภายในเป็นผ้าขี้ริ้วห่อทอง คือกิริยาภายนอกท่านไม่น่าดูนะ กิริยาท่านข้างนอก บ๊งเบ๊งๆ อะไรรู้สึกว่ามันไปอีกแบบหนึ่ง ยิ่งกว่าหลวงตาบัวเข้าไปอีก (หัวเราะ) แม้แต่หลวงปู่มั่นก็ยังเถียงกันตาดำตาแดง

ตอนปี ๒๕๐๕ ท่าน (พระอาจารย์เจี๊ยะ) ไปจำพรรษากับเราที่วัดป่าบ้านตาด นั่นล่ะ เราจะเริ่มปลูกกุฏิหลังนั้นล่ะนะ พวกโยมเขาก็ไปขุดดิน เกลี่ยดินที่จะปลูกฐาน ทีนี้ท่านก็ไปทำอะไร เขาเรียก “คราด” อะไรสำหรับกวาดดินนั่นแหละ ทีนี้ท่านทำไม่รู้จักเวลาล่ะสิ กำลังจะมืดแล้วนี่นา เราเดินจงกรมอยู่ ก็เงียบ เป็นเวลาที่พระท่านเดินจงกรม เสียงปังๆ ขึ้นเลยกลางวัดนี่ เอ๊ะ! มันเสียงใครมาทำอย่างนี้นะ เราก็เดินไปเลยแหละ เดินไปท่านอาจารย์เจี๊ยะ ท่านทำคราดนั้นนะ สำหรับกวาดดินกุฏิเรา ท่านไปทำเอาเวลาไม่ควรล่ะสิ เสียงดังเปรี้ยงๆ ขึ้น ท่ามกลางวัดเงียบๆ นะ เราก็เดินจากทางจงกรมแล้วไปเลย ไปก็ไปเห็นท่านกำลังทำอยู่ เราก็ยืนเลย เอากันทีเดียว

“ท่านอาจารย์เจี๊ยะ” ว่าอย่างนี้เลยนะ “ถ้าหากว่าท่านอาจารย์ไม่เคยอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มาแล้ว ผมก็จะว่าให้ท่านนะ นี่ท่านเคยอยู่กับพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นมาแล้ว ท่านสอนยังไง กิริยายังไร ทำไมท่านถึงมาทำอย่างนี้” พอว่าแล้วก็เดินกลับเลย

พอตื่นเช้าขึ้นมาท่านอาจารย์เจี๊ยะไปรออยู่ที่บนศาลา ท่านไปนั่งรอตรงที่เรานั่ง พอเรานั่งกราบไหว้พระเสร็จแล้ว เราก็มานั่งพัก ท่านปั๊บเข้ามาเลย มาจับขาเราดึงออกไปนะ

เราก็พูดว่า “ดึงออกไปทำไมขา วะ”

อาจารย์เจี๊ยะท่านก็ว่า “โอ๊ย! ผมขอกราบซักหน่อยเถอะ” พอกราบแล้วน้ำตาร่วงต่อหน้าเรานะ

“แหม! ท่านอาจารย์พูดทำไมถึงถูกต้อง ศัพท์เสียงอะไร ลักษณะเหมือนกับท่านอาจารย์มั่น” ขึ้นถึงศัพท์ถึงเสียงเลยนะ

“ทุกสิ่งทุกอย่างเหมือนกันหมดเลย อู้ย! ผมกราบไหว้เลย เมื่อคืนนี้ผมสลดสังเวช ผมนี้ผิดจริงๆ” นั่นเห็นมั้ย ท่านว่าอย่างนั้นนะ

เพราะเราก็อ้างว่า “ถ้าท่านไม่อยู่กับท่านอาจารย์มั่นมา ผมก็จะว่าจะสอนท่าน นี่ท่านอยู่มาแล้วนี่ จะให้ผมสอนท่านว่ายังไง” นี่ล่ะท่านทิ้งปั๊วเลยนะ

เพราะฉะนั้นตอนเช้าถึงมารอกราบ แล้วลากเท้าเราไปเลยนะ ไปกราบกับฝ่าเท้าเลย

“ผมขอกราบท่านสนิทใจเลยๆ” ทั้งกราบทั้งน้ำตาร่วงเลย

ท่านว่า “ผมยอมท่านอาจารย์ ดูลักษณะท่าทางไม่ผิดท่านอาจารย์มั่น ผมจับได้หมดเลย ผมเคารพสุดยอด” ฉะนั้นจึงกราบแล้วก็น้ำตาร่วง

ท่านถึงได้บอกว่า “พระนี่ผมกลัวอยู่สององค์เท่านั้น ท่านอาจารย์ใหญ่กับท่านอาจารย์มั่น นอกนั้นผมไม่กลัวใคร” ว่าอย่างนี้วะ พูดตรงๆ อย่างนี้ ท่านมีนิสัยทำอะไรละเอียดลออมาก เราถึงได้บอกว่า “ผ้าขี้ริ้วห่อทอง” ภายนอกท่านกิริยาโผงผางๆ แต่ภายในท่านละเอียดลออ ทุกสิ่งทุกอย่างละเอียดหมดนะ หลักธรรม หลักวินัยไม่เคลื่อนคลาดเลย เนี่ย ที่เราชมท่านนะ หลักธรรมหลักวินัยไม่เคลื่อนคลาดสะอาดมากทีเดียว อยู่กันมานาน อยู่ทางสกลนครก็อยู่ แล้วท่านก็ไปอยู่กับเราด้วย

จากนั้นไปพักที่ยางระหงก็ไปมาหาสู่กันตลอด แล้วยิ่งอยู่มาเรื่อยมาอย่างนี้แหละ ว่างั้นเถอะ แม้ที่สุด สร้างวัดสถานีทดลอง ท่านก็สร้างให้หมดเลย เราไม่ได้เกี่ยวข้อง ท่านจัดการให้หมดทุกอย่างเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: พฤศจิกายน 21, 2010, 05:12:49 PM โดย บอร์ดธรรมะ »

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พรรษาที่ ๒๘-๒๙ (พ.ศ. ๒๕๐๗-๒๕๐๘)

จำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล อำเภอหนองบัวลำภู

จังหวัดอุดรธานี

หลวงปู่ขาวเตือน

หลวงปู่เจี๊ยะเล่าประวัติว่า...

เราเคยคุยสนทนาธรรมกับปู่ขาว วัดถ้ำกลองเพล อู่ข้าวนี่เป็นผู้มีคุณธรรมอันสำคัญองค์หนึ่ง เพราะได้รับสมัญญาจากพ่อแม่ครูอาจารย์มั่นว่า “เป็นผู้มีคุณธรรมสำคัญ” เรื่องนี้เราเป็นผู้ได้ยินมากับหูเอง เรื่องนี้ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพูดเฉพาะเป็นเรื่องภายในหมู่พระฟังเท่านั้นว่า “เออ!...หมู่เอ๊ย! ให้รู้จักท่านขาวไว้ด้วยเน้อ เธอได้พิจารณาของเธอแล้วมาเล่าให้เราฟัง ท่านขาวเป็นพระสำคัญให้จับตาดูให้ดี”

ท่านพระอาจารย์มั่นท่านพูดถึงใครเพียงเท่านี้มันก็กินหัวใจแล้ว เรา (หลวงปู่เจี๊ยะ) คิดว่า “ปู่ขาวนี้ต้องเป็นพระสำคัญแน่นอน” ตอนนั้นเรายังไม่ทันรู้จักท่าน (ปู่ขาว)


หลวงปู่ขาว อนาลโย
ในขณะที่เราได้จำพรรษากับหลวงปู่ขาวที่ถ้ำกลองเพล มีอยู่ครั้งหนึ่งตอนที่อยู่ที่วัดถ้ำกลองเพล ตอนนั้นได้ไปอาสาหลวงปู่ขาวทำอ่างเก็บน้ำ อื่นทำงานกลางวันงานไม่เสร็จ เราจึงลงมาทำในตอนกลางคืนซึ่งเป็นเวลาภาวนาของพระ ส่งเสียงรบกวนไปทั่ววัด เราใช้ฆ้อนปอนด์สะกัดหิน ทุบหิน เสียงดัง เพ้ง...เพ้ง...เพ้ง.

หลวงปู่ขาวท่านได้ยินก็ถามพระว่า

“นั่นเสียงใครทำอะไร เสียงดังลั่น”

“เสียงท่านอาจารย์เจี๊ยะสกัดหิน” พระท่านกราบเรียน

“ไปเรียกมาซิ ทำงานอะไรไม่รู้จักเวล่ำเวลา” องค์หลวงปู่ท่านบ่น ๆ

เมื่อเราเข้ามาถึงหลวงปู่ขาวท่านจึงพูดขึ้นว่า

“ท่านเจี้ยะ ถ้าท่านอาจารย์ใหญ่มั่นไม่ฝากท่านไว้กับผม ผมไล่ท่านหนีแล้วนะ” ด้วยคำพูดเพียงเท่านี้ ก็ทำให้เราตื้นตันใจถึงท่านพระอาจารย์มั่นยิ่งนัก สาเหตุที่เราต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำทั้งกลางวันทั้งกลางคืนนั้นเพราะต้องการให้งานเสร็จโดยเร็วเพราะว่า ยิ่งยืดเยื้อยิ่งจะก่อความรำคาญแก่พระเณรไปนาน รีบๆ ทำรีบเสร็จน่าจะดีกว่าปล่อยให้คาราคาซัง เมื่อหลวงปู่ขาวท่านเตือน อย่างนั้น เราก็นั่งนิ่งรับโทษ ไม่ได้โต้ตอบแต่ประการ ใด

พระอาจารย์จันทาถามปัญหาหลวงปู่เจี๊ยะ


เสนาสนะหลวงปู่ขาวที่วัดถ้ำกลองเพล
 
 

ด้านหน้ากุฏิของหลวงปู่เจี๊ยะมีถ้ำเล็กๆ สำหรับ
เป็นที่ภาวนา
พระอาจารย์จันทาถามว่า “หลวงปู่...กิริยาภายนอกของหลวงปู่เป็นอย่างนี้ จะไม่กลัวคนตาหน้าเอาบ้างหรือา”

พระอาจารย์เจี๊ยะจึงตอบว่า “อันว่ากิริยาภายนอกนั้นจะเป็นอย่างใดก็ตามเถอะ แต่ถ้าหากเรามุ่งมั่นปั้นใจจนเที่ยงดี ก็ยังดีกว่าคนที่กิริยางามแต่ใจไมเที่ยง เพราะนิสัยวาสนาคนเรามันไม่เหมือนกัน เขายังมีคำพูดอยู่มิใช่หรือว่า แข่งอะไรก็แข่งได้ แต่แข่งวาสนาแข่งกันไม่ได้ เราจึงไม่ไปแข่งวาสนากับใคร เราเป็นอย่างนี้จึงพอใจอย่างนี้ เพราะนิสัยวาสนาเป็นมาอย่างนี้”

“เป็นยังไงหลวงปู่จิตใจ ในเรื่องการภาวนาจะพ้นทุกข์ได้ไหม” ท่านพระอาจารย์จันทาถามอีก

พระอาจารย์เจี๊ยะตอบว่า “ผมก็รู้ว่าผมนี่รอดพ้นได้แล้วนะ รอดมันแล้วไม่คืนมาอีกแล้ว เรามาอยู่มาพบพระอาจารย์มั่น ก็ได้ศึกษาเล่าเรียนเขียนอ่านกับท่าน ศึกษาอะไรนึกว่าท่านจะไม่รู้ แหม!...รู้หมดทุกอย่างไม่เหลือวิสัย นึกคิดทางใจท่านก็รู้ ถูกผิดท่านก็รู้

เพราะฉะนั้น ผมเองก็ไม่มีสิ่งใดที่จะเอาผิดท่านได้ เอาแค่รู้ถูกทั้งนั้น ดูกิริยามารยาทเรียบร้อยคือพระอาจารย์มั่น เป็นอุปัชฌาย์อาจารย์ของใครก็ไม่มีชื่อเสียงเรียงนามในทางไม่ดีดอก เข้าสู่สังคมก็เรียบร้อยน่าชม น่าเอาเป็นครูเป็นอาจารย์ดี ดูกิริยามารยาททุกอย่างถูกต้องตามพระวินัยดีถูกต้องทุกอย่างดีเลิศประเสริฐไม่มีสิ่งใดผิดพลาด มีแต่เอาถูกทั้งนั้นไปตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ

เพราะภาวนาในสมัยนั้นไปอยู่ร่วมกับหลวงปู่มั่นที่เชียงใหม่ อุดรฯ โนนนิเวศน์ หนองน้ำเค็ม สกลนคร แล้วก็ย้อนกลับไปที่บ้านเกิดจันทบุรี ที่จันทบุรีจึงเป็นที่สำคัญของผม ตั้งแต่ต้นจนสุดท้าย”

พระอาจารย์จันทาเรียนถามต่อไปอีกว่า “หลวงปู่เห็นผู้สาวสวยๆ ไม่ชอบบ้างเหรอ ?1 ”

“โอ! ไม่ชอบมันดอก เบื่อหน่ายมัน ไม่สนใจล่ะ เหม็นตดมัน เดี๋ยวมันสิ ตดให้ดม คำว่า“เจี๊ยะ ๆ ” นี่ ไม่คืนกลับมาดมขี้ ดมตดใครอีก”

“โลกสามไม่กลับคืนมาแล้วหรือปู่” พระอาจารย์จันทาถามย้ำ

“เรา...ไปเลยแหละ อยู่ฮีแม่มันทำไมอีกล่ะ คำว่า “เจี๊ยะๆ ”ไม่คืนกลับมาเป็นขี้ข้ากิเลสราคะตัณหาของใครอีกแล้ว มุดทะลวงออกทะเลไปเลย...ว่ะ” พระอาจารย์เจี๊ยะตอบอย่างเด็ดขาด

“ไม่ขึ้นมาอยู่บนโลกสามนี้กับหมู่เพื่อนทั้งหลายอีกแล้วหรือปู่” พระอาจารย์จันทาถาม

“สูเอ๊ย...ถ้ายังมีการคืนมาอยู่ มันก็ไม่ใช่พระนิพพานน่ะซิวะ พระนิพพานแปลว่าสถานที่เยี่ยมล้ำเลิศประเสริฐสุด หาสิ่งใดเสมอเหมือนไม่มี ไม่มีภพชาติสังขารแล้ว เพราะฉะนั้นผมจึงมาอยู่ร่วมกับหลวงปู่ขาว เพราะท่านพูดจริงแนะนำสิ่งที่ดีทุกอย่าง ไม่พูดโกหกหลอกลวงใครทั้งนั้น”

“ผมจะได้ไหมหลวงปู่ พระนิพพาน” พระอาจารย์จันทาถาม“โอ๊ย! บอกคนอื่นไม่ได้ แล้วแต่ตนเองจะทำได้ ได้เมื่อไหร่ตามแม่มึงแหละ มึงขี้คร้านภาวนา”

 
หลวงปู่จันทา ถาวโร
วัดป่าเขาน้อย จ. พิจิตร
“โอ๊ย! ก็ว่าหมั่นขยันแล้วนะ...หลวงปู่ แต่แล้วมันก็ไม่ปรากฏรสชาติอะไรเพียงแต่ว่าอยู่ได้ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ อัปปนาสมาธิลงครั้งเดียว”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเป็นคนจุ๊กจั๊ก ทำงานชอบนุ่งผ้าถกเขมรเหน็บเตี่ยว เปิดตูด ทำให้เห็นแก้มก้น สองข้าง พอเราเห็น ท่านก็ว่า “มึงสิดมดากกูบ่... บักห่า”

“ดากดำ ๆ บ่ดมดอก...ปู่”

ท่านนุ่งผ้าเหน็บเตี่ยว ถกเขมรทำงานเก่ง เวลาเลิกทำงานอาบน้ำ ฉันน้ำร้อนก็คุยธรรมะ คุยเรื่องธรรมะเก่ง เล่าละเอียดให้ฟังไม่ได้ เพราะเราไม่ได้เรื่องอะไร สำหรับหลวงปู่เจี๊ยะท่านได้รู้ ได้เห็นแล้ว เราไม่รู้ไม่เห็นธรรมอย่างท่าน คุยกับท่านมันก็ไม่รู้เรื่องกัน


ปู่เจี๊ยะท่านชอบคุยเรื่องพิจารณากายให้ฟัง คุยถึงครูบาจารย์มั่น ท่านเรียกหลวงปู่มั่นว่า “ครูบาจารย์มั่น” ท่านสอนให้พิจารณากาย กาเยกายานุปัสสีวิหะระติ กายเป็นเพียงที่พึ่งพิงอิงอาศัยของใจเท่านั้น หายใจเข้าออก เข้าพุธ ออกโธ เท่านั้นล่ะท่านว่า

“เอ้า!...นิมนต์หลวงปู่พูดธรรมะให้ฟังหน่อยเถอะจะได้จำไว้”

“ร่างกายนี้ เป็นที่พึ่งที่อิงอาศัยของใจ เอาเท่านั้นก็พอไม่ต้องเอามาก จะพูดอย่างละเอียดให้ฟังก็ไม่ได้เพราะมันไม่รู้ด้วยกัน มันต้องรู้ ได้เห็นของจริงทุกอย่าง ไอ้ห่านี่ บักห่านี่” ท่านพูดแต่สำเนียงอย่างนี้เสมอ

“ไม่อยากได้เมียหรือหลวงปู่” พระอาจารย์จันทาพูดหยอกเล่น


หลวงปู่เจี๊ยะ และพระอาจารย์บุญเพ็ง
สมัยอยู่จำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล
“บ่อยากได้ดอก เหม็นฮีมัน”

“ฮ่วย..ฮีนั่นเป็นบ่อเกิดกำเนิดสงสาร ไปเหม็นของเขาทำไมล่ะ หลวงปู่”

“ครูบาจารย์มั่นไม่ให้กูดม ดมทำไมของเน่า หลอกลวงให้เวียนเกิด เวียนตาย เวียนบ่หน่ายอยู่ในโลกสาม”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเคารพหลวงปู่ขาวดี ท่านว่า “หลวงปู่ขาวเป็นพระอรหันต์นะ ประมาทไม่ได้ ท่านรู้หมด เราคุยกันอยู่ตรงนี้ หลวงปู่ขาวท่านก็รู้ เราเคารพท่านไม่มีสิ่งใดเสมอเหมือน เคารพปู่ขาวเนี่ย”

ปู่เจี๊ยะท่านก็ดี ฟังแต่ว่าเจี๊ยะ ๆ เถอะ “บักห่า...มึง” พั่นวะ ทำงานนุ่งแต่ถกเขมรผ้าเหน็บหางกะเตี่ยว เปิดแก้มก้น เปิดฮู้ดากเลย นุ่งแต่เพียงผ้าอาบน้ำ พันเป็นเกลียวเข้าร่องตูด ท่านเดินทำงานสบาย วัดถ้ำกองเพลมันกว้าง เวลามีมอเตอร์ไซค์เขามา ท่านก็ขอซ้อนท้ายเขาเฉย

“คนอื่นเขาจะเห็นตูดแล้ว หลวงปู่”

“เห็นช่างแม่เถอะ!!! มันอยากได้ให้มันมาเลียเอา”

“โอ๊ย!...เขาบ่เลียดอก ขี้เดียดวะตูด”

เราพูดกันกับท่านได้ดี ท่านบ่ฮ้ายบ่ว่าอีหยัง (ไม่ว่าอะไร)

“บักห่ามึงโง่หลาย มึงสิสึกไปเลียดากเขาอีกเบ๊าะ” (พระอาจารย์เจี๊ยะดุอาจารย์จันทา)

“ว่าสิ บ่ไปแหล้ว...หลวงปู่ สิไปกับพรหมจรรย์ตลอด ไม่กลับอีกแล้วเป็นอย่างไรก็ไม่กลับ”

หลวงปู่เจี๊ยะท่านเคารพปู่ขาว ท่านเรียกหลวงปู่ขาวว่า “ครูบาจารย์ขาว” ครูบาจารย์ขาวท่านเป็นพระอรหันต์นะ ผมนึกประมาทไม่ได้ ท่านรู้เลย ผมจงรักษาตัวให้ดี

เวลาหลวงปู่เจี๊ยะทำงานอยู่ตามกุฏิ โอ๊ย...นุ่งแต่ผ้าถกเขมรเหน็บเตี่ยวละ อังสะไม่ใส่เลย

“เอ้า!...ใส่ซะหน่อยไม่ได้หรือปู่ ผ้าอังสะนั่นน่ะ”

“เอ้อ!...ถอดออกนี่แหละ มันแฮงดี บักห่ามึงอย่ามาถามกูหลาย กูรำคาญ” (หัวเราะ)

สำหรับหลวงปู่เจี้ยะ คนไม่เข้าใจในการประพฤติในการปฏิบัติทุกอย่างอาจเข้าใจได้ว่า “เป็นผีบ้า” เพราะไม่รู้เบื้องหลัง ทั้ง ๆ ที่ท่านได้อยู่และผ่านการปฏิบัติกับครูบาจารย์ที่สำคัญที่สุด คือท่านพระอาจารย์มั่น ซึ่งเป็นพระที่ใหญ่ที่สุดและดีเยี่ยมที่สุด

เวลาหลวงปู่เจี๊ยะท่านทำงานเสร็จแล้ว เลิกงานสรงน้ำ แล้วนุ่งสบงครองจีวรพาดผ้าสังฆาฏิเรียบร้อย ดูท่านรูปสวย เดิน ยืน นั่ง กิริยามารยาทอะไรก็เรียบร้อยน่าชม ในเมื่อครองสบงสังฆาจีวรเรียบร้อยแล้ว

“โอ๊ย!...น่าชมเว้ย... อาจจะได้บุญมากเน๊าะ...หลวงปู่”

“บ่ได้บุญกูสิบวชดิ บักห่ามึง มึงอย่าถามแปลกหลาย”

เรากับเพิ่น (ท่าน) ถูกกันดี ว่าถามอะไรท่านก็ไม่ด่าไม่ว่าหรอก พูดกันอยู่ด้วยกันมา หลับตาเข้าก็เห็นอยู่ รูปพรรณสัณฐาน กิริยามารยาท การพูดจา ทุกอย่างรู้ดี มาอยู่ด้วยกันท่านก็พูดจาพาทีเรื่องศีลธรรมความดีงาม ไม่มีอะไรหรอกจะเหลือวิสัยไปจากพระอาจารย์เจี๊ยะได้ เจี๊ยะ ๆ นี่ โอ๊ย!.. เก่ง เวลาทำงานแม้อังสะก็ถอดออกหมดนะ นุ่งแต่ผ้าอาบน้ำถกเขมรกิ้วฮู้ขี้

“บักห่ามึง! อยากดมดากกูติ” พั่นวะ (หัวเราะ)

“โอ๊ย! ไม่อยากดมดอกหลวงปู่ มันเหม็นวะ”

“เหม็นมึงก็ลองดมตี้ ”

ท่านทำงานตึ้ง ๆ คนเดียว สับหิน บอกท่านว่า “อย่าทำเถอะหลวงปู่”

“ทำมันสิเป็นหยัง กูภาวนามาจนพอแล้ว”

“ไม่เป็นประโยชน์ดอก เป็นประโยชน์ดีก็ไม่ว่าหรอก แต่ว่าทำจนเกินควรเสียแล้ว”

“ควรบ่เคียนอย่ามาพูดเด้อ เดี๋ยวเอาค้อนทุบหัวเด้ บัก...ห่านิ... มึงขี้คร้านมึงไปไหนก็ไปเถอะ มึงคิดว่ากูโลเล”

ท่านออกจากงานแล้วก็นุ่งผ้าสบง สังฆาฏิ จีวรเรียบร้อยน่าชม

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พรรษา ๓๐ - ๓๙ (พ.ศ. ๒๕๐๙ - ๒๕๑๘)

จำพรรษาที่วัดเขาแก้ว อำเภอเมือง จังหวัดจันทบุรี

ด้วยความรักแม่

สมุดบันทึกประวัติพระอาจารย์เจี้ยะที่วัดเขาแก้วจารึกไว้ว่า...

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านไปรับใช้อุปัฏฐากหลวงปู่ขาวแล้วเป็นเวลา ๒ ปี ท่านกกลับมาจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว เนื่องด้วยอาการป่วยเกี่ยวกับโรคในลำไส้ของโยมมารดาที่เป็นเรื้อรังมานานนั้น ทำให้อาการทรงกับทรุดเท่านั้น ในบางคราวที่โยมมารดาอาการทุเลาพอทรงตัวได้ ท่านก็จะนำมาปฏิบัติธรรมที่วัดเขาแก้ว ท่านเล่าเรื่องโยมมารดาให้ฟังว่า

เราชวนโยมแม่ให้มาอยู่วัด ตามไปง้อถึงบ้านเลย เราบอกว่า

“โยมแม่ ให้มาอยู่วัดสักพรรษาซิ”

โยมแม่บอกว่า “พรรษาหนึ่งไม่ได้หรอก”

“๒ เดือนได้มั้ย”

“ไม่ได้ แม่ป่วยไม่ค่อยสบาย”

“งั้น ๑ เดือนได้มั้ย”

“ไม่ได้”

“ถ้าอย่างนั้น เอาเพียง ๑๐ วัน

โยมแม่ตอบว่า “เออ!...ถ้าอย่างนั้นไปได้”


พระอาจารย์ถวิล จิณฺณธมฺโม
สหธรรมิกของหลวงปู่เจี๊ยะ
เมื่อโยมแม่ท่านเข้ามาอยู่ที่วัด ท่านออกอ6บายให้โยมแม่ทำกับข้าวถวายทุกวัน แต่เรื่องธรรมะ ระหว่างพระอาจารย์เจี๊ยะกับโยมแม่ไม่ค่อยคุยกัน เพราะโยมแม่ท่านไม่ชอบกิริยาของพระลูกชาย

บางทีโยมแม่ท่านก็พูดว่า

“เรียบร้อยหน่อยซิลูก คนเขาจะว่าเอา เราบวชมาแล้ว แม่อายเขา คำว่า ไอ้ควาย... เย็ดแม่งมึง... ไอ้ห่า... ไอ้เหี้ย... ไม่พูดไม่ได้เหรอ...ลูก ยิ่งเวลาอาจารย์ถวิลมาหา ยิ่งพูดจนญาติโยมเขาหนีกันหมด แม่ก็รู้อยู่ว่าเป็นคนคอเดียวกัน พวกเดียววัน บ้านเกิดเดียวกัน แต่แม่กลัวคนเขาจะว่าเอาแม่รู้อยู่ว่ากิริยาท่าทางเป็นอย่างงี้ แต่จิตใจดี ทำกายวาจาให้ดีด้วยไม่ได้หรือ...ลูก?”

โยมแม่ท่านพูดอย่างนั้น ท่านก็นิ่งไปพักหนึ่ง ท่านก็พูดว่า

“โยมแม่ นิสัยนี้มันติดมาตั้งแต่ยังไม่เกิดโน่น มิใช่มันเพิ่งจะอุตริมาเป็นเอาตอนเกิดแล้ว จะให้แก้ยังไง ก็มันเป็นมาก่อนเกิด ถ้ามันเป็นหลังเกิด ก็พอแก้ได้อยู่ แต่นิสัยนี้มันติดมาในขันธสันดานเสียแล้ว แก้ไม่ได้หรอก”

 
ท่านเจ้าคุณพรหมมุนี
(วิชภัย ปุญฺญาราโม)
ในงานศพโยมมารดาของหลวงปู่เจี๊ยะ
เพราะปกตินิสัยโยมแม่ท่านชอบพระเรียบร้อย ส่วนพระอาจารย์เจี๊ยะชอบอิสระ โยมแม่จะไปโต้ตอบสู้อะไร ก็อายแทนลูกละซิ บางทีโยมแม่ของท่านก็อึดอัดจึงบ่นว่า “ลูกกูทำไมเป็นอย่างนี้วะ บวชเรียนแล้วไม่กลัวใครเลย พูดโพล่ง ๆ“

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านเล่าว่า เป็นเพราะนิสัยท่านเป็นอย่างนี้ จึงทำให้สอนโยมแม่ยาก ท่านบอกว่า ท่านไม่เก่งเหมือนท่านพระอาจารย์มหาบัว เอาแม่มาอยู่วัดด้วยได้

พระอาจารย์เจี๊ยะจึงเล่าต่อว่า “เรานี่นะ รักโยมแม่มากกว่าโยมพ่อ เพราะเรากินนมแม่ โยมแม่อยู่ในใจเราตลอด ตอนเป็นเด็กๆ ทำผิด บางทีโยมแม่เอาแส้ไล่หวด เราก็วิ่งไปหลบอยู่ในคลองน้ำ บางทีแม่ไล่ตี เราก็วิ่งหนีเข้าโรงฝิ่น ไปฟังเขาคุยกันในโรงฝิ่นสนุกดี แต่เราไม่ได้ไปสูบฝิ่น โยมแม่เป็นคนเจ้าระเบียบเรียบร้อย ใจดี โยมแม่รักเรามาก เพราะภายในใจท่านคิดเสมอว่าจักให้เราดำรงวงศ์ตระกูลให้ยั่งยืน ปกครองทรัพย์สมบัติที่ท่านหามาไว้ได้ เมื่อท่านตายไปแล้ว ก็หวังให้เราทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้”


เคลื่อนศพโยมมารดา
โยมแม่มีลูกชาย ๓ คน หวังจะให้ลูกชายทั้งสาม เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงในการงานทุกสิ่ง แต่มันก็ไม่ได้เป็นไปตามนั้น เพราะถึงพวกเราจะเกิดมาในท้องเดียวกันก็ตาม จะให้เสมอเหมือนกันทุกสิ่งย่อมไม่ได้ เพราะแม้แต่ผิวพรรณและความบ่ระพฤติยังแตกต่างกันแล้ว ยิ่งบุญกรรมที่ละเอียดยิ่งแตกต่างกันไปใหญ่ ในบางครั้งเราเป็นเด็กทำความผิด โยมแม่ผู้จับได้ ก็จะสั่งสอนตักเตือนในสิ่งที่ประพฤติผิดไปแล้ว ท่านไม่ทอดทิ้งในเรื่องนั้นๆ จะนำมาสั่งสอนเสมอ


งานศพโยมมารดาของหลวงปู่เจี๊ยะ
พ่อแม่นี้ท่านรักเราผู้เป็นลูก ในทำนองเดียวกันกับมือและเท้าของท่านเอง ที่เปรอะเปื้อนไปด้วยของสกปรก เป็นสิ่งที่ควรชะล้างให้สะอาด ถึงจะสกปรกมากเพียงไร ก็ไม่ควรที่จะตัดมือเท้านั้นทิ้ง เพราะจะทำให้ร่างกายตนเองเจ็บปวดและทรมานมาก พ่อแม่รักลูกส่วนมากท่านก็ทะนุถนอมลูกเหมือถือเท้าของท่านโดยทำนองนี้”

ในระหว่างที่พระอาจารย์เจี๊ยะพักจำพรรษาที่วัดเขาแก้ว ท่านได้แสดงความเป็นผู้กตัญญูกตเวทีแก่ท่านผู้มีคุณจนสุดความสามารถ ในที่สุดโยมมารดาท่านก็เสียชีวิตอายุ ๙๓ ปี วันที่ ๑๗ มีนาคม ๒๕๑๗

เมื่อโยมมารดาเสียชีวิต ท่านจัดพิธีทางศาสนาอย่างสมเกียรติ นิมนต์ท่านเจ้าคุณพระพรหมมุนี (วิชมัย ปุญฺญาราโม) วัดบวรนิเวศวิหาร เป็นองค์แสดงธรรม ในงานศพนั้นสหธรรมมิกของท่านคือ พระอาจารย์เฟื่อง โชติโก พระอาจารย์ถวิล จิณฺณธมฺโม มาช่วยเหลือจนตลอดงาน

หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม


หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม
พระอาจารย์เจี๊ยะปฎิบัติพัฒนาวัดเขาแก้วเจริญรุ่งเรือง สร้างเสนาสนะในวัดเขาแก้วบริบูรณ์ทุกอย่าง ในปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านจึงจัดงานทำบุญฉลองพระอุโบสถ โดยนิมนต์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโมมาเป็นประธาน และพระกรรมฐานทั้งหลายก็มาร่วมงานนั้นเป็นจำนวนมาก เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม พระอาจารย์ วัน อุตฺตโม พระอาจารย์จวน กุลฺเชฏโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย ฯลฯ

เมื่อหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม มาพักที่วัดเขาแก้ว ท่านจะสนทนาธรรมกับพระอาจารย์เจี๊ยะเป็นเวลานาน ๆ พระอาจารย์เจี๊ยะเมื่อเจอกับหลวงปู่ตื้อ ก็จะแสดงกิริยานอบน้อมน่ารักยิ่งนัก พูดจาว่า

“ครับ...ครับ... ครูอาจารย์” ในเวลาพูดก็พนมมือโดยตลอด

ขณะที่หลวงปู่ตื้อมาพักที่วัดเขาแก้ว มีคนมาถามปัญหาอันชวนน่าขำหลายอย่าง เช่นมีปัญหาที่คนนำมาเขียนถามท่านว่า

“หลวงปู่ครับ มุตโตทัย มันเกิดที่ไหน? หลวงปู่รู้มั้ย?”

“เฮ้ย! รู้ ๆ ๆ จากโคราชลงมาทางกรุงเทพฯ นี่มุตโตไทย จากโคราชขึ้นไปทางอุดรฯ ขอนแก่นโน่น เป็นมุตโตลาว” ผู้คนที่นั่งฟังหัวเราะกันใหญ่

แล้วหลวงปู่ตื้อท่านก็พูดว่า “มีปัญหาอะไรถามมาเลย กูนี่ตอบได้หมด ยิ่งปัญหาเป็นพันๆ ปีก็ยิ่งตอบได้อย่างถนัด”

“โอ้ ขนาดนั้นเลยหรือหลวงปู่” โยมคนนั้นกล่าวขึ้น นัยน์ตามองหลวงปู่ตื้อเหมือนตุ๊กตา

“เออ!...สิวะ กูตอบได้หมดปัญหาในโลกนี้ ยิ่งนานเป็นพันปี ยิ่งตอบได้เต็มปากเต็มคำ”

“ทำไมเป็นอย่างงั้นล่ะปู่”

“มันนานมาแล้ว ไม่มีคนไปรู้กับกูหรอก ไม่มีคนไปค้นได้ ไอ้คนที่ถามกูมันก็ไม่รู้เรื่องหรอกน่ะ” หลวงปู่ตื้อท่านว่าอย่างนั้นคนก็ยิ่งหัวเราะกันตรึม

มีโยมคนหนึ่งนั่งใกล้ๆ กับพระอาจารย์เจี๊ยะ พูดกระซิบกับพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

“ถ้าหลวงปู่ตื้ออยู่ หลวงตามหาบัวจะกล้าหยอกเล่นมั้ยครับ?”

“อู้ย! ไม่กล้าหรอก” พระอาจารย์เจี๊ยะตอบเน้น ๆ ค่อย ๆ แบบซุบซิบ ๆ

พระอาจารย์เจี๊ยะกับหลวงปู่หลุยท่านจะเป็นห่วงกันมาก วันหนึ่งหลวงปู่หลุยไปกิจนิมนต์ได้เงินมาเป็นแสน เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะทราบก็จะเข้าไปขอเงินมาใช้บ้าง เพราะตอนนั้นท่านจนไม่มีเงิน ในขณะนั้นหลวงปู่หลุยท่านกำลังพูดคุยธรรมะกับพวกญาติโยมอยู่ พอพระอาจารย์เจี๊ยะนั่งลงกราบเท่านั้นแหละ หลวงปู่หลุยก็พูดดักคอขึ้นมาทันทีว่า

“โอ๊ย! อาจารย์เจี๊ยะนี่ ท่านเป็นลูกเจ๊กลูกจีนนะ อาจารย์เจี๊ยะนี่เก่งมากนะหาเงินเก่ง สร้างศาลา โบสถ์วิหาร กุฎิเต็มวัด มีเงินน่าจะแบ่งกันใช้บ้าง”

เมื่อหลวงปู่หลุยพูดอย่างนั้นพระอาจารย์เจี๊ยะท่านจึงกราบขอโอกาสออกมา เมื่อออกมา ท่านจึงพูดกับพระว่า “ตายห่าแล้ว... อดเลย หลวงปู่หลุยท่านรู้ ดักคอไว้หมด ไม่ได้ซักบาทเดียว”

พระอาจารย์สิงห์ทอง ท่านทราบว่าพระอาจารย์เจี๊ยะชอบหิน ไปเที่ยวที่ไหนเห็นหินสวยๆ ตามป่าตามเขาก็จะพาพระอาจารย์เจี๊ยะไปดู บางทีกำลังนั่งคุยกับญาติโยมอยู่ เมื่อพูดเรื่องหิน ทิ้งญาติโยมไปกันเลย ไม่สนใจ

พระอาจารย์วัน พระอาจารย์จวน พระอาจารย์สิงห์ทอง เคารพรักพระอาจารย์เจี๊ยะมาก เมื่อมาหาพระอาจารย์เจี๊ยะที่วัดเขาแก้ว จะคุยกันเฮ ๆ ไม่คุยกับใครอื่น เหมือนว่าไม่ได้เจอกันมานมนาน ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจะพบกันมา

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านอยู่จำพรรษา วัดเขาแก้ว มีนักปฏิบัติธรรมแวะเวียนมาสนทนาธรรมกับท่านเสมอ ส่วนมากจะเป็นผู้ที่คุ้นเคยกับพระกรรมฐานองค์สำคัญ ๆ เพราะเรื่องพระอาจารย์เจี๊ยะ คนธรรมดาทั่วไปจะไม่ทราบและมองท่านไม่ออก ฉะนั้นคนที่คลุกอยู่วงในเกี่ยวข้องกับพระกรรมฐานจริง ๆ จึงจะรู้เรื่องและเบื้องหลังของท่าน ท่านเป็นพระถ่อมตัวอยู่แบบซอมซ่อ

มีโยมคนหนึ่งเข้าไปถามพระอาจารย์เจี๊ยะว่า “ท่านอาจารย์ทำประโยชน์ให้พระศาสนาไว้เยอะมากคนแถวนี้เขาทราบมั้ย?”

“ก็แล้วแต่ใครเขาจะดูซิ เราไปบอกเขาอย่างนั้นไม่ได้หรอก”

“ท่านอาจารย์อยากให้อนาคตของวัดนี้เป็นอย่างไร”

“ก็อยู่เงียบ ๆ แบบนี้นะดี”

“ท่านอาจารย์ เราจะกำหนดรู้มั้ยว่าชาติหน้าเราจะเกิดเป็นอะไร?”

“ถ้าผู้มีบุญวาสนามาเกิดแล้วได้ฝึกฝนจนบรรลุญาณก็จะรู้ได้ ถ้าไม่มีญาณก็ไม่รู้ บางทีก็รู้เหมือนกันแต่รู้ไม่จริง รู้มีหลายรู้ มีรู้อ่อน รู้แก่ เหมือนเศรษฐีกับคนมีฐานะพอปานกลางมันก็ต่างกัน คนจนลงมาก็ต่างกันอีก ต้องท่านผู้มีญาณเท่านั้นที่จะสามารถกำหนดรู้ได้ว่าเกิดมาชาตินี้ๆ เกิดมาเป็นอะไร ที่พวกเราทั้งหลายเกิดมาแล้วก็ได้รู้กันว่าเคยเกิดเป็นอะไรมาบ้าง ก็เพราะบุญอย่างนั้นมันต่างกัน”

    
     
หลวงปู่ตีเหล็กเพื่อทำขวาน
“แล้วทำไม ท่านอาจารย์จึงชอบตีเหล็กนัก” โยมคนนั้นถามขึ้น

พระอาจารย์เจี๊ยะตอบว่า “ทีแรกเราก็ไปซื้อขวานมา แล้วมันฟันไม่ได้ล่ะซิ ซื้อมาทีไร มาฟันก็ไม่ค่อยมีคม เจ็บใจ เลยเอาแหนบรถสิบล้อมาตีเอ็งเลย ทำไปทำมามันคมกว่าที่เขาขายอีก”

“แล้วผิดข้อวัตรปฏิบัติมั้ยครับท่านอาจารย์” เขาถามด้วยความสงสัย

“ไม่ผิดหรอก ตีขวานมันไม่ผิดหรอก ไม่เห็นมีวินัยข้อไหนห้ามพระตีขวาน

“บางคนเขาว่า ท่านอาจารย์ทำในเรื่องไม่ใช่กิจของสงฆ์”

“ฮือ!...ทำไมจะไม่ใช่ ? เราเป็นพระสงฆ์ เอามาตีเอง จะไปผิดอะไร ไม่ได้ไปฆ่าสัตว์ตัดชีวิต ทำบาปกรรมอะไรนี่นา มันจะบาปได้ไง ไม่บาป พระสงฆ์ตีเองกับมือ จะไม่ใช่กิจของสงฆ์ได้ไง”

“ท่านอาจารย์ตีเพื่อใช้เอง หรือเอาไปให้คนอื่นใช้ล่ะ”

“ใช้เองก็ได้ ให้คนอื่นเพื่อทำทานก็ได้ฮิ ทำให้มันเป็นประโยชน์ ตีมีดตีขวานด้วย ตีกิเลสความขี้เกียจขี้คร้านออกด้วยก็ยิ่งดี บางทีนำมาพิจารณาก็เป็นธรรมได้เหมือนกัน”

พรรษาที่ ๔๐ (พ.ศ. ๒๕๑๙)

จำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล อำเภอหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานี

ย้อนกลับถ้ำกลองเพล

 
ถ้ำกลองเพล ใช้เป็นที่ทำอุโบสถสังฆกรรม
ในสมุดบันทึกประวัติวัดเขาแก้วได้จารึกเรื่องนี้ไว้ว่า

พระอาจารย์เจี๊ยะจำพรรษาที่วัดเขาแก้วมาหลายปีแล้ว เพราะเป็นคนไปก่อสร้างบูรณะและสร้างถาวรวัตถุไว้มากมาย ประกอบกับมีความคุ้นเคยในสถานที่นั้นเพราะเป็นแถบถิ่นฐานบ้านเดิมของท่าน และที่สำคัญพระป่าสายท่านพระอาจารย์มั่นที่อยู่ทางจันท์ก็มีน้อย

เมื่อออกพรรษา ปี ๒๕๑๘ พระเณรที่วัดเขาแก้วมีน้อย ท่านจึงเดินทางออกจากวัดเขาแก้ว ไปวัดอโศการาม เพื่อชักชวนพระเณรที่วัดอโศการามมาร่วมจำพรรษาด้วย มีพระติดตามท่านไป ๔-๕ รูป พระเหล่านั้นเป็นพระที่อาจารย์เจี๊ยะชักชวนมา มิได้มาเองด้วยศรัทธา

ขณะนั้นที่วัดอโศการาม บรรดาพระทั้งหลายกำลังมีความสงสัย เรื่องธรรมภายในของท่านเป็นอย่างยิ่ง นอกจากสงสัยเรื่องธรรมภายในแล้ว ปฏิปทาของท่านก็ยังเป็นที่กังขาสงสัยยิ่งนัก เพราะพระโดยส่วนมาก เป็นพระบวชใหม่ๆ กัน หรือแม้แต่พระเก่าๆ บางรูปก็ยังตำหนิในข้อปฏิบัติของท่านอยู่


หลวงปู่เจี๊ยะไปเยี่ยมหลวงปู่ขาว
“ผู้ไม่มีคุณธรรมภายในประเสริฐ จะไม่มีทางรู้เรื่องคุณธรรมอันประเสริฐของท่านได้ เพราะกิริยาท่าทางของท่านไม่สวยงาม จึงปิดบังคุณธรรมลึกๆ ของท่านที่อยู่ภายในแบบมิดเม้น ซ่อนเร้น การพูดท่านก็พูดง่ายๆ ถ้าเราไม่จับใจความ ไม่ตั้งใจขบคิดก็จะไม่สามารถเข้าใจได้”

พวกพระที่ท่านชักชวนส่วนมากปฏิเสธ คิดๆ อีกทีน่าสงสารท่าน แต่คิดให้ลึกๆ น่าสงสารเราพวกพระทั้งหลายนั่นแหละ ที่พระผู้ประเสริฐอย่างนี้มาชวนไม่ยอมพากันมา แถมแสดงท่าทางรังเกียจ ที่จะติดตาม เพราะอะไร ก็เพราะพวกเรามองอะไรๆ แต่ภายนอกๆ ไม่เคยมองดูว่าพระพุทธเจ้า นั้นท่านบรรลุธรรมด้วยกาย วาจาหรือด้วยใจ จริงอยู่กายวาจา เป็นสิ่งที่สำคัญ แต่ใจสำคัญกว่าสิ่งทั้งสองนั้นอีก เหมือนที่พระพุทธองค์ตรัสว่า

“ธรรมทั้งหลายมีใจเป็นใหญ่ มีใจเป็นหัวหน้า สำเร็จลงด้วยใจ ถ้าใจดี ก็ดี ถ้าใจชั่ว ก็ชั่ว จะทำจะพูดอะไรถ้าใจมันดี การกระทำ การพูดก็ดี เหมือนเกวียนติดตามรอยเท้าโคฉะนั้น”

 
การมองแต่ภายนอกนั้น เป็นนิสัยของชาวโลกที่ติดกันมาเป็นเวลาช้านาน แต่อาจารย์เจี๊ยะท่านก็มีธรรมของท่าน ท่านจึงไม่มีมายาที่จะแสดงอะไรหลอกๆ เหมือนโลกทั้งหลายที่เขาทำกัน ความจริงเป็นอย่างไร จึงเป็นธรรมชาติที่จริงอย่างนั้นออกมา ไม่มีการเสแสร้งแกล้งทำ คิดๆ ไปก็น่าปวดหัว เป็นไข้ เพราะว่าการทำอย่างท่านนั้น ยากกว่าการทำอย่างอื่นเสียอีก เพราะท่านก็รู้ว่าคนทั้งหลายไม่ชอบแบบนั้น แต่ท่านก็ไม่มีเปลี่ยนแปลง เพื่อให้คนมานับถือตน เพราะเพียงแต่ท่านอยู่เฉยๆ พูดแต่เพียงว่าเป็นลูกศิษย์ท่านพระอาจารย์มั่น คำพูดเพียงเท่านี้ก็หาอยู่หากินกันไปจนตาย เพราะวิธีการแบบนี้มีพระนำไปใช้กันเยอะ แต่ท่านไม่ใช่พระแบบเอาครูบาอาจารย์มาขายเลหลัง เพราะคุณธรรมที่มีอยู่ภายในท่านนั้น ไม่มีสูงต่ำกับอะไร ท่านจึงสบายๆ ของท่าน

ก่อนที่พวกพระ ๔-๕ รูปจะไปกับพระอาจารย์เจี๊ยะนั้น พระผู้ใหญ่ๆ และพระอื่นๆ ก็มากระซิบบอกพวกพระว่า “ตายนะ ตายแน่ๆ นะ พวกคุณรู้หรือยังว่า การไปอยู่กับครูอาจารย์แบบนี้จะเป็นเช่นไร เดี๋ยวพวกท่านก็จะโดนไล่หนีหมดหรอก” ท่านเป็นพระดุที่ไม่มีใครใกล้ชิด

“ตายแน่ๆ คราวนี้แล้วพวกเราจะทำอย่างไรล่ะ?” พวกพระก็นั่งคิดปรึกษากัน

ตอนนั้นมีแต่พระใหม่ๆ บวชได้คนละ ๓-๔ พรรษา เมื่อเป็นเช่นนี้ พระที่จะอยู่กับท่าน ต่างองค์ก็ต่างกลัวเพราะคนพูดมากเข้า พวกพระก็ปอดแหกแล้ว

“พระอาจารย์เจี๊ยะดุมากนะ” นี้เป็นภาษาที่โลกตั้งให้ท่าน ถ้าเป็นภาษาทางธรรมท่านเรียกว่า “ตรงเผง” คือท่านไม่มีอ้อมค้อมอาจหาญในคำพูด ไม่เกรงกลัวใคร อันนี้แหละที่บุคคลอื่นๆ ทำไม่ได้

วันที่พวกพระติดตามไปวัดเขาแก้วกับท่าน พระอุปัชฌาย์ของพระทั้งหลายเหล่านั้น ถึงกับต้องเขียนจดหมายฝากไปให้พระอาจารย์เจี๊ยะ ใจความในหนังสือนั้นเขียนว่า

“ถ้าหากว่า พระอาจารย์เจี๊ยะดุด่าว่ากล่าวสัทธิวิหาริกของผม จนไม่สามารถทนได้ ผมจะเรียกพระผมคืน” นี่ท่านเขียนถึงขนาดนั้น ในที่สุดพวกพระ ๔-๕ รูป ก็เหลือที่กล้าไปจำพรรษากับพระอาจารย์เจี๊ยะ ที่วัดเขาแก้วจันทบุรีเพียง ๓ รูป

จวนใกล้จะอธิษฐานเข้าพรรษาแล้ว วันหนึ่งมีโยมมาบอกท่านว่า “หลวงปู่ขาวป่วยหนัก”

ท่านจึงมาบอกกับพวกพระว่า “ผมอยู่กับพวกท่านไม่ได้แล้วนะ ผมจะขึ้นไปอยู่กับปู่ขาวที่ถ้ำกลองเพล เพราะปู่ขาวป่วยหนัก” ท่านพูดสั้นๆ แบบไม่ไยดีพวกพระที่ติดตามมาเลย

“ตายแล้วทีนี้” พระองค์หนึ่งในจำนวนพระหลายรูปนั้นพูดขึ้น แล้วที่มาด้วยกันหลายๆ รูปก็แสดงความเห็นด้วย

“แล้วพวกเราจะอยู่ยังไง จะเข้าพรรษาแล้วไม่กี่วัน” ต่างองค์ต่างก็ปรึกษากันด้วยความลังเล

“พวกผมตั้งใจมาอบรมกับท่านอาจารย์ มากับท่านอาจารย์ก็อุปสรรคมากอยู่แล้ว แล้วจะมาให้พวกผมอยู่กันตามลำพัง แล้วจะให้พวกผมปฏิบัติยังไง”

ท่านตอบแบบที่เราได้ยินและร่ำลือทันทีว่า

“เฮ้ย!...ไม่เกี่ยวโว้ย!... หลวงปู่ขาวป่วยหนักพวกท่านอยู่วัดกันเลย” ท่านพูดห้วนๆ ตรงๆ ฟังแล้วเข้าใจแต่ไม่สบายใจ เหมือนมีอะไรมาจุกอยู่ที่อกเพราะไม่รู้จะทำอย่างไร

เอาซะแล้วสิ กรรม!...กรรมแท้ๆ เป็นเพราะเราไม่เชื่อพระผู้ใหญ่แท้ๆ ที่ติดสอยห้อยตามท่านมา เอาพวกเรามาแล้วท่านก็มาทิ้ง เพราะตอนนั้นพวกพระไม่ทราบว่า ท่านเคารพรักหลวงปู่ขาวขนาดไหน ท่านรักและเคารพหลวงปู่ขาวมาก เพราะหลวงปู่ขาวสอนให้ท่านพิจารณาคิดค้นทางด้านร่างกายด้วยปัญญา และหลวงปู่ขาวนี่เอง เป็นพระที่ท่านลงใจแบบหมอบราบ ถึงกับพูดว่า ท่านพระอาจารย์มั่นบอกว่า “หลวงปู่ขาวนี่แหละเป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง”

พอถึงวันเข้าพรรษาพวกพระก็อยู่กันแบบว้าเหว่ มีพระ ๔ พรรษา ๓ องค์ หลวงพ่อแก่ๆ อีกองค์หนึ่งซึ่งอยู่เดิม และสามเณรที่เป็นหลานพระอาจารย์เจี๊ยะ รวมแล้วเป็น ๕ องค์ จำพรรษาที่วัดเขาแก้ว ส่วนพระอาจารย์เจี๊ยะ ท่านไปจำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล เพื่ออุปัฏฐากหลวงปู่ขาว อนาลโย แต่ก่อนไปพระอาจารย์เจี๊ยะก็ได้บอกถึงสาเหตุ ที่ท่านต้องไปให้พระเหล่านั้นใจชื้นขึ้นมาบ้างว่า...

หมู่เอ๋ย...สาเหตุที่ผมเคารพรักหลวงปู่ขาวมาก ก็เพราะท่านพระอาจารย์มั่นเองเป็นผู้รับรอง จึงขอเล่าย้อนอดีตให้พวกท่านฟัง เรื่องที่ท่านอาจารย์มั่นชมเชยหลวงปู่ขาวมากนั้น ผมได้ฟังมากับหูว่า “ท่านขาวเป็นพระสำคัญมากนะ หมด(กิเลส)แล้วนะเจี๊ยะ ให้จับตาดูไว้ให้ดีจะเป็นที่พึ่งได้”

เมื่อผมได้ยินท่านพระอาจารย์มั่นพูดดังนั้น ผมก็ฮึดฮัดขึ้นมาในใจ อยากเจออยากพบอยากเห็น เพราะปกติแล้วท่านพระอาจารย์มั่นท่านไม่ชื่นชมใครง่ายๆ แสดงว่าพระรูปนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ต้องมีอะไรที่เราจะสามารถค้นคว้าเอาจากท่านได้ และสิ่งนั้นคือธรรม

ออฟไลน์ บอร์ดธรรมะ

  • Administrator
  • พระหนุ่ม
  • *****
  • กระทู้: 1679
  • พลังน้ำใจ: 2
  • คุณธรรมนำธุรกิจ
    • ดูรายละเอียด
    • Thai Rice Exporter
พรรษาที่ ๔๑ - ๔๒ (พ.ศ. ๒๕๒๐ - ๒๕๒๑)

จำพรรษาที่วัดญาณสังวราราม อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

สมเด็จพระญาณสังวรนิมนต์พระอาจารย์เจี๊ยะเป็นเจ้าอาวาสวัดญาณฯ

 
สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราช
(เจริญ สุวฑฺฒโน)
จากสมุดบันทึกประวัติพระอาจารย์เจี๊ยะ...หลังจากพระอาจารย์เจี๊ยะบอกลาพวกพระที่วัดเขาแก้วไปจำพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพล อันเป็นพรรษาที่ ๔๐ เมื่อปวารณาออกพรรษาที่วัดถ้ำกลองเพลแล้ว อาการอาพาธของหลวงปู่ขาว อนาลโย ก็ดีขึ้นบ้าง ท่านจึงเดินทางกลับมาที่วัดอโศการาม เพราะพวกพระที่อาสาติดตามไปอยู่ที่วัดเขาแล้วในตอนแรกก็กลับมาที่วัดอโศการามกันก่อนแล้ว ท่านจึงไม่ห่วงกังวลอะไรที่วัดเขาแก้ว ท่านจึงอยู่เจริญภาวนาวิหารธรรม อบรมสั่งสอนภิกษุสามเณร อุบาสกอุบาสิกาผู้ใส่ใจในธรรมที่วัดอโศการามนี้ ให้เขาประจักษ์ใจในพระธรรมว่า

“เราทุกคนที่เกิดมา ถูกความเกิดแก่ เจ็บ ตาย ความโศก ความเศร้า ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ครอบงำให้ทราบว่า เราทุกคนตกอยู่ในกองทุกข์ มีทุกข์ปรากฏอยู่ในเบื้องหน้าเป็นฉากๆ เหมือนกำลังเดินฝ่าดงหนาม ให้พากันพิจารณาขึ้นมาในใจว่า

“ทำอย่างไร เราจึงจะกำจัดดงหนาม คือทุกข์เหล่านี้ให้สูญสิ้นไปได้”

เมื่อคิดได้ดังนี้แล้วจงพากันบริกรรมภาวนา พุทโธๆ ๆ ๆ ๆ ให้เร็วๆ ๆ จนจิตนี้มีหลักคือความสงบเป็นพื้นฐาน แล้วมาพิจารณาขันธ์ห้าด้วยปัญญาอันยิ่งเอง เพราะถ้าผู้ภาวนามัวเข้าแต่สมาธิอย่างเดียว จิตจะติดอยู่ในสมาธิ จะเห็นแต่ความมหัศจรรย์ทางด้านสมาธิอย่างเดียว ส่วนความมหัศจรรย์ทางด้านปัญหาจะไม่เห็น ความมหัศจรรย์ทางด้านปัญญา เป็นความมหัศจรรย์อย่างแท้จริง ปัญญาจะเกิดขึ้นได้ต้องคิดค้นมีโยนิโสมนสิการเสมอๆ ต้องคิดค้นคลี่คลาย จนกระทั่งจิตนี้เบื่อหน่ายในขันธ์และในจิต การภาวนาอย่างนี้ก็จะเห็นผลประจักษ์ใจเอง

เมื่อพระอาจารย์เจี๊ยะพักอยู่ที่วัดอโศการามได้ระยะหนึ่ง ประมาณเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรฯ ตอนนั้นท่านยังไม่ได้เป็นสมเด็จพระสังฆราชมานิมนต์ให้ท่านไปอยู่เป็นเจ้าอาวาสที่วัดญาณสังวราราม เพราะสมเด็จฯ ท่านต้องการให้มีพระกรรมฐาน สมเด็จฯท่านปรารภว่า

“วัดอโศฯ กับวัดบวรฯ มีพระหนาแน่นมาก ต้องมีสถานที่วิเวกให้พระปฏิบัติกันบ้าง เราควรแสวงหาที่สัปปายะเพื่อพระที่เป็นกุลบุตรสุดท้ายภายหลังจะได้มีที่ปฏิบัติธรรมในที่ที่ไม่ห่างจากเมืองหลวงมากนัก นอกจากสร้างเป็นวัดปฏิบัติธรรมแล้วยังต้องสร้างถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในรัชกาลปัจจุบัน และเป็นพระบรมราชูทิศแด่บูรพมหากษัตราธิราชเจ้า”

เมื่อสมเด็จฯ ท่านปรารภดังนี้ ก็แสวงหาที่อันเหมาะสม ในที่สุดก็ไปได้ที่อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี โดยนายแพทย์ขจรและคุณหญิงนิธิวดี อ้นตระการ ถวายที่จำนวน ๓๐๐ ไร่เศษ และคณะกรรมการจัดสร้างวัดซื้อที่ข้างเคียงอีก ๕๙ ไร่ ๙๙ ตารางวา รวมเป็น ๓๖๖ ไร่ ๒ งาน ๑๑ ตารางวา ประกอบกับเนื้อที่โครงการพระราชดำริอีก ๒,๕๐๐ ไร่เศษ ด้วยศรัทธาปณิธานของผู้ถวายที่แด่สมเด็จพระญาณสังวร จึงตั้งชื่อวัดว่า “วัดญาณสังวราราม”

สอนศิษย์แบบเข้มข้น

 
กุฏิที่ประทับของสมเด็จพระญาณสังวรฯ สมเด็จพระสังฆราช ที่วัดญาณสังวราราม
ปลายเดือนธันวาคม ๒๕๑๙ พระอาจารย์เจี๊ยะและพวกพระที่อาสาเป็นศิษย์ (ได้กลายเป็นศิษย์ แบบเต็มตัว) พร้อมกันเดินทางมาอยู่ที่วัดญาณสังวราราม มาถึงทีแรกเสนาสนะมีอยู่บ้างแล้ว แต่ไม่ถาวรเลย พออยู่อาศัยได้อย่างสบายสำหรับพระป่าพระปฏิบัติ สำหรับพรรษานี้ ท่านสอนลูกศิษย์ที่ติดตามอย่างเข้มข้น ถ้าเป็นภาษาทางโลกเรียกว่า “ติวเข้ม” การที่พระมีน้อย โอกาสที่จะทำความเพียรเพื่อกำจัดกิเลสเพื่อความพ้นทุกข์ก็มีมาก

วัตรปฏิบัติในขณะนั้น... หลังจากฉันน้ำร้อนน้ำชา ประมาณหนึ่งทุ่มถึงสองทุ่ม ท่านจะนำทำความเพียรทางจิตภาวนาจนถึงเที่ยงคืน พอถึงเที่ยงคืนท่านสั่งหยุดเลยให้เข้านอน

พอถึงตอนตี ๓ พระอาจารย์เจี๊ยะจะทำเสียงสัญญาณด้วยการไอ ค๊อกแค๊กๆ ถ้ากุฏิที่ท่านเดินผ่านแล้วพระรูปที่อยู่ข้างในนั้น ไม่ส่งเสียงไอตอบหรือจุดตะเกียงออกมาล้างหน้าล่ะ เสียงเคาะปี๊ป! จะดังตามมาทันที ถ้ายังไม่ตื่นทำความเพียร ครั้งที่ ๒ ก็โน่น ทุบฝากุฏิพังเลยล่ะ หรือใช้ค้อนขว้างเลย แล้วท่านก็จะสอนพระองค์นั้นๆ เลยว่า

“ตอนที่ผมอยู่กับหลวงปู่มั่นไม่เป็นอย่างนี้ ถ้าท่านกระแอมก็ต้องแอ้มตอบ แล้วต้องทำความเพียรต่อเลย เราจะต้องมีชาครธรรมต้องตื่นอยู่เสมอ อย่าให้นิวรณ์ครอบงำเราได้”

เหล่าพระและแม่ชีที่อยู่วัดญาณฯ ตอนนั้น ตี ๓ ง่วงขนาดไหนก็ต้องออกมา เดินจงกรมหัวทิ่มหัวตำ ชนตอ ชนต้นไม้ เดินจงกรมออกนอกเลนเพราะไม่เคยทำอย่างนั้น ใครก็ตามที่ไปอยู่กับท่าน ต้องปรับสภาพร่างกายให้รับได้ทนได้ ต้องเป็นเดือนๆ ถึงจะชินวิธีปฏิบัติแบบท่าน พระทั้งหลายเดินจงกรม เซไปเซมาเป็นเดือนกว่าจะเข้าที่ ไม่ให้หยุดเลย

ตอนกลางวันข้อวัตรปฏิบัติต้องขยันมาก โดยเฉพาะเรื่องปลูกต้นไม้เพราะวัดญาณฯ เริ่มสร้างไม่มีต้นไม้ ที่นั่นแล้งมาก มีแต่ป่ามันสำปะหลังแห้งๆ

ให้ไปขี้เยี่ยวใส่ต้นมะม่วง

 
ศาลา (มีการปรับปรุงใหม่) ที่หลวงปู่เจี๊ยะสร้างที่วัดญาณสังวราราม
ถ้ามองแบบโดยผิวเผินแต่ด้านภายนอกแล้ว การพูดของพระอาจารย์เจี๊ยะอาจจะมองดูเหมือนหยาบ แต่การปฏิบัติไม่ว่าอะไรทั้งนั้นที่ท่านสอนเป็นประโยชน์ทั้งนั้นเลย เช่น ถ้าปลูกต้นไม้ ต้นมะม่วงไว้นี่ ถ้าจะไปถ่ายอุจจาระปัสสาวะนี่ ท่านต้องสอนบังคับให้เราไปถ่ายที่ต้นมะม่วง ท่านจะสั่งไว้เลยว่า

“เฮ้ย!...พวกพระพวกแม่ชี เวลาขี้เวลาเยี่ยว อย่าไปขี้เยี่ยวที่อื่นนะ ให้ไปขี้เยี่ยวใส่โคนต้นมะม่วงมันจะได้งาม” อันต้นมะม่วงนั้นมันก็สูงเพียงแค่ศอก นั่งบังก็ไม่มิด มันแจ้งๆ โล่งๆ ใครๆ เขาก็ไม่กล้าถ่าย (อุจจาระ,ปัสสาวะ) ไม่ว่าใครเข้าไป ท่านก็จะสอนอย่างนี้ตลอด พวกแม่ชีเขาเป็นผู้หญิงเขาก็อาย หัวเราะคิกๆ ท่านทำในสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ให้เป็นประโยชน์ อาจหาญไม่ต้องอายใคร ไอ้การนั่งถ่ายบังต้นไม้เล็กต้นเดียว ใครๆ ก็ไม่กล้า แต่ท่านสอนแล้วท่านก็ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง ท่านเน้นมากว่า “ความถูกต้อง ตามธรรมวินัยให้พากันทำ ไม่ต้องอาย แต่อันไหนผิดธรรมวินัยให้รู้จักละอาย” บางทีท่านก็ไปขอเอาขี้เถ้าหรือเศษกระดูกละเอียดๆ ที่เขาเผาศพจากที่ต่างๆ มาใส่ต้นไม้ เพราะมันมีฟอสเฟส ทำให้ต้นไม้งาม คนที่เข้ามาวัดเขาก็กลัว แม้แต่ขี้ที่อยู่ตามส้วมพระก็ต้องขนมาใส่ต้นเงาะ ต้นทุเรียน ตอนที่อยู่วัดเขาแก้ว ท่านให้ทำอย่างนั้นตลอด

วัดญาณสังวราราม เป็นที่แปลกประหลาดอยู่พอสมควร เป็นที่แห้งแล้ง ไม่น่าอยู่ แต่เวลานั่งภาวนาจะสงบมาก เมื่อสงบก็นั่งไม่หยุด เมื่อพระนั่งภาวนานานๆ เร่งภาวนา หลวงปู่ท่านก็จะดุว่า “พวกท่านไปนั่งแช่ๆ อย่างนี้มันจะไม่พอกิน มันไม่พอกินนะ มันไม่พอกินนะ” พวกหมู่พระกำลังนั่งสะดวกสบายท่านก็จะตำหนิอย่างนั้นตลอด “มันไม่พอกินๆ”

ตอนนั้นมีพระอยู่รูปหนึ่งนั่งภาวนาเกิดความสงบมากๆ อัศจรรย์มหัศจรรย์ภายในจิต ใครจะไป ใครจะมารู้ล่วงหน้าได้หมด ถึงขั้นไปอวดใส่พระอาจารย์เจี๊ยะเลย เพราะจิตมันสงบมากก็อาจหาญไม่กลัวท่าน เดินดุ่มๆ เข้าไปกราบเรียนท่านว่า

“ท่านอาจารย์พรุ่งนี้จะมีรถคันหนึ่งวิ่งเข้ามาที่วัด มันคันใหญ่ๆ คล้ายๆ รถไฟ ท่อต่อ ไปอยู่บนหลังคา คอยรอพิสูจน์ดูว่าพรุ่งนี้จะมีมาจริงหรือไม่ เหมือนในนิมิตภาวนา”

 
โรงครัว ที่หลวงปู่เจี๊ยะสร้างที่วัดญาณสังวราราม
พอถึงรุ่งเช้าวันใหม่ ก็มีรถยีเอ็มซีคันใหญ่ๆ มีปล่องท่อไอเสียอยู่ข้างบน วิ่งเข้ามา พระมาดูกันใหญ่ พระรูปนั้นก็กราบเรียนพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

“นี่ไงๆ สิ่งที่ผมเห็นในนิมิตที่เล่าให้ฟังเมื่อวานนี้ ที่ท่านอาจารย์ว่านั่งสมาธิจิตสงบเป็นอัปปนาสมาธิไม่พอกินได้อย่างไร ใครจะตายก็รู้ ใครจะไปมันก็รู้ จะมาก็รู้ มันวิเศษขนาดนี้จะไม่พอกินได้อย่างไรกันครับ”

พระอาจารย์เจี๊ยะก็ดุว่าด้วยเสียงดังๆ แบบตวาดๆ ใกล้ไปทางตะโกนแต่ไม่ใช่ตะโกน

“เฮ้ย!... ปฏิบัติอย่างนี้มันไม่พอกิน มันไม่พอแดก ประสารถไม่ต้องนั่งภาวนาให้เสียเวลาก็เห็นได้ ชัดกว่านั่งภาวนาดูอีก เนี่ย! ผมก็ยังเห็นอยู่เนี่ยมันจะวิเศษอะไร ประสาเห็นรถ”

พระรูปนั้นก็ยังไม่ยอมลงใจในสิ่งที่ท่านสอนว่า “ไม่พอกิน ไม่พอแดก ในการปฏิบัติแบบนี้” เพราะเธอเกิดความอัศจรรย์ในสมาธิมากหลาย จึงคัดค้านอยู่ในใจในสิ่งที่ท่านสอน

“เอ๊ะ!... อาจารย์ของเรานี้เป็นอย่างไร?”

สักพักหนึ่งจึงได้โต้ตอบท้าทายพระอาจารย์เจี๊ยะว่า “ท่านอาจารย์...เดี๋ยววันพรุ่งนี้จะมีรถข้างหน้าสีขาวๆ ส่วนด้านข้างเป็นอีกสีหนึ่ง ดูๆ ไม่ค่อยเหมือนรถแต่มันก็เป็นรถ”

 
 
พระอุโบสถวัดญาณสังวรารามที่หลวงปู่เจี๊ยะได้สร้างไว้ตามพระบัญชาของสมเด็จพระสังฆราช (เจริญ)
พอรุ่งเช้ามา ก็มีรถที่ยังโป๊วสีไม่เสร็จ ลักษณะอย่างที่ว่า วิ่งตะบึงเข้ามาจริงๆ พระทั้งหลายก็ชี้ไปที่รถว่า “นั่นไงๆ มาแล้ว แน่จริงๆ วาระจิตนี้” สมัยก่อนวัดญาณฯ อยู่กลางทุ่งนา นานๆ จะมีรถมาคันหนึ่ง การที่จะสุ่มเดาทายเอาจึงไม่ใช่เรื่องง่ายๆ พระรูปนั้นก็กราบเรียนพระอาจารย์เจี๊ยะขึ้นอีกว่า “เอ!...ท่านอาจารย์ครับ มันอัศจรรย์มาก เรื่องการที่จิตออกไปรับรู้ ท่านอาจารย์ก็ไม่เคยสอนเลย อันนี้จิตผมไปรู้เองท่านอาจารย์จะว่าไม่พอกินได้อย่างไรครับ”

“เฮ้ย!...มันยังไม่พอกิน เฮี้ยะ!... มันยังไม่พอแดก พอยาไส้สำหรับผู้ปฏิบัติเพื่อจะไปสู่พระนิพพาน ที่ท่านว่าจิตท่านมหัศจรรย์ทางด้านสมาธิเหลือหลายนั้น ให้ท่านลองทางด้านปัญญาบ้างว่าจะมหัศจรรย์แค่ไหน สมาธิเป็นเพียงเครื่องกั้นกิเลส แต่ปัญญาเป็นเครื่องทำลายเขื่อน คือ กิเลสนั้นให้พังทลาย จะมหัศจรรย์แบบตาแจ้งๆ แบบท่านเดินไปไหนมาไหนเห็นได้เลย ไม่ต้องมานั่งสมาธงสมาธิ มหัศจรรย์ตาแจ้งๆ ทั้งๆ ที่คนอยู่เยอะๆ หรือคนน้อยๆ ทั้งที่กิริยาท่าทางคุยกันได้ เดินคุยไปกันได้ อย่างนี้ หรืออย่างที่ผมคุยกับท่านอยู่เวลานี้ ให้ท่านลองพิจารณาทางด้านปัญญาบ้าง ไอ้อันที่ท่านทำอยู่นี่ทิ้งไปเลย...ไม่พอแดก...สำหรับภาษาธรรม ของผมนะ”

พระภิกษุรูปที่กำลังสนใจในการภาวนานั้น ก็เกิดความคิดขึ้นมาภายในว่า “ทำไมท่านอาจารย์ถึงพูดอย่างนั้น แต่เอาเถอะ... ท่านอาจารย์เป็นพระผู้เคยอยู่อาศัยอุปัฏฐากหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เคยทำวัตรปฏิบัติพระมหาเถระฝ่ายวิปัสสนากรรมฐานอย่างเช่นหลวงปู่เสาร์ หรือแม้กระทั่งตอนมาอยู่วัดญาณฯ แห่งนี้ พระกรรมฐานที่มีชื่อลือนามก็เยี่ยมเยือนอยู่บ่อยๆ เช่น หลวงปู่หลุย จนฺทสาโร หลวงปู่ชอบ ฐานสโม หลวงตามหาบัว ญาณสมฺปนฺโน พระอาจารย์วัน อุตตฺโม พระอาจารย์จวน กุลเชฏฺโฐ พระอาจารย์สิงห์ทอง ธมฺมวโร ฯลฯ ตลอดจนพระวิปัสสนาจารย์ทั้งหลาย ที่เป็นพระสายป่าก็เข้ามากราบอยู่เรื่อยๆ เรามองดูท่านด้วยตาเนื้ออาจจะไม่รู้เรื่อง แต่สำหรับพระที่วนเวียนเข้ามาหาท่านล้วนเป็นพระที่สำคัญๆ ทั้งนั้น ล้วนเป็นพระที่คนทั้งประเทศนับถือ ท่านอาจารย์อาจสัมผัสกันด้วยธรรมะภายในก็ได้ ถึงอย่างไรเสียแม้กิริยาอาจจะไม่งดงามตาในบางครั้งที่โลกนิยม แต่เรื่องพระธรรมวินัยอันเป็นส่วนสำคัญท่านเคร่งครัดสม่ำเสมอ แม้การงานทุกอย่างของท่านก็ละเอียดลออหาผู้เทียมเท่ายาก” เมื่อคิดได้อย่างนี้ก็ปลงใจ ลงใจพร้อมที่จะฟังการอบรมธรรม

การพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกาย

พระอาจารย์เจี๊ยะท่านพยายามสอนพระทั้งหลายเหล่านั้นว่า

“ท่านทั้งหลายจงพยายามพิจารณาธาตุขันธ์ร่างกาย คิดค้นให้ละเอียดถี่ถ้วนถี่ยิบ ไม่ให้หลุดรอดไปได้ทุกส่วน ทุกกระเบียดนิ้ว ท่านสอนแบบชำนานมาก แต่ก่อนท่านไม่พูดจึงไม่มีใครรู้ ท่านบอกให้พยายามพิจารณากาย เลื่อนขึ้นเลื่อนลงอยู่อย่างนั้น อย่าให้ขาด ให้เอาร่างกายเป็นตัวพิจารณา ตั้งแต่เล็บมีอะไร มีหนังกำพร้า ใต้หนังกำพร้ามีอะไร มีเนื้อ ใต้เอ็นมีอะไร มีกระดูก อย่างนี้เป็นต้น แล้วกำหนดตัดทีละชิ้นๆ จากปลายเท้าขึ้นมาบนศีรษะ จากศีรษะลงมาสู่ปลายเท้า พิจารณาไปจนเพลินใจอยู่อย่างนั้น อย่าหยุด ถ้าพวกท่านทำได้อย่างนี้ตลอด ซักวันพวกท่านจะมหัศจรรย์ในเรื่องนี้”

เมื่อพวกพระได้โอวาทธรรมแล้ว ต่างองค์ก็ต่างนำไปประพฤติปฏิบัติ พระรูปที่จิตเป็นสมาธิดี ก็จะนำเรื่องภาวนาด้วยการพิจารณากายนี้มากราบเรียนว่า “ท่านอาจารย์ครับ ไม่ไหวแล้วครับ ตัดได้ ๒-๓ ข้อแล้ว จิตมันก็ไม่อยากเอาแล้วครับ มันขี้เกียจมันอยากจะหยุด มันไม่เพลิน มันไม่นิ่ง”

“เฮ้ย!...จิตมันออกทำงานมันก็เหนื่อยซิวะ มันไม่เพลินหรอกเพราะ งานยังไม่ชำนาญ มันไม่สบายเหมือนเรือนพักในสมาธิ พิจารณาสกนธ์กายธาตุขันธ์นี้ให้หนักเลยยิ่งขี้เกียจยิ่งต้องเอาให้หนักการพิจารณากายอย่างนี้ฝืนมาก มันไม่เหมือนจิตสงบๆ การพิจารณาร่างกาย อึดอัดต้องฝืนมาก มันไม่สนุก อึดอัดมาก ต้องฝืนเข้าไป มันไม่สนุก ต้องฝืนค่อยๆ ทำไปจนนิสัยเคยชิน คำบริกรรมพุทโธไม่ต้องใช้แล้ว ใช้พิจารณาดูอันนี้แทน ค้นในร่างกายอย่างเดียวเลย” ท่านพูดเพียงเท่านี้ก็พากันนำไปปฏิบัติต่อ


พระบรมธาตุเจดีย์มหาจักรีพิพัฒน์ หลวงปู่เจี๊ยะได้สร่างถึงชั้นที่ ๒ จากนั้นท่านย้ายไปจำพรรษาที่วัดอโศการาม
ตอนนั้นถึงทำกันก็ยังไม่ค่อยได้เรื่องอย่างที่ท่านสอน ท่านจะเรียกถามเสมอว่า “เฮ้ย!...พวกท่านพิจารณาเป็นยังไงมาบอกผมซิ มาถามผมซิ มาบอกหน่อยมันเป็นยังไง อย่านั่งแช่นะ ถ้าขืนนั่งแช่ห้ามนั่ง” ท่านจะดุ เรื่องนั่งสมาธิแช่ๆ นิ่งๆ มาก เพราะท่านว่า ถ้าคนเคยทำจะเป็นนิสัย คนนั่งภาวนาเคยง่วงมันก็จะง่วงอยู่อย่างนั้น แก้ยาก

หลังจากนั้นมาท่านจะไม่พูดเรื่องสมาธิเลย จะพูดสอนเรื่องการพิจารณาอย่างเดียว ทุกๆวัน ท่านจะสอนอย่างนั้น เช้า กลางวัน เย็น กลางคืน ดึกดื่น ไม่ว่าเวลาไหนๆ ท่านก็จะสอนให้พิจารณาอย่างนั้น พอท่านถามพระทั้งหลายว่าพิจารณาอย่างไร ผลเป็นอย่างไร ผู้ตอบท่านกึกๆ กักๆ คล้ายๆ ว่าไม่ทันใจ ท่านก็ว่า “ฮื้อ!...ฮื้อ!...มันต้องไอ้เฒ่าเองน้า”

ตอนหลังเมื่อท่านสอนจนผู้ปฏิบัติตามชำนิชำนาญบ้างแล้ว การพิจารณาแบบนี้ก็ไม่กลัวกัน พิจารณาได้ พิจารณาให้ตายเป็นเถ้าถ่านเป็นดินไปเลย

ในตอนหลังเมื่อพระเหล่านั้นพิจารณาเป็นแล้ว จิตก็อยู่นิ่งๆ ได้ ในจิตนั้นก็ปรากฏรู้ว่า “เราไม่กลัวตายแล้ว” มันบอกไม่ถูกมันสบาย ก็เกิดความมหัศจรรย์ครั้งแรกด้วยการพิจารณาตัดอย่างนั้น เชื่อในพระอาจารย์เจี๊ยะผู้สอนอย่างเต็มใจ

เมื่อพิจารณามากๆ เข้า ท่านก็แสดงอาการพอใจที่ได้อบรมสั่งสอนมา ท่านถามให้พระตอบท่าน ท่านอยากฟังเรื่องราวที่พระรูปใดปฏิบัติ ก็ต้องเล่าถวาย ท่านจึงจะชี้แจงข้อถูกผิด

ท่านบอกว่า ไม่พอ การพิจารณาเท่านี้ยังไม่พอ การพิจารณาอะไรเป็นอสุภะ คือความไม่งามได้ ทีนี้มาลองพิจารณาให้เป็นสุภะ คือความสวยงามหน่อยซิ ท่านก็เล่าการพิจารณาขั้นสุดท้าย สำหรับการพิจารณาให้ฟังว่า

“อะไรๆ ทั้งหมดรวมลงมาอยู่ที่การพิจารณากาม สุดยอดกรรมฐานคือกาม ผู้ชายเราสงสัยข้องใจอะไรมาก ก็เป็นเพศของผู้หญิง เมื่อพิจารณา หน้า ตา เนื้อ หนัง อะไรๆ อื่น ก็เหมือนกันหมด มันเหมือนกันหมดทั้งชายและหญิงตลอดจนสัตว์อื่น แต่เมือพิจารณาอย่างนี้พิจารณาได้ยาก แต่จะแก้กาม ต้องพิจารณาแก้ที่ตรงนี้”

ท่านสอนเด็ดขาดและแปลกกว่าใครๆ ที่เคยสอนกันมา แต่ในความเป็นจริงแล้ว ใครๆ ก็หลงอย่างนี้ทั้งนั้น บางคนถึงกับนั่งฟังไม่ได้ ท่านสอนผู้หญิงให้กำหนดตัดอวัยวะเพศชาย สอนพระผู้ชายให้กำหนดตัดอวัยวะเพศหญิง ท่านสอนพูดออกมาเป็นคำที่โลกรังเกียจ แต่พากันหวงแหนนั่นแหละ นำมาเล่าคงไม่ดี ท่านบอกว่าการพิจารณาอย่างนี้เอาให้หนัก ของอย่างนี้สำหรับผู้ต้องการแก้กิเลสเอามันไว้ไม่ได้

พระอาจารย์เจี๊ยะบอกว่า “เมื่อพิจารณาอวัยวะเพศของหญิง จิตยังสะดุ้งสะเทือนแสดงว่ายังใช้การไม่ได้ อ่านตำรายังไม่จบ ให้ไปเรียนคัมภีร์มาใหม่” พระทั้งหลายที่ได้ยินได้ฟังเช่นนั้นก็กลัว ไม่กล้าพิจารณาบางองค์สั่นทั้งตัว ไม่กล้าทำ ทำไม่ได้ ท่านก็ดุเอาสิว่า “ไอ้ฉิบหาย!! กลัวอะไร ประสา... เอาเลย... พิจารณาเลย”

ถ้าพระอาจารย์เจี๊ยะไม่สอนทางด้านปัญญา พวกพระคงภาวนาพุทโธอยู่ตลอดปีตลอดชาติ ไม่รู้เรื่อง นี่ท่านมาตีออก ชี้แจงแสดงเปิดเผยออกเป็นชิ้นส่วน พวกเรานักภาวนาก็พิจารณาตามท่าน เก่งบ้าง ไม่เก่งบ้าง ชนะบ้าง ไม่ชนะบ้าง มันลากเราบ้างเป็นครั้งคราว กิเลสตัวนี้สำคัญมากสำหรับพระใกล้ชิดท่านจริงๆ ท่านจะสอนเน้นเรื่องนี้ตลอด ก็คือเรื่องกามกิเลส ต้นเหตุแห่งกามกิเลส ต้นตอมันอยู่ไหน ท่านก็ให้พิจารณาตรงนั้น อย่าอ้อมค้อม ให้ตีให้แตกด้วยอริยสัจ อย่างอื่นท่านก็สอนแต่ไม่เน้นเท่ากับเรื่องกามกิเลส ชนะอันนี้ชนะได้หมดท่านว่า ไม่ชนะอันนี้อย่ามาคุย คุยได้ก็ไม่รู้เรื่อง นี้แหละคือสุดยอดแห่งกรรมฐาน มนุษย์สร้างภพสร้างชาติก็เพราะตัวนี้แหละ ไม่พิจารณาตัวนี้จะพิจารณาอะไร

ท่านก็ยกเรื่องท่านอาจารย์มหาบัวมาเล่าประกอบว่า เคยสนทนากับท่านอาจารย์มหา(บัว) สรุปได้ความว่า ถ้าพระกรรมฐานคุยกันเรื่องภาวนา ถ้ายังละกามฉันทะไม่ได้ ไม่ต้องมาคุยกัน เรื่องตา หู จมูก ลิ้น กาย ตลอดจนใจมันไปถึงไหน พิจารณาให้มันถึงพริกถึงขิงตรงนั้น อย่างนี้ถึงจะเรียกว่า “สุดยอดแห่งการพิจารณา”

ศิษย์ขอเปลี่ยนอาจารย์

อยู่ต่อมามีพระรูปหนึ่ง ได้ยินชื่อเสียงโด่งดังของพระอาจารย์มหาบัวแห่งวัดป่าบ้านตาด ยิ่งได้เห็นพระอาจารย์มหาบัวมาเยี่ยมพระอาจารย์เจี๊ยะ เธอก็ยิ่งศรัทธามากขึ้น เป็นที่กล่าวขานไปทั่วถึงความเคร่งครัดในวัตรปฏิบัติของพระอาจารย์มหาบัว เธอจึงอยากไปศึกษามาก และเธอนั้นก็มีความคิดลึกๆ ภายในใจว่า การได้ไปศึกษากับพระอาจารย์มหาบัวนั้น น่าจะเป็นความแน่นอนมากกว่า เมื่อคิดเช่นนั้นจึงเข้าไปกราบเรียนพระอาจารย์เจี๊ยะว่า

“ท่านอาจารย์ครับ ผมก็อยู่กับท่านอาจารย์มานานแล้ว อยากจะออกไปภาวนาที่อื่นบ้าง ทุกๆ ปี ก็ไม่เคยลาท่านอาจารย์ไปที่ไหน ปีนี้กระผมอยากจะขอโอกาสลาท่านอาจารย์ไปศึกษากับท่านอาจารย์มหาบัวที่วัดป่าบ้านตาดบ้าง”


 

Access denied for user 'vayoclub_dhamma'@'localhost' to database 'vayoclub_manage'